วันนี้เมื่อ 31 ปีที่แล้ว คือวันสำคัญที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์​ของสโมสร ลิเวอร์พูล ไปอย่่างสิ้นเชิง

มันคือวันที่ เคนนี่ ดัลกลิช ประกาศลาออกจากตำแหน่งกุนซือของทีม ทั้งที่ประสบความสําเร็จในอังกฤษ​มากมายก่ายกอง ซึ่งในตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้ตัดสินใจลาออกกะทันหัน มีเพียงการคาดเดาว่าน่าจะมาจากการที่เขาร่วมอยู่ในเหตุการณ์สะเทือนอารมณ์​ทั้งเฮย์เซลและฮิลส์โบโร่

ผลกระทบที่ตามมาหลังจากการลาออกในวันนั้น คือการเป็นจุดเริ่มต้นความตกต่ำของหงส์แดง และเป็นการส่งต่อความยิ่งใหญ่ในเกาะอังกฤษ​ไปให้คู่ปรับอย่าง แมนเชสเตอร์ ยู​ไนเต็ด อย่างไม่ตั้งใจในเวลาเดียวกัน

ย้อนความหลังกันคร่าว ๆ เคนนี่ ดัลกลิช เป็นชาวสกอตแลนด์​โดยกำเนิดและเป็นแฟนบอลของ กลาสโกว์ เรนเจอร์ส มาตั้งแต่เด็ก ตอนอายุ 15 ปีเขาเคยถูกเชิญตัวให้มาทดสอบฝีเท้าในอังกฤษ​กับ ลิเวอร์พูล และ เวสต์แฮม มาแล้ว ซึ่ง บิล แชงค์ลี่ย์ ถูกอกถูกใจฝีเท้าของ ดัลกลิช เป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายครอบครัวของนักเตะไม่อยากให้ย้ายไปต่างประเทศ เขาจึงได้ลงเอยกับ กลาสโกว์ เซลติค แทน 

ว่ากันว่ามีเหตุผลสองข้อที่ครอบครัวของ ดัลกลิช อยากให้เขาไปเล่นกับม้าลายเขียวขาว หนึ่งคือทาง เรนเจอร์ส ไม่เคยสนใจในตัว ดัลกลิช เลยสักครั้ง แบะข้อสองคือทาง เซลติค เองมี จ็อค สตีน กุนซือระดับปรมาจารย์​คุมทีมอยู่ ซึ่งน่าจะช่วยให้เขาเติบโตและพัฒนาฝีเท้าได้ดีกว่า



ดัลกลิช เล่นให้ เซลติค ชุดใหญ่นานถึง 10 ปี แรกเริ่มเขาถูกจับไปเล่นกองกลางก่อนจะขยับขึ้นมาเป็นหน้าต่ำและระเบิดฟอร์มได้อย่างเด็ดดวงจนถูก ลิเวอร์พูล ดึงตัวมาร่วมทีมในปี 1977 ด้วยค่าตัว 440,000 ปอนด์ ซึ่งการมาของเขาคือการนำมาแทนที่ คิงเคฟ เควิน คีแกน ที่ย้ายไปเล่นในบุนเดสลีกาพอดิบพอดี

ช่วงเวลาสมัยเป็นนักเตะ ดัลกลิช เป็นคู่หูในแดนหน้าที่เข้าขารู้ใจกับ เอียน รัช อย่างมาก เขาลงสนามให้ทัพหงส์แดงไป 515 นัด ยิงได้ 172 ประตู คว้าแชมป์ลีกสูงสุด 5 สมัย, ยูโรเปี้ยน คัพ 3 สมัย, ลีก คัพ กับ แชริตี้ ชิลด์ อย่างละ 4 สมัย และได้แชมป์ ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์​ คัพ อีก 1 สมัย

จุดเปลี่ยนที่เริ่มกระทบจิตใจของ ดัลกลิช ครั้งแรกเกิดขึ้นในรอบชิงชนะเลิศถ้วยยู​โรเปี้ยน คัพ ปี 1985 กับโศกนาฏกรรมเฮย์เซลที่มีแฟนบอลเสียชีวิตก่อนเริ่มเกม 39 คน ในคราวนั้นทั้ง ลิเวอร์พูล และ ยูเวนตุส คู่ชิงต่างไม่อยากเตะเกมนี้อีกต่อไปแล้ว แต่ทางฝ่ายจัดยืนกรานให้เตะต่อตามโปรแกรมเดิม สุดท้าย ลิเวอร์พูล พ่ายไป 0-1 จากจุดโทษของ มิเชล พลาตินี่ โดยตัวของ ดัลกลิช เองเคยให้สัมภาษ​ณ์ว่านี่คือเกมที่นักเตะทุกคนในสนามไม่มีกะจิตกะใจจะเล่นเลยสักนิด

เรื่องนี้มันกระทบกระเทือนจิตใจทุกคนที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก หลังจบเกมนัดนัดนั้น โจ เฟแกน กุนซือของทีมประกาศ​ลาออกทันที ก่อนที่บอร์ดของ ลิเวอร์พูล จะตัดสินใจแต่งตั้ง เคนนี่ ดัลกลิช ขึ้นเป็นผู้เล่น-ผู้จัดการทีมแทนหลังจากนั้น

เหตุการณ์​ที่เฮย์เซลส่งผลกระทบต่อวงกว้างมากกว่าที่คิด สโมสรจากอังกฤษ​ถูกแบนห้ามเข้าร่วมสังฆกรรมในฟุตบอลรายการยุโรปนานถึง 5 ปี ส่วน ลิเวอร์พูล โดนหนักกว่าเพื่อนคือแบน 6 ปี นั่นจึงทำให้ตลอดช่วงเวลาที่ ดัลกลิช คุมทีมนั้น เขาไม่เคยได้พาทีมลงเล่นถ้วยยุโรปเลยสักนัด

ดัลกลิช ทำผลงานในการคุมทีม ลิเวอร์พูล ได้ยอดเยี่ยมมากนะครับ เขาพาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุด กับ แชมป์ เอฟเอ คัพ อย่างละ 2 สมัย และได้แชมป์แชริตี้ ชิลด์ อีกถึง 3 สมัย โดยในปีแรกที่คุมทีมยังได้ดับเบิ้ล แชมป์ แถมตัวเขาเองยังเป็นฮีโร่ยิงประตูชัยใส่ เชลซี  พาทีมคว้าแชมป์ลีกในปี 1986 ด้วยตัวเองอีกด้วย



ดัลกลิช เฝ้ารอการได้คุมทีมในเวทียุโรปในสักวัน แต่แล้วตอนปี 1989 ก็ดันมามีอีกหนึ่งโศกนาฏกรรม​อย่างฮิลส์โบโร่ห์ซึ่งแฟนบอล ลิเวอร์พูล เสียชีวิตมากมายถึง 96 คน 

เหตุการณ์​นี้รุนแรงต่อความรู้สึกของ ดัลกลิช มากที่สุด เขามาให้สัมภาษณ์ภายหลังจากตอนที่ลาออกเพิ่มเติมว่า ยิ่งตัวเขาไปงานศพของญาติ ยิ่งทำให้รู้สึกหดหู่และเริ่มรู้สึกอยากพักจากงานคุมทีมมากขึ้นเรื่อย ๆ กอปรกับเหตุการณ์ที่เฮย์เซลกับฮิลส์โบโร่ห์นั่นอีก มันทำให้เขารู้สึกว่าฟุตบอลเริ่มไม่สวยงามแบบที่เขาเคยรู้จักอีกแล้ว

หลังคว้าแชมป์ในปี 1989-90 เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูกาล 1990-91 ดัลกลิช พาทีมออกสตาร์ต​ได้ดีด้วยการชนะในลีก 12 จาก 13 นัด ก่อนจะเริ่มสะดุดตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นมา เสียงวิพากษ์วิจารณ์​ถึงการซื้อตัวของเขาเริ่มดังมากขึ้น รวมไปถึงการไม่สามารถผ่องถ่ายทีมไปสู่สายเลือดใหม่ได้ทันเวลา จนทำให้ผลงานของ ลิเวอร์พูล เริ่มแย่ลงเรื่อย ๆ

ความจริง ดัลกลิช เองเคยเปรย ๆ ก่อนเริ่มฤดูกาล​ไปแล้วว่าอยากลาออก แต่สุดท้ายคำขอนั้นก็ไม่เกิดขึ้น จนกระทั่งความอดทนต่าง ๆ ที่ได้เจอมาตลอดก็ถึงจุดสิ้นสุดหลังจากเสมอกับ เอฟ​เวอร์ตัน​ 4-4 ในเกมเอฟเอคัพ

22 กุมภาพันธ์ 1991 เคนนี่ ดัลกลิช ประกาศต่อหน้านักเตะของเขาในห้องแต่งตัวว่าเขาจะขอลาออกจากตำแหน่งนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป จากนั้นจึงมีการประกาศลาออกผ่านสื่อซึ่งเป็นข่าวใหญ่ที่สุดของวงการฟุตบอล​อังกฤษ​ในเดือนนั้นเลยทีเดียว  

ทุกคนช็อค ทุกคนรู้สึกได้ถึงการสูญเสียบุคลากรสำคัญของทีม และเช่นเดียวกันก็มีแฟนบอลบางกลุ่มสัมผัสได้ตั้งแต่นั้นว่ายุคทองของ ลิเวอร์พูล ได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญแล้ว

เคนนี่ ดัลกลิช จากลาทีมพร้อมประวัติศาสตร์​มากมายก่ายกองเกินจะสาธยาย เขาสร้่างตำนานให้กับทีมทั้งในฐานะนักเตะไปจนถึงตอนเป็นกุนซือ ทุกวินาทีของเขาในแอนฟิลด์ไม่มีเลยที่จะไม่เต็มที่เพื่อสโมสร ดังนั้นการอำลาทีมของเขาจึงไม่มีใครโกรธได้ลง 

คิงเคนนี่ ได้พักตามที่เขาต้องการในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 1991

มันคือวันที่หัวใจอันบอบช้ำได้พัก แต่ก็เป็นวันที่ ลิเวอร์พูล สูญเสียฟันเฟืองสำคัญของเครื่องจักรสีแดงชิ้นสุดท้ายไปด้วยในเวลาเดียวกัน




ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com