ต้องบอกว่า "เดอะ แรบบิท" บีจี ปทุม ยูไนเต็ด กลายเป็นความหวังหมู่บ้านของวงการฟุตบอลไทย ในศึกฟุตบอลเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม อย่างแท้จริง

โดยขุนพลลูกหนังจากปทุมธานี นำเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม G หลังลงสนามไปแล้ว 5 นัด รั้งจ่าฝูงของตารางคะแนน มี 11 แต้ม จากผลงานชนะ 3 นัด และเสมอ 2 นัด ยิงได้ 11 ประตู และเสียไปเพียง 2 ประตู 

หากเกมสุดท้ายย้ำแค้นเอาชนะ “ชุนนัม ดร้าก้อนส์” จากเกาหลีใต้ได้ก็จะการันตีแชมป์กลุ่ม พร้อมตีตั๋วผ่านเข้าไปเล่นรอบน็อคเอ้าท์เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

ขณะที่ “ลีโอ เชียงราย ยูไนเต็ด” อีกหนึ่งตัวแทนของประเทศไทย ตกรอบแบ่งกลุ่มเรียบร้อยแล้ว หลังโดน คิตฉี จากฮ่องกง ย้ำชัย 3-2 


เรียกได้ว่าตั้งแต่ “มาโกโตะ เทกุระโมริ” กุนซือมากฝีมือเลือดซามูไร เข้ามาคุมทัพสามารถยกระดับทีมได้ทันที เรื่องแบบนี้ไม่เห็นกับตาก็คงไม่เชื่อ 

ไล่ตั้งแต่ระบบการเล่นแบบเบสิก 4-4-2 แต่ทรงประสิทธิภาพมาก การจ่ายบอล การเคลื่อนที่ และความเข้าใจเกมของนักเตะทำได้อย่างเนียนกริบ

เชื่อว่าฤดูกาลหน้าศึกรีโว่ไทยลีกจะระเบิดความมันส์มากกว่าเดิมแน่นอน โดยเฉพาะการวัดกึ๋นของ 2 กุนซือญี่ปุ่นอย่าง “โค้ชเทกุ” กับ “มาซาทาดะ อิชิอิ” ของ “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด


อย่างไรก็ตามฟอร์มการเล่นของ “เดอะ แรบบิท” ในการชิงชัยในถ้วยสโมสรเอเชียกลับไม่ได้พูดถึงมากนัก โดยเฉพาะการเก็บแต้มจาก เมลเบิร์น ซิตี้ ทีมแกร่งดีกรีแชมป์เอลีก ออสเตรเลีย เพราะมีเหตุดราม่าชนิดแฟนบอลไทยรับไม่ได้ 

นั่นก็คือ การดูถูกแข้งไทยของ รอสติน กริฟฟินส์ ปราการหลังของ เมลเบิร์น ซิตี้ 

จังหวะดราม่าดังกล่าวเกิดขึ้นนาทีที่ 85 เมื่อ กริฟฟินส์ ไปผลัก วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ กองกลาง บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ทว่าปราการหลังเลือดออสซี่ดันหัวร้อน พยายามเตะบอลอัด “เจ้ายิม” 

แต่ ดิโอโก หลุยส์ ซานโต หัวหอกตัวเก๋ามาตัวมาบังได้ทัน ก่อนที่ สารัช อยู่เย็น กองกลางจอมบู๊เข้ามาผสมโรงอีกคน จนผู้ตัดสินต้องระงับเหตุด้วยการแจกใบเหลืองให้ กริฟฟินส์ ไป 


ซึ่งสถานการณ์เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ดาวเตะวัย 34 ปี ดันเอามือขึ้นมาบังเหนือตา เหมือนเหยียด “สารัช” ว่าตัวเตี้ย 

เมื่อจบเกมทำให้ทัวร์จากสาวกลูกหนังไทยรุมกระหน่ำพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมของ กริฟฟินส์ 

ถึงตอนนี้ยังไม่มีการขอโทษอย่างเป็นทางการจาก เมลเบิร์น ซิตี้ หรือ ทาง กริฟฟินส์ ออกมา หรือแม้แต่บทลงโทษจาก เอเอฟซี 

เรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน เพราะทั่วโลกต่างซีเรียสเรื่องการดูถูกเหยียดหยามรวมถึงการเหยียดผิว และเชื้อชาติ จนมีกระแส Black Lives Matter  ไปทั่วโลก 


อย่างพรีเมียร์ลีก อังกฤษจะติดอาร์มที่แขนด้วยคำว่าคำว่า No Room for Racism  หรือไม่มีพื้นที่ให้กับการเหยียดเชื้อชาติและสีผิว เพื่อแสดงถึงความเท่าเทียมกันของทุกคนบนโลกใบนี้ผ่านกีฬาลูกหนัง 

แต่การแข่งขันระดับเอเชียดันมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ซึ่งเรียกว่าเป็นจุดด่างพร้อยของการชิงชัยในซีซั่นนี้อย่างแท้จริง 

หาก เอเอฟซี ยังนิ่งและไม่มีบทลงโทษตามมา ทาง เอเอฟซี เองก็จะไม่มีความน่าเชื่อถือและอาจจะทำให้ภาพลักษณ์เสียไปไม่น้อย 

อย่าให้ฟุตบอลที่กำลังยกระดับไปสู้กับการชิงชัยของฝั่งยุโรปมาพังเพราะเรื่องแบบนี้เลย 


ส่วนแฟนบอลไทย เบาได้เบา ครับ เวรต้องระงับด้วยการไม่จองเวร

กลับมาตั้งสติและเชียร์ฟุตบอลแบบสร้างสรรค์ดีกว่าครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com