ผลเสมอกับ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ส่งผลให้ เชลซี หล่นไปเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม โดน ยูเวนตุส ที่คว้าชัยในเกมสุดท้ายแซงขึ้นไป

         ไม่อยากอ้างว่าเป็นผลพวงมาจากความพ่ายแพ้ให้กับ เวสต์แฮม ที่ทำให้สภาพจิตใจดร็อปลงไป เพราะเมื่อคุณเป็นผู้เล่นระดับนี้ต้องรับมือกับเรื่องแบบนี้ให้ได้ 

         แม้จะถูกมองเรื่องการจัดทีมที่ควรจะ “เน้น” ให้มากกว่านี้ แต่ไม่ว่าใครลงเล่นยังไงในภาพรวมยังดูดีกว่าคู่แข่งและน่าจะเข้าวินไปได้

         การจบเป็นรองแชมป์กลุ่มอาจจะทำให้พวกเขาต้องไปเจอตออย่าง บาเยิร์น มิวนิค หรือ เรอัล มาดริด ได้ในภารกิจป้องกันแชมป์ยุโรป 

         แม้ว่าจะเป็น อาแจ็กซ์ หรือ ลีลล์ ที่เป็นทีมรองบ่อนที่อาจจะจับมาเจอกัน แต่ทั้งสองทีมก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วจากการก้าวไปเป็นแชมป์กลุ่ม นั่นแสดงว่ามีของเหมือนกัน


         หากมองในแง่ดีการเป็นแชมป์กลุ่มอาจจะไปเจอของแข็งเหมือนกันอย่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง, แอตเลติโก มาดริด หรือ อินเตอร์ มิลาน ที่ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน

         รอติดตามการจับสลากกันในวันที่ 13 ธันวาคมว่าจะออกหน้าไหน

การจัดทีม

         เกมนี้ เชลซี ใช้ชุด 3 ในการลงสนามโดย โธมัส ทูเคิ่ล ปรับทีมหลายตำแหน่งโดย เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ลงเฝ้าเสาในแชมเปี้ยนส์ ลีกเป็นครั้งแรกในรอบปีมห้กับสโมสร ในขณะที่ มาล็อง ซาร์ แข้งเซนเตอร์ลงเล่นใสนรายการนี้เป็นครั้งแรกให้กับสโมสร

         เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ลงประสานในสามแนวรับร่วมกับ อันเดรียส คริสเตนเซ่น อีกคน ส่วนริมเส้นเป็น คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย และ ซาอูล ญีเกซ ที่ยืนในตำแหน่งขวา-ซ้าย โดยตรงกลางใช้ รอสส์ บาร์คลี่ย์ กับ รีซ เจมส์

         แนวรุก เมสัน เมาท์ ประสานงานร่วมกับ ทิโม แวร์เนอร์ และ โรเมลู ลูกากู ที่กลับมาเป็นตัวจริงอีกครั้ง


ออกสตาร์ทอย่างยอดเยี่ยม

         แค่สองนาทีแรกของเกม เชลซี ก็ได้ประตูขึ้นนำจากลูกเตะมุมทางซ้ายที่ รอสส์ บาร์คลี่ย์ เปิดมาที่เสาแรก อันเดรียส คริสเตนเซ่น โหม่งเช็ดบอลเลยมาหน้าประตูที่ ทิโม แวร์เนอร์ ยืนอยู่ตั้งขาแค่ให้โดนบอลเข้าประตูไป

         เมสัน เมาท์ ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นโดยเฉพาะการขึ้นเกมรุกด้วยความรวดเร็วโดยมี โรเมลู ลูกากู ที่ตัวสูงใหญ่เป็นเป้าหมาย ในขณะที่ ทิโม แวร์เนอร์ ก็อาศัยความขยันในการปั่นป่วนแนวรับคู่แข่งได้เป็นอย่างดี

         หนึ่งนาทีหลังขึ้นนำทีมน่าได้ประตูที่สองอย่างสุดๆจังหวะที่ โรเมลู ลูกากู หลุดมาทางขวาแล้วปาดเข้ากลางโดยมี ทิโม แวร์เนอร์ ที่พยายามเข้าชาร์จแต่โดนสกัดตัดหน้าไปอย่างหวุดหวิด

         ถือเป็นช่วง 10 นาทีแรกที่ทีมควรจะได้ประตูทิ่งห่างอย่างที่สุด เหลือแค่จังหวะสุดท้ายเท่านั้น


เกมเปลี่ยน – สองประตูในสามนาที

         หลังจากที่โหมบุกในช่วง 10 นาทีแรกของเกมแต่ได้มาหนึ่งประตู กลายเป็นเจ้าบ้านที่ฮึดขึ้นมาทำเกมได้เหนือกว่าและเกือบตีเสมอได้ครึ่งทางของครึ่งแรกที่ มัลคอม ได้หลุดเดี่ยวแต่ต้องชอม เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ที่ออกมาปิดมุมเร็วเซฟเอาไว้ได้เยี่ยม

         เชลซี เองก็เกือบบวกประตูได้จากจังหวะสวนกลับหลังผ่านครึ่งชั่วโมง ทิโม แวร์เนอร์ ไหลบอลให้ โรเมลู ลูกากู ในเขตโทษด้านขวาก่อนดึงจังหวะตักไปเสาสอง เมสัน เมาท์ แปจ่อๆแต่คราวนี้ มิคาอิล เคอร์ซาคอฟ บล็อคไว้ได้

         กระทั่งนาทีที่่ 38 ของเกม เซนิต ก็มาตามตีเสมอจนได้จังหวะที่ ดั๊กลาส ซานโต๊ส ตักบอลเข้าเขตโทษมาถึง เคลาดิโญ่ ที่สอดมาโหม่งคนเดียวจ่อๆเข้าไป เรียกได้ว่าจังหวะนี้พลาดทั้งการปิดช่องช้าและพลาดในการตามตัวประกบปล่อยให้เข้าไปโหม่งง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ


         โดยเฉพาะเกมรับของ เชลซี ที่ขึ้นชื่อเรื่องของความเหนียวแน่นมาตลอดไม่น่าจะเสียประตูง่ายๆแบบนี้

         เท่านั้นไม่พอในอีกสามนาทีให้หลังทีมยังมาเสียประตูอีกลูก มัลคอม จ่ายบอลทะลุช่องให้ ซาร์ดาร์ อัซมูน หลุดเดี่ยวไปแตะหลบ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า แล้วยิงเข้าไปให้เจ้าบ้านพลิกนำ 2-1 

         แถมก่อนจบครึ่งแรก เชลซี ยังเกือบจะเสียประตูเพิ่มอีกจากจังหวะที่หลุดไปยิงของ ซาดาร์ อัซมูน แต่ เกปา ที่กางแขนเต็มที่เซฟเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่มทำให้สกอร์ไม่ไหลไปมากกว่านี้

การแก้เกมที่น่าพอใจ

         เชลซี กลับมาลงเล่นในครึ่งหลังพร้อมกับความคึกคักอีกครั้ง ทีมผ่านบอลต่อเท้ากันดีขึ้น นักเตะหาพื้นที่กันมากขึ้น ดันเกมสูงขึ้น แต่ทว่ายังไม่อาจแปรเปลี่ยนเป็นโอกาสในการทำประตูได้


         สิ่งที่น่าพอใจคือทีมยังเป็นฝ่ายที่ครองเกมได้เกือบทั้งหมดกระทั่งมาตามตีเสมอได้หลังผ่านหนึ่งชั่วโมงของเกม ทิโม แวร์เนอร์ ชิ่งบอลกับ รอสส์ บาร์คลี่ย์ หลุดเข้าเขตโทษด้านขวาก่อนตบเข้ากลางมาที่ โรเมลู ลูกากู ที่รับบอลแล้วแปเข้าไปง่ายๆหลัง มิคาอิล เคอร์ซาคอฟ ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเพราะพยายามออกไปบัง แวร์เนอร์

         หลังตีเสมอได้ โธมัส ทูเคิ่ล ขยับเปลี่ยนตัวทันทีโดยเอา คริสเตียน พูลิซิช กับ ฮาคิม ซิเย็ค ลงเล่นแทน คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย และ รอสส์ บาร์คลี่ย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในเกมรุกมากขึ้น แต่ทีมก็เกือบสียประตูอีกครั้งนาทีที่ 71 เคลาดินโญ่ เปิดบอลจากทางขวาให้เข้ากลาง ซาร์ดาร์ อัซมูน ขึ้นโหม่งเต็มหัวแต่เป็นอีกครั้งที่ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ปลดออกไปได้หวุดหวิด

         เชลซี หาช่องเข้าทำเพิ่มไม่ได้ทีมจัดการเปลี่ยนอีกสองคนเอา ไค ฮาแวร์ตซ์ ลงเล่นแทน โรเมลู ลูกากู นาทีที่ 75 และอีกหนึ่งนาทีให้หลังเอา มาร์กอส อลอนโซ่ แทน ซาอูล ญีเกซ

ได้เฮก่อนจบด้วยความช้ำ


         ทั้งสองทีมเปิดเกมแลกกันอย่างสนุก เจ้าบ้านเองก็เล่นแบบไว้ลาย ในขณะที่ผู้มาเยือนก็ต้องการชัยชนะเพื่อการันตีการเป็นแชมป์กลุ่ม

         มาถึงนาทีที่่ 85 เชลซี ก็มาได้ประตูขึ้นนำ คริสเตียน พูลิซิช ไหลบอลเข้าเขตโทษให้ ทิโม แวร์เนอร์ แตะเข้าขวาแล้วยิงเร็วบอลเรียดเข้าประตูให้ทีมขึ้นนำอีกครั้ง 3-2

         แต่เกมที่ทำท่าว่าจะจบลงด้วยชัยชนะของ “สิงห์บลูส์” ทีมก็มาโดนตีเสมอในช่วงทดเจ็บนาทีที่ 4 จากบอลเปิดเข้าเขตโทษที่โดนโหม่งออกมา มาโกเหม็ด ออซโดเยฟ อยู่คนเดียวหวดด้วยขวาบอลพุ่งเสียบตาข่ายอย่างสวยงามให้ทีมตีเสมอ 3-3

         ลูกนี้ทั้งโทษผู้เล่น เชลซี จริงๆเพราะหน้าเขตโทษกลับไม่มีใครที่ยืนอยู่ตรงนั้นแถมจังหวะนั้นก็ยังยืนมองกันไปหมด รู้ตัวกันอีกทีก็สายไปแล้ว ถือเป็นค่าตอบแทนที่ทีมต้องจ่ายกับประตูนี้


เกมถัดไป

         เชลซี จะกลงเล่นในบ้านสองเกมติดในเกมพรีเมียร์ลีก เริ่มจากการเจอกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ในวันเสาร์ จากนั้นในกลางสัปดาห์หน้าจะเจอกับ เอฟเวอร์ตัน ต่อ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com