เชลซี ยังรักษาตำแหน่งจ่าฝูงไว้ได้อย่างเหนียวแน่นหลังบุกเอาชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ ไปได้แบบไม่ยากเย็นด้วยสกอร์ 3-0

         ถือเป็นเกมที่ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงและง่ายกว่าที่คิดเอาไว้ว่าเจ้าบ้านน่าจะมีทีเด็ดเล่นงานได้ไม่มากก็น้อย

         อาจจะบอกได้ว่าเป็นเรื่องของความมั่นใจล้วนๆ เพราะในขณะที่ “สุนัขจิ้งจอก” ไม่ชนะใครมา 4 เกมติดต่อกันและเสียประตูมาแล้ว 10 เกมติด ฝั่ง เชลซี ไม่แพ้ใครมา 8 เกมทุกรายการและเสียแค่ 3 ลูกเท่านั้น

         เรียกได้ว่าด้วยสกอร์ที่ออกมา 3 ประตูที่ทีมของ โธมัส ทูเคิ่ล ทำได้นั้นน่าจะได้มากกว่านี้ด้วยซ้ำไป

         ถือเป็นการแก้ตัวที่ทีมทำได้แค่เสมอ เบิร์นลี่ย์ ในบ้านตัวเองก่อนเบรกทีมชาติ และเรียกความมั่นใจก่อนจะเจอกับ ยูเวนตุส ในเกมยุโรปกลางสัปดาห์นี้


การจัดทีม

         โธมัส ทูเคิ่ล ปรับทีม 2 ตำแหน่งจากเกมก่อนหน้านี้ที่เปิดบ้านเสมอ เบิร์นลี่ย 1-1 โดย เทรเวอห์ ชาโลบาห์ ลงคุมเกมรับร่วมกับ ติอาโก้ ซิลวา และ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ส่วนผู้รักษาประตู เอดูอาร์ เมนดี้ เฝ้าเสา

         วิง-แบ็กยังชุดเดิม รีซ เจมส์ อยู่ทางขวา ทางซ้ายเป็น เบน ชิลเวลล์ ส่วนตรงกลาง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ จับคู่กับ จอร์จินโญ่ กัปตันทีม

         แนวรุก เมสัน เมาท์ กลับมาทำเกมโดยประสานงานกับ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ส่วนกองหน้าตัวเป้าเป็น ไค ฮาแวร์ต ส่วน ทิโม แวร์เนอร์ กลับมาเป็นตัวสำรองหลังเจ็บจากเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่ชนะ มัลโม่

         ส่วนทางฝั่ง เลสเตอร์ ซิตี้ ปรับ 2 ตำแหน่งจากเกมเสมอ ลีดส์ ยูไนเต็ด โดย ดาเนี่ยล อามาตีย์ กับ มาร์ค อัลไบรท์ตัน ลงเล่นแทน ยูริ ตีเลอมันส์ กับ ริคาร์โด้ เปเรยร่า ที่เจ็บ โดยเกมนี้ทีมปรับเล่นระบบ 3 เซนเตอร์ ส่วนที่ม้านั่งสำรองมี ไรอัน เบอร์ทราน อดีตแข้งสิงห์ชุดแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีกปี 2012 อยู่ที่ม้านั่งสำรองด้วย


ลุยตั้งแต่เริ่ม

         ด้วยแผนการเล่นแบบมี “วิง-แบ็ก” เหมือนกันของทางฝั่งเจ้าบ้านนอกจากปัญหาเรื่องนักเตะเจ็บแล้ว น่าจะเอามารับมือเกมริมเส้นอันดุดันของฝั่ง เชลซี โดยเฉพาะ ซึ่งหากมองจากหน้าเสื่อต้องบอกว่ามันเป็นการเดินหมากที่ไม่เลวของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

         แต่ทว่าในทางปฏิบัตินั้นต้องบอกว่าไม่ง่ายเลยโดยเฉพาะทางซ้ายที่ มาร์ค อัลไบรท์ตัน ที่อายุปาเข้าไป 32 ปีแล้วต้องรับมือกับความเร็ว เบน ชิลเวลล์

         แค่นาทีที่ 3 เกมทางซ้ายก็เกือบเล่นงานเจ้าบ้านได้จังหวะที่ จอร์จินโญ่ เล่นฟรีคิกเร็วและ เบน ชิลเวลล์ ก็สปีดทะลุเข้าเขตโทษก่อนอัดด้วยขวาเต็มแรงบอลพุ่งชนคานออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย เกือบจะเป็นการยิงใส่ทีมเก่าซะแล้ว


         ทาง เลสเตอร์ เองก็อาศัยเกมริมเส้นและเกือบมีลุ้นจังหวะที่ เจมี่ วาร์ดี้ ได้เปิดจากทางซ้ายยังดีที่ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ สกัดตัดหน้า ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ได้ก่อน เช่นเดียวกับทาง แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ที่ตัดลูกเปิดทางขวาของ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ที่เปิดยัดเข้ากลางมา

         นั่นเป็นการเปิดเกมบุกกันตั้งแต่ 6 เกมแรก กระทั่งหลังจากนั้นเกมก็สงบลงไปกระทั่งนาทีที่่ 14 “สิงห์บลูส์” ก็มาได้ประตูขึ้นนำจากลูกเตะมุมทางขวา เบน ชิลเวลล์ เปิดด้วยซ้ายเข้ากลาง อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ที่ถอยมาจากที่ตอนแรกไปยืนตรงเส้นประตูถอยมาเทคตัวโหม่งเช็ดบอลเสียบเสาสองเข้าไปเป็น 1-0 โดยที่เจ้าตัวเผยหลังเกมว่าสัญญากับลูกชายเอาไว้แล้วว่าจะทำประตูในเกมนี้และก็ทำได้จริงๆ

         ไม่กี่อึดใจสกอร์ของทีมเยือนเกือบขยับเพิ่มจากบอลยาวมาหน้าเขตโทษ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ สอดมาแห่ยด้วยขวาแต่ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ออกมาปิดมุมเซฟได้ ไค ฮาแวร์ตซ์ เก็บบอลจังหวะสองแต่ติดไปติดบล็อค


เกมในความครอบครอง

         ในขณะที่แฟนบอล เลสเตอร์ ซิตี้ ส่งเสียงเชียร์ทีมรักกระหึ่มหลังทีมรักส่งบอลสู่ก้นตาข่ายได้จังหวะที่ มาร์ค อัลไบรท์ตัน เปิดบอลจากทางขวาให้ อเดโมล่า ลุคแมน ชาร์จเข้าไปแต่เป็นจังหวะล้ำหน้า แต่ก็ต้องเงียบลงเมื่อต้องมาเสียประตูที่สองของเกมให้ผู้มาเยือน

         เอ็นโกโล่ ก็องเต้ รับบอลจาก รีซ เจมส์ แล้วพาบอลเลี้ยงมาถึงหน้าเขตโทษก่อนกดด้วยซ้ายบอลพุ่งเสียบเสาเข้าไปอย่างสวยงามนาทีที่ 28 ของเกม

         ถึงกระนั้นเจ้าตัวก็ไม่ดีใจจนออกนอกหน้านักกับการยิงทีมเก่าที่เคยช่วยกันคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาก่อน แต่เพื่อนร่วมทีมพุ่งเข้ามายินดีกันอย่างบ้าคลั่ง

         เกมของ เชลซี ที่เหนือกว่ากับการครองบอลบุกเข้าใส่ แต่มันก็ต้องแลกมาด้วยการโดนทาง เลสเตอร์ ซิตี้ อัดใส่อย่างหนักจนนักเตะลงไปกองกันครั้งแล้วครั้งเล่ากระทั่งจบครึ่งแรกที่สกอร์ 2-0


ครึ่งหลังที่สูสี

         เลสเตอร์ ซิตี้ ต้องมีการเปลี่ยนแผนกลับไปใช้กองหลัง 4 คนเหมือนเดิมโดยให้ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ กับ เจมส์ แม้ดดิสัน ลงเล่นแทน แอชลี่ย์ บาร์นส์ กับ อเดโมล่า ลุคแมน

         แต่ เชลซี ที่เหนือกว่าเกือบได้ประตูเพิ่มนาทีที่ 53 คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย แตะบอลให้ เบน ชิลเวลล์ ที่สอดมากดด้วยซ้ายนอกกรอบบอลพุ่งเรียดทะลุผู้เล่นที่ยืนกันเต็มยังดีที่ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ยังไวพอล้มตัวปัดออกหลังหวุดหวิด

         ทาง “สุนัขจิ้งจอก” ได้ลุ้นเล็กหลังจากนั้น 5 นาทีทาง เจมส์ แม้ดดิสัน ลองยิงด้วยซ้ายนอกกรอบบอลไปตรง เอดูอาร์ เมนดี้ รับเข้าซอง

         นาทีที่ 63 เอดูอาร์ เมนดี้ ต้องออกแรงอีกครั้งจากลูกยิงไกลของ ดาเนี่ยล อมาตีย์ บอลพุ่งจะเสียบใต้คานอยู่แล้วแต่ก็ปัดออกหลังไปได้


         แต่เกมที่กำลังดีของเจ้าบ้านก็ต้องมาสังเวยประตูที่สามนาทีที่ 71 จากการประสานงานของสองตัวสำรอง เทรเวอห์ ชาโลบาห์ ไหลบอลทะลุช่องให้ ฮาคิม ซิเย็ค ในเขตโทษด้านขวาดึงจังหวะก่อนไหลมาที่ คริสเตียน พูลิซิช ที่สอดมารับบอลก่อนล้มตัวยิงลอดขา แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล เข้าไป

         จังหวะต่อมาทีมก็มาส่งบอลสู่ก้นตาข่ายเพิ่มอีกเมื่อ คริสเตียน พูลิซิช ไหลบอลจากเขตโทษด้านขวามาที่เสาสอง คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ได้ยิงแบบง่ายๆแต่เป็นการล้ำหน้าไปก่อนแล้ว โดยหลังจากนั้นมีจังหวะที่ จอร์จินโญ่ เจ็บจนเล่ยนต่อไม่ไหวต้องเปลี่ยนตัวออก แต่ โธมัส ทูเคิ่ล ออกมายืนยันหลังเกมว่านักเตะบอกว่าแค่เป็นตะคริวเท่านั้น ไม่ได้เจ็บรุนแรงอะไร

         จบเกม เชลซี เก็บชัยชนะไปได้ไม่ยาก 3-0 ถือเป็นสกอร์ที่เหนือกว่าที่คาดคิดไว้ในตอนแรก ก็ต้องปรบมือให้พลพรรคสิงโตน้ำเงินในนัดนี้


เกมถัดไป

         เชลซี มีเกมสำคัญที่จะเปิดบ้านพบกับ ยูเวนตุส ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยทีมขอแค่คะแนนเดียวก็จะการันตีเข้ารอบต่อไป แต่ต้องการชัยชนะเพื่อหวังแชมป์กลุ่ม ส่วนเกมลีดนัดถัดไปจะเปิดบ้านพบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com