จอร์จินโญ่ ไวนัลดุม ถูกจับตามองอย่างมากในช่วงหน้าร้อนปีที่ผ่านมา เพราะมาถึงทางแยกในการตัดสินใจอนาคตของตนเอง

ท้ายที่สุด ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง คือสถานีต่อไปของกองกลางวัย 31 ปี แต่ก็ยังมิวายเกิดข่าวลือต่างๆ นานาขึ้นมา ทั้งเรื่องการย้ายทีม หรือแม้แต่อาการไม่สบอารมณ์เกี่ยวกับจำนวนการลงสนาม

ถือเป็นปัจจัยภายนอกที่บางครั้งนักเตะไม่สามารถเข้าไปควบคุมการพูดคุยหรือข่าวสารที่ตนเองถูกโยง แต่สำหรับ ไวนัลดุม สิ่งที่สำคัญกว่าคือการช่วยทีมให้ทำผลงานอย่างที่ควรเป็น

ถึงตอนนี้จะเจออาการบาดเจ็บเล่นงานแต่มันค่อยๆ ทุเลาลงไป และหวังว่าจะกลับมาลงเล่นให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

ช่วงเวลาที่ยังไม่มีโปรแกรมลงเล่น ไวนัลดุม มีโอกาสพูดคุยกับช่องสโมสรซึ่งมีบางเรื่องราวที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบมาก่อน … 


จอร์จินโย่ คุณได้รับบาดเจ็บจากเกมปะทะ แบรสต์ บอกเราหน่อยได้หรือไม่ว่าตอนนั้นรู้สึกอย่างไร?

“ผมทราบทันทีในตอนนั้นเลยว่ามันเป็นอาการที่น่ากังวลพอสมควร ผมพยายามอยู่ในสนาม แต่ผมต้องร้องขอให้มีการเปลี่ยนตัวก่อนช่วงพักครึ่งแรก ผมไปที่ห้องแต่งตัวพร้อมทีมแพทย์ทัน ซึ่งพยายามหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้น มันเป็นอาการข้อเท้าพลิก ตอนนี้ผมดีขึ้นเรื่อยๆ ต้องขอบคุณทีมแพทย์ แต่ระยะเวลาในการฟื้นตัวขึ้นอยู่กับนักเตะแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไป ระหว่างช่วงการฟื้นฟูร่างกาย ผมทำงานหนักมากๆ มากกว่าตอนที่ผมเป็นปกติด้วยซ้ำ”

คุณเคยบอกกับพวกเราแล้วว่าตนเองดูกังวลตอนที่นั่งดูเพื่อนร่วมทีมลงเล่นมากกว่าในตอนที่คุณลงสนามเอง?

“ผมไม่ได้รู้สึกกังวลใจตอนอยู่ในสนาม ยกตัวอย่าง ผมจะรู้สึกใจเย็นถ้าผมต้องรับหน้าที่ยิงจุดโทษ แต่ในตอนที่ผมมองดูหนึ่งในเพื่อนร่วมทีมทำหน้าที่ ผมกลับรู้สึกกดดัน ในเกมดวลกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผมอยู่บนมานั่งสำรองเพราะผมเพิ่งหายจากบาดเจ็บ และผมรู้สึกเครียดสุดๆ เลย คุณไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลยหากไม่ได้อยู่ในสนาม”


คุณย้ายมาร่วมทีมช่วงหน้าร้อน ตอนนี้คุณรู้สึกว่าหลอมรวมเข้ากับทีมอย่างเต็มตัวแล้วหรือไม่?

“การหลอมรวมเข้ากับทีมของผมเป็นไปด้วยดี ผมย้ายมาเล่นให้ทีมใหม่และลีกใหม่ ผมกำลังเรียนรู้จากเพื่อนร่วมทีมและทีมงานผู้ฝึกสอนในทุกๆ วัน พวกเขาทุกๆ คนช่วยให้ผมปรับตัวเข้ากับทีม พวกเราต่างรู้จักกันและกันมากขึ้นหลังจากผ่านแต่ละวันไป ผมก็กำลังเรียนรู้ภาษาฝรั่งเศสด้วย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญสำหรับผมในการปรับตัวเข้ากับทีม”

คุณทำสองประตูในเกมออกไปเยือน ไลป์ซิก ตอนนั้นรู้สึกอย่างไรบ้าง?

“มันเป็นความรู้สึก ผมคิดกับตัวเองว่า 'ในที่สุด!' ในตอนที่คุณย้ายไปร่วมทีมใหม่ คุณต้องการทำประตูให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แต่การทำเช่นนั้นในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ ผมรู้สึกอย่างที่คิดว่าตนเองไม่ได้ล้ำหน้า แต่คุณไม่สามารถมั่นใจได้จริงๆ ในตอนที่คุณอยู่ในสนาม ในช่วงเวลาแบบนั้น คุณก็แค่ภาวนาว่าพวกเขาจะตรวจสอบให้รวดเร็วเพื่อที่คุณจะสามารถทำการฉลองได้ การทำสองประตูคราวนั้นทำให้ผมผ่อนคลายมาก”

มันยังเป็นเรื่องที่น่าปิติยินดีหรือไม่กับการลงเล่นต่อหน้าแฟนบอลเต็มสนาม หรือมันเป็นสิ่งที่คุณคุ้นเคยไปแล้ว?

“ผมรักมัน! ในตอนที่ผมคิดกลับไปยังเกมแรกที่ผมลงสนาม ตอนนั้นผมอายุ 16 ปีและผมอดทนรอให้ช่วงเวลานั้นมาถึงแทบไม่ไหว ท้ายที่สุดตอนที่มันเกิดขึ้น ผมมองไปรอบๆ และคิดกับตัวเองว่า 'นี่คือช่วงเวลาของแก' ผมพูดเช่นนั้นในทำนองของการอวยพรและเป็นเกียรติในการลงเล่นต่อหน้าแฟนบอลในสนามซึ่งไปเต็มด้วยความกระหาย”


ในเส้นทางอาชีพที่ผ่านมามีช่วงเวลาที่คุณเคยสงสัยในตัวเองหรือไม่?

“หลายๆ คนคิดว่านักฟุตบอลเป็นหุ่นยนต์ที่ไร้ความรู้สึก แต่พวกเราก็มีช่วงเวลาที่แย่ๆ เช่นกัน ฟุตบอลเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของพวกเรา ในตอนที่หลายๆ สิ่งในอาชีพของคุณดำเนินไปในทิศทางที่ไม่ดีหรือในตอนที่ทีมของคุณทำผลงานได้ไม่ดี มันก็แค่เป็นเรื่องยากในการรับมือกับช่วงเวลาที่หลายๆ อย่างในชีวิตส่วนตัวของคุณดำเนินไปได้ไม่ดี ตอนที่เป็นเช่นนั้น ผมโฟกัสกับการทำงานของตนเองและบอกตัวเองว่าผมต้องทำงานหนักกว่านี้ ผมเคยพูดว่าช่วงเวลาที่ยากที่สุดของผมคือตอนลงเล่นให้ พีเอสวี และร้างสนามไปนานเพราะบาดเจ็บแผ่นหลัง ประมาณ 6 หรือ 7 เดือน ก็ยังมีวันที่ดี แต่หลังจากนั้นอาการกำเริบ ผมไม่รู้เลยว่าจะกลับมาเล่นฟุตบอลได้อีกครั้งตอนไหน แต่เรื่องนั้นก็ยังช่วยผมให้แข็งแกร่งขึ้นและมีสภาพจิตใจที่ดีขึ้น”

มีนักเตะที่เฉพาะเจาะจงซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในวัยเด็กของคุณหรือไม่?

“จริงๆ แล้วตั้งแต่เป็นเด็กผมชื่นชอบ (ซีเนดีน) ซีดาน แต่ก็ยังรวมไปถึง (คลาเรนซ์) เซดอร์ฟ ที่มาจากประเทศซูรินาม เหมือนกับครอบครัวของผม ในตอนที่ผมเติบโตขึ้นมา ผมยังเป็นแฟนตัวยงของ โรนัลดินโญ่ คนที่นำความสนุกสนานของฟุตบอลมาให้แฟนบอลที่อยู่ทุกๆ ที่ ส่วนตอนนี้ ผมสนุกกับการได้ดู เมสซี่, เนย์มาร์, เอ็มบั๊ปเป้ และตามความเป็นจริงเลยคือได้เห็นทุกๆ คนในทีมลงสนาม”


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com