ช่วงไม่กี่ฤดูกาลที่ผ่านมาเราได้เห็นนักเตะที่กลับไปสู่สโมสรที่ตัวเองเคยค้าแข้งมาก่อนอีกครั้ง แต่ต้องบอกว่าจบลงไม่ค่อยสวยเท่าไร

         ล่าสุดก็ โรเมลู ลูกากู ที่คืนสู่ เชลซี ที่ต้องบอกว่าล้มเหลวและกลับสู่ อินเตอร์ มิลาน อีกครั้ง ส่วนมันไปได้ดีแค่ไหนก็ต้องรอดูซีซั่นใหม่ที่กำลังมาถึง

         ที่ผ่านมาแข้งดังไม่น้อยมีรุ่งโรจน์กับสโมสรก่อนจะย้ายไปเล่นที่อื่นและกลับมาอยู่กับทีมอีกครั้ง แต่ต้องบอกว่า “หน 2” ไม่ได้จะจบลงอย่างงดงามเสมอไป

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ 

        

         การกลับสู่รั้วโอลด์ แทรฟฟอร์ดเป็นหนที่สองของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว ถูกมองว่าที่ “ปีศาจแดง” ดึงกลับมานั้นเป็นเพราะว่ากลัวนักเตะจะย้ายไป แมนเชสเตอร์ ซิตี้

         สัญญา 2 ปีที่เซ็นไว้บวกกับอ็อปชั่นอีกหนึ่งปีดูจะสมเหตุสมผลแม้เจ้าตัวจะอายุ 36 ปีแล้ว (ในตอนนั้น) แต่สภาพร่างกายยังต้องบอกว่าสุดยอด

         24 ประตูกับ 3 แอสซิสต์จาก 38 เกมทุกรายการต้องบอกว่ามันเป็นผลงานที่น่าประทับใจ โดย 18 ลูกเกิดขึ้นในพรีเมียร์ลีกและอีก 6 ลูกในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ผลงานในภาพรวมของทีมกลับย่ำแย่

         เราจะได้เห็นข่าว โรนัลโด้ แสดงความไม่พอใจเพื่อนร่วมทีมเสมอว่าขาดความมุ่งมั่นและคุณภาพที่ย่ำแย่ ต่างจากเมื่อครั้งแรกตอนอยู่กับทีมที่เต็มไปด้วยผู้เล่นที่กระหายความสำเร็จมากกว่านี้

         จากข่าวล่าสุดที่บอกว่าเจ้าตัวแจ้งสโมสรว่าขอย้ายออกจากทีมก็ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องน่าเซอรไพรส์อะไรเท่าไรเมื่อทีมต้องเล่นในถ้วยรองอย่างยูโรปา ลีกที่เจ้าตัวคงไม่คิดว่าจะมาถึงจุดนี้ และถ้าต้องจบกันไปจริงๆคงต้องใช้คำว่าเป็นการแยกทางแแบบไม่แฮปปี้เท่าไร แต่ก็คงต้องโทษผลงานของทีมนั่นแหละ

เวย์น รูนี่ย์

        

         สร้างชื่อด้วยการยิงประตูสุดสวยใส่ อาร์เซน่อล ย้อนกลับไปเมื่อปี 2002 โดยในตอนนั้นเจ้าตัวเพิ่งอายุ 16 ปีเท่านั้น 

         หลังจากนั้นสองปีเจ้าตัวย้ายไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และอยู่ในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดนานถึง 13 ปีพร้อมกับประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในแบบที่หาได้ไม่กี่คนนัก

         ปี 2017 เวย์น รูนี่ย์ กลับสู่ถิ่นเมื่อครั้งแข้งเกิดอีกครั้งด้วยสัญญาสองปี และผลงานก็ถือว่าไม่ขี้เหร่เมื่อทำ 10 ประตูจาก 31 เกมในพรีเมียร์ลีก โดยมีประตูแห่งความทรงจำในเกมที่ทำแฮตทริคในนัดที่ชนะ เวสต์แฮม 4-0 ด้วยการยิงจากครึ่งสนามตุงตาข่าย

         อย่างไรก็ตามปีนั้นเป็นปีเดียวในการกลับสู่รัง “ทอฟฟี่” เพราะปีต่อมาเจ้าตัวเก็บข้าวของข้ามน้ำข้ามทะเลไปเล่นกับ ดีซี ยูไนเต็ด ในเมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ แม้จะจบลงด้วยการเป็นดาวยิงสูงสุดของทีมประจำปีนั้นก็ตาม

ดิดิเยร์ ดร็อกบา 


         กองหน้าที่ต้องบอกว่าแนวรับทุกคนล้วนขยาดเมื่อต้องเผชิญหน้าด้วย เพราะนี่คือกองหน้าที่ครบเครื่องคนหนึ่งของโลกทั้งสามทำประตูได้ เก็บบอลได้ โหม่งได้ พร้อมชนกับใครทุกคนที่เข้ามาขวางทาง

         ดิดิเยร์ ดร็อกบา มาเล่นกับ เชลซี เมื่อปี 2004 โดยตลอดระยะเวลา 8 ปีในรั้วสแตมฟอร์ด บริดจ์เจ้าตัวประสบความสำเร็จอย่างงดงามด้วยการทำ 157 ประตูจาก 341 เกมทุกรายการ ได้แชมป์พรีเมียร์ฃีก 4 สมัยม เอฟเอ คัพ 4 สมัย, ลีก คัพ 3 สมัย และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย

         หัวหอกชาวไอวอรี่ โคสต์ออกจากทีมไปอยู่กับ เซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว ในปี 2012 ก่อนกลับมาสู่แผ่นดินยุโรปกับ กาลาตาซาราย กระทั่งในปี 2014 ก็กลับมาอยู่กับ เชลซี อีกครั้ง โดยได้ทำงานร่วมกับเจ้านายเก่าอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ 

         ผลงานส่วนตัวของ ดร็อกบา ต้องบอกว่าไม่ได้ร้อนแรงเหมือนช่วงแรกด้วยอายุที่มากขึ้นโดยทำได้เพียง 4 ประตูจาก 28 เกมในพรีเมียร์ลีก แต่ก็ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกรวมถึง ลีก คัพ และปีถัดไปก็อำลาทีมไปเล่นในเมเจอร์ลีก ซอคเกอร์กับ มอนทรีล อิมแพ็ค

ปอล ป็อกบา


         หลังไม่อาจสอดแทรกขึ้นไปอยู่ในทีมชุดใหญ่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ ปอล ป็อกบา ตัดสินใจอำลาทีมไปเล่นกับ ยูเวนตุส ที่อิตาลีในปี 2012 

         ตลอด 4 ปีกับ “ม้าลาย” กองกลางทีมชาติฝรั่งเศสยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นกองกลางระดับโลก พร้อมความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม

         “ปีศาจแดง” ทุ่มเงินเป็นสถิติสโมสร 89 ล้านปอนด์ดึงกลับมาอยู่ในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดอีกครั้ง แต่ผลงานกลับไปเป็นอย่างที่คาดหวังแถมยังโดนแฟนบอลรวมถึงสื่อวิจารณ์อย่างหนักมาตลอด

         สุดท้ายเจ้าตัวตัดสินใจไม่ต่อสัญญาใหม่กับทีมและย้ายออกจากทีมไปแบบไม่มีค่าตัวในช่วงซัมเมอร์นี้ ปิดฉากการอยู่กับหนที่สองด้วยการทำ 29 ประตูจาก 154 เกม 

         การแยกทางกันครั้งนี้อาจจะส่งผลดีกับทั้งสองฝ่าย นักเตะอยู่กับทีมโชว์ผลงานไม่ออก สโมสรก็ไม่ต้องแบกรับค่าเหนื่อยก้อนโต แฟนบอลไม่ต้องมาหงุดหงิดยามที่เห็นอยู่ในสนาม 

         ถึงตอนนี้ก็รอดูการกลับไปอยู่กับ ยูเวนตุส รอบสองว่าจะเป็นยังไง

ร็อบบี้ ฟาวเลอร์


         “ก็อด” ของเหล่าบรรดาสาวก ลิเวอร์พูล อยู่กับทีมมาตั้งแต่เป็นเด็กเยาวชนกระทั่งขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่และเป็นขวัญใจอย่างรวดเร็ว

         ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ กับเท้าซ้ายของเขาไม่เคยทำให้แฟนๆผิดหวังกับสถิติ 171 ประตูจาก 330 เกม เรียกได้ว่าจะมีประตูมากฝากกันทุกๆ 2 นัดเลยทีเดียว

         ดังนั้นการอำลาทีมไปในปี 2001 ย่อมสร้างความผิดหวัง แต่เข้ายังคงเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ “หงส์แดง” และอยู่ในกลุ่มแฟนบอลที่อิสตันบูลตอนที่สโมสรชูถ้วยแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกด้วย

         และหลังจากที่กลายเป็นแข้งไร้สังกัด ฟาวเลอร์ กลับสู่รั้วแอนฟิลด์อีกครั้งในตลาดเดือนมกราคมปร 2006 พร้อมกับต้อนรับอย่างอบอุ่น

         ตลอด 1 ปีครึ่งที่อยู่กับทีมหนที่สองเจ้าตัวทำ 12 ประตูจาก 39 เกม และนั่นทำให้เจ้าตัวแซงหน้า เคนนี่ ดัลกลิช ในอันดับดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของสโมสร โดยมีสถิติรวมที่ 183 ประตู ปัจจุบันรั้งในอันดับที่ 6 

โซล แคมป์เบลล์


         ศัตรูหมายเลข 1 ตลอดกาลของ สเปอร์ส หลังจากที่ย้ายออกจากทีมแบบไม่มีค่าตัวมาอยู่กับคู่แค้นอย่าง อาร์เซน่อล ในปี 2001

         แต่การเล่นกับทีม “ปืนใหญ่” ก็ทำให้ โซล แคมป์เบลล์ ประสบความสำเร็จในฐานะนักฟุตบอลด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย, เอฟเอ คัพ 3 สมัย และเป็นรองแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในปี 2005/06

         โดยเฉพาะในปี 2003/04 ในชุดไร้พ่ายที่ยังอยู่ยงคงกระพันมาจนถึงทุกวันนี้ โดยหลัง 5 ปีแห่งความสำเร็จเจ้าตัวย้ายไปอยู่กับ พอร์ทสมัธ และ น็อตต์ เคาน์ตี้ ก่อนจะยกเลิกสัญญากันไป ซึ่งหลังจากนั้นเจ้าตัวกลับมาซ้อมกับ อาร์เซน่อล จากปัญหาความฟิต

         และด้วยปัญหาในแนวรับของทีมปืนโตในตอนนั้นทั้ง โธมัส แฟร์มาเล่น และ วิลเลี่ยม กัลลาส ทำให้ อาร์แซน เวนเกอร์ ตัดสินใจเซ็นสัญญาร่วมทีมในช่วงตลาดหน้าหนาว

         แคมป์เบลล์ ปิดฉากดว้ยการเล่น 14 เกม ทำได้ 1 ประตูในบอลยุโรปที่เจอกับ ปอร์โต้ โดยหลังจบฤดูกาลไปอยู่กับ นิวคาสเซิ่ล และแขวนสตั๊ดในปีถัดมา

เธียร์รี่ อองรี


         กองหน้าผู้เป็นตำนานของสโมสร หนึ่งในนักเตะที่นำพาความสำเร็จมาสู่ อาร์เซน่อล และเป็นผู้เล่นคนสำคัญของ อาร์แซน เวนเกอร์ อย่างไม่ต้องสงสัย

         8 ปีในการค้าแข้งกับสโมสรรอบแรก เธียร์รี่ อองรี ทะลวงตาข่ายไปถึง 226 ประตูจาก 370 เกมทุกรายการ ขึ้นแท่นเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของสโมสรไปอย่างเต็มภาคภูมิ

         อองรี ออกจาก อาร์เซน่อล ในปี 2007 ไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า และประสบความสำเร็จอย่างดีไม่แพ้กัน ก่อนจะไปอยู่กับ นิวยอร์ค เร้ด บูลล์ส ในปี 2010

         อย่างไรก็ตามมีช่วงสั้นๆที่เมเจอร์ลีกปิดฤดูกาลราว 1 เดือน ซึ่งเจ้าตัวก็บวกประตูให้กับตัวเองเพิ่มอีก 2 ลูกจาก 7 เกม รวมแล้วยิงให้ทีมไป 228 ลูก ถือว่า 2 ประตูที่ทำได้เป็นการสร้างรอยยิ้มและทำให้นึกถึงวันชื่นคืนสุขร่วมกันมา

จูนินโญ่ เปาลิสต้า

                        

         หนึ่งในแข้งชาวบราซิลผู้บุกเบิกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยย้ายมาเล่นกับ มิดเดิ้ลสโบรช์ เมื่อปี 1995 โดยตลอดเวลา 2 ปีกับสโมสรทำไป 17 ประตูจาก 69 เกม เป็นขวัญในของแฟนบอลอย่างไม่ต้องสังสัย

         หลังจากนั้นเจ้าตัวย้ายไปอยู่กับ แอตเลติโก มาดริด แต่ก็มีช่วงที่มาเล่นกับ “โบโร่” อีกครั้งด้วยสัญญายืมตัวในปี 1999/00 รวมถึงกลับไปเล่นที่บ้านเกิดอย่าง วาสโก ดา กาม่า และ ฟลาเมงโก้

         กระทั่งปี 2002 หลังจากที่อยู่ในทีมชาติบราซิลชุดแชมป์โลก จูนินโญ่ กลับมาอยู่กับ มิดเดิ้ลสโบรช์ และในครั้งนี้เจ้าตัวมีส่วนสำคัญในการช่วยทีมคว้าแชมป์ลีก คัพ โดยเป็นคนยิงประตูชัยในเกมเยือน อาร์เซน่อล ในรอบตัดเชือกนัดแรก 1-0 ก่อนที่ทีมจะกลับมาชนะ 2-1 เข้าชิงชนะเลิศและไปชนะ โบลตัน 

         ในเดือนธันวาคม 2007 แฟนบอล มิดเดิ้ลสโบรช์ โหวตให้ จูนินโญ่ คือนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาของสโมสร โดยในปี 2010 เจ้าตัวกลับมาสวมเสื้อของสโมสรอีกครั้งลงเล่นในเกมเทสติโมเนียลที่เจอกับ พีเอสวี


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com