ชัยชนะหืดจับจาก แคร์โรว์ โรด ยังคงทำให้เส้นทางของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุค ราล์ฟ รังนิก มีรอยยิ้มอาบหน้า

3 คะแนนล้ำค่าจากเกมที่ยากลำบาก เพราะต้องชม นอริช สู้ได้อย่างยอดเยี่ยมไม่มีเกรงกลัว แถมยังสร้างความอันตรายได้มากกว่า ปิศาจแดง ซึ่งดีที่เป็นวัน ดาบิด เด เคอา โชว์ของป้องกันอุตลุดตลอดทั้งเกม

หากไม่มีความยอดเยี่ยมของผู้รักษาประตูชาวสเปน ดีไม่ดี ยูไนเต็ด อาจจะต้องน้ำตาตกกลับออกมาแบบมือเปล่า เพราะมีหลายจังหวะที่ เดอะ คานารี่ส์ 'ต้องได้' ประตู แต่กลับไม่ผ่านมือ เด เคอา ที่ทำได้ยอดเยี่ยมกว่า

ที่สำคัญคือจังหวะผิดพลาดเพียงเล็กน้อยของเจ้าบ้านที่ไปทำฟาวล์จนเสียจุดโทษ ซึ่งนั่นคืออีกหนึ่งความแตกต่างในเกมระดับนี้ และทาง ผีแดง ไม่ทิ้งโอกาสที่ว่าให้หลุดมือ

การคว้าชัยนัดล่าสุดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่า 3 คะแนน เพราะมันหมายถึงความมั่นใจที่เพิ่มมากขึ้นที่จะถูกอัดลงไปในตัวนักเตะหลังจากต้องผ่านช่วงเวลายากบำลากก่อนหน้านี้


กระนั้นหากพิจารณาในรายละเอียดต้องพบว่า รังนิก ยังมีงานหนักรออยู่อีกเป็นตั้ง โดยเฉพาะการหาจุดลงตัวในแดนหน้า เพราะเกมที่ผ่านมาทีมอาจจะมีจังหวะสวนกลับ จังหวะต่อเกมสวยๆ แต่ต้องตกม้าตายในจังหวะสุดท้ายแทบทุกครั้งไป

หากใครได้ดูเกมที่ผ่านมาจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า แม้แนวรับปิศาจแดงดูเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม แต่ปัญหาสำคัญกลับกลายมาเป็นการสอดประสานของแนวรุก 4 คนในแผงหน้า

หลายจังหวะที่พวกเขาหลุดขึ้นไป 3-4 คน ทางเลือกเปิดออก แต่การตัดสินใจสุดท้ายไม่ดีพอทำให้โอกาสเหล่านั้นหลุดลอยไป โดยเฉพาะจังหวะในครึ่งหลังที่มีให้เห็นหลายครั้งแต่ก็พลาดไปเสียหมด 

นี่คือหนึ่งในงานสำคัญที่ รังนิก พยายามหาทางแก้ไข กุนซือชาวเยอรมันทราบดีว่าทีมมีจุดอ่อนในเรื่องนี้ซึ่งต้องรีบแก้ไขให้โดยเร็วๆ เพราะหากเทียบกับทีมหัวตารางทีมอื่นๆ พวกเขาจะสามารถคว้าโอกาสได้ทันทีที่มาถึง หรือการสร้างเกมด้วยตนเองที่ยังเป็นจุดอ่อนของ ปิศาจแดง ในตอนนี้

สิ่งที่สำคัญคือการหาจุดลงล็อก หานักเตะที่จะสามารถสอดประสานการจบสกอร์ให้ลงตัวกว่าที่ผ่านมาๆ เพราะสองนัดในพรีเมียร์ลีกก่อนหน้านี้อาจจะลงเอยด้วยชัยชนะ แต่ประตูที่เกิดขึ้นมาจากกองกลางอย่าง เฟร็ด และจุดโทษของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้


ความเป็นไปได้มากที่สุดคือการทดลองเปลี่ยนแผงแนวรุกในเกมต่อไป แม้ไม่ได้การันตีว่าทีมจะทำผลงานดีขึ้น แต่มันเป็นสิ่งที่น่าจะลองดูและให้โอกาสคนอื่นๆ ลงสนาม เพราะหากอาศัยแค่เพียงการซ้อมในช่วงนี้ก็แทบจะไม่มีเวลา แค่ทำให้นักเตะพร้อมลงสนามก็เหนื่อยแล้ว

อาจจะมีช่วงพักประมาณ 9 วันหลังจากเกม ไบรท์ตัน ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาทองของ รังนิก และลูกทีมในการที่จะได้เรียนรู้ระบบและทิศทางต่างๆ ให้ดีขึ้น กระนั้น 2 นัดต่อจากนี้กับ เบรนท์ฟอร์ด และ ไบรท์ตัน ก็เป็นศึกที่แฟนบอลตั้งความหวังกับการได้ 6 คะแนน

มีโอกาสที่ รังนิก จะลองปรับแนวรุกในเกมต่อไปในการเยือน เดอะ บีส์ วันอังคารนี้ และมันน่าสนใจว่าผลที่ออกมาเป็นอย่างไร หรือหากกุนซือใหญ่ยังคงวางใจแผงแนวรุกเดิมทั้ง 4 คน ก็น่าสนใจเช่นกันว่าจะมีการปรับรูปแบบหรือวิธีการที่ดีกว่าที่ผ่านมาหรือไม่

หลายๆ สิ่งกำลังถูกปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยผลลัพธ์ที่เห็นชัดเจนคือแนวรับที่แน่นกว่าเดิม แม้ว่านัดล่าสุดจะปล่อยโอกาสให้ นอริช เล่นงานแบบจะแจ้งหลายครั้ง แต่หากมองไปที่ตัวเลขก็ถือว่าดีกว่าก่อนหน้านี้

นั่นคือส่วนที่ รังนิก ดูจะพอใจทั้งการประสานของกองหลังและสองกองกลางตัวรับที่ทำหน้าที่ได้ตามคำสั่งอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง จนถึงกล่าวชมหลังจบเกมที่ผ่านมา

แต่ก็อย่างที่เรียนไปข้างต้น ปัญหาตอนนี้คือการจบสกอร์ที่ต้องเฉียบขาดขึ้น เพราะหากทีมสามารถปิดฉากหรือคว้าโอกาสได้ดีกว่านี้ งานหนักก็ไม่ต้องมาตกอยู่กับเกมป้องกันและผู้รักษาประตู ที่สำคัญแฟนบอลก็ไม่ต้องมาลุ้นจนใจหายใจคว่ำจนวินาทีสุดท้าย

ระยะเวลาในตอนนี้อาจจะกระชั้นชิด แต่อย่างน้อยๆ ขอเพียงมีสัญญาณที่ดีส่งออกมาจากเกมต่อไป เชื่อว่าก็น่าจะทำให้แฟนบอลอุ่นใจขึ้นได้บ้าง

สัญญาณของเกมรุกที่ดูดีและเฉียบคมกว่าเดิม เพราะนั่นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะยกระดับทีมนี้ให้ไปยังจุดที่หลายคนต้องการ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com