การจบอันดับ 9 พรีเมียร์ลีกซีซั่นที่แล้วคือผลงานที่น่าพอใจของ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า ปีแรกในพรีเมียร์ลีกกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด แต่ปีที่สองหลายสิ่งหลายอย่างเริ่มดูไม่เหมือนเดิม

แฟนบอล ลีดส์ ยูไนเต็ด เองก็คงรับรู้ถึงสถานการณ์นี้ดีอยู่แล้ว ปัญหาหลักๆ ยังคงลากยาวมาจากฤดูกาลที่แล้ว คือเรื่องขนาดทีมที่เล็กเกินไป

เล็กในที่นี้คือการรองรับตลอดทั้งฤดูกาลที่มีพรีเมียร์ลีก, เอฟเอคัพ, คาราบาวคัพ และต้องไม่นับรวมดาวรุ่งจากทีมสำรองหรือทีมเยาวชนที่ใส่ชื่ออยู่ในทีมชุดใหญ่
การเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์ ลีดส์ เซ็นเข้ามาเพิ่มสามคน จูเนียร์ ฟีร์โป 12.8 ล้านปอนด์, แดเนียล เจมส์ 25 ล้านปอนด์, คริสตอฟเฟอร์ คลาสสัน 1.6 ล้านปอนด์ ไม่นับการซื้อขาด แจ็ค แฮร์ริสัน 11 ล้านปอนด์ หลังยืมมาจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นานถึง 3 ฤดูกาล
ที่เหลือเป็นการเซ็นนักเตะวัยละอ่อนอายุ 18-19 ปี อามารี มิลเลอร์, ชอน แม็คเกิร์ค, ลูอิส เบท, เลโอ เฮลเด้ ที่ต้องไปเริ่มเพาะบ่มฝีเท้ากับทีมเยาวชนไปก่อน
ดังนั้นเมื่อทีมของ บิเอลซ่า เจอปัญหานักเตะบาดเจ็บเข้าไปเพิ่ม ผลงานในช่วงต้นฤดูกาลนี้จึงออกมาเป็นอย่างที่เห็น
การเริ่มต้นในพรีเมียร์ลีก 6 เกมที่ไม่พบชัยชนะเลย กว่าจะเห็นสามแต้มจากเกม ต้องรอถึงเดือนตุลาคม ในชัยชนะเหนือ วัตฟอร์ด 1-0 ที่ เอลแลนด์ โร้ด
แพทริค แบมฟอร์ด ดาวซัลโว 17 ประตูของทีมซีซั่นที่แล้ว ต้องประสบปัญหาบาดเจ็บตั้งแต่เดือนกันยายน หลังจากดีใจกับการถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษเป็นครั้งแรกได้ไม่นาน
เรื่องดังกล่าวสร้างปัญหาให้ บิเอลซ่า ที่มีตัวเลือกในแดนหน้าน้อยนิดอยู่แล้ว ทำให้ต้องจับ โรดรีโก้ โมเรโน่, ไทเลอร์ โรเบิร์ตส์ หรือ แดเนียล เจมส์ ที่รับบทกองหน้าตัวต่ำหรือตัวริมเส้น ขึ้นไปยืนศูนย์หน้าตัวเป้าแก้ขัดแทน
การทำประตูในฤดูกาลนี้จึงกลายเป็น ราฟินญ่า ตัวสร้างสรรค์เกมรุกที่ดีที่สุดของทีม ต้องแบกรับภาระเกือบทุกอย่าง รวมถึงการยิงประตูที่ซัดไปแล้ว 6 ลูก
ขณะที่ โรดรีโก้ มีให้เห็น 2 ประตูจาก 15 เกม, โรเบิร์ตส์ ประตูเดียวจาก 18 เกม และ เจมส์ ก็ประตูเดียวจาก 14 เกมรวมทุกรายการ
ปัญหาใหญ่ของ บิเอลซ่า จึงเป็นเรื่องการยิงประตูที่ผ่านไป 15 เกมในพรีเมียร์ลีก ยิงได้แค่ 15 ประตูเท่านั้น เกมรับดูจะกลายเป็นเรื่องรอง เพราะการเสีย 22 ประตู ยังอยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้ (เท่ากับ อาร์เซน่อล และน้อยกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2 ประตู)
ทิศทางของ ลีดส์ เริ่มดูดีขึ้นนับตั้งแต่เกมตามตีเสมอ วูลฟ์แฮมป์ตัน 1-1 ต่อด้วยบุกชนะ นอริช 2-1 และเปิดบ้านเสมอ เลสเตอร์ 1-1 แม้มีเกมที่บุกแพ้ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 1-2 แต่เป็นเกมที่เล่นได้ดี และน่าจะมีแต้ม
การบุกเสมอ ไบรท์ตัน 0-0 และได้จุดโทษทดเจ็บเป็นชัยชนะเหนือ คริสตัล พาเลซ 1-0 สร้างความหวังให้ บิเอลซ่า และแฟนบอลมองเห็นชัยชนะสองเกมติดต่อกันครั้งแรกในฤดูกาลนี้ แต่มันก็ไม่เกิดขึ้น
โรเบิร์ตส์ ยิงประตูแรกในฤดูกาลนี้ก่อนถึงครึ่งชั่วโมงแรก และมีโอกาสมากมายก่ายกองที่จะเพิ่มลูกสอง แต่กลับมาช็อกในครึ่งหลังที่โดน เบรนท์ฟอร์ด รัวยิงสองประตูพลิกแซงนำ
แต่ ลีดส์ ก็เอาตัวรอดตีเสมอในช่วงทดเวลานาที 90+6 จาก แบมฟอร์ด ที่ฟิตกลับมาลงเล่นเกมแรกในรอบเกือบๆ สามเดือน
แน่นอน ผลเสมอความรู้สึกเหมือนแพ้ และยิ่งเสียหายหนักเมื่อต้องเห็นตัวหลักบาดเจ็บเพิ่มจากเกมนี้
เลียม คูเปอร์ เซนเตอร์แบ็กที่ลงเล่นครบทั้ง 15 เกมในพรีเมียร์ลีก ไปก่อนคนแรก จากอาการบาดเจ็บตั้งแต่ 15 นาทีแรก ตามด้วย คัลวิน ฟิลลิปส์ กองกลางตัวรับคนสำคัญ ที่ตามไปในช่วงต้นครึ่งหลัง
ฟิลลิปส์ ถูกตรวจพบปัญหาที่กล้ามเนื้อหลังหัวเข่า เบื้องต้นประเมินว่าจะต้องพักราวๆ สองเดือน หรือพลาดโปรแกรมถี่ยิบในเดือนธันวาคม-มกราคม
เรื่องเลวร้ายควรหมดแค่นั้น อย่างน้อยๆ ก็มีเพิ่มอีกหนึ่งคะแนน และข่าวดีคือการมี แบมฟอร์ด กลับมา แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่
จากประตูที่ แบมฟอร์ด ยิงตีเสมอในช่วงทดเจ็บ ซึ่งเป็นลูกที่สองของเจ้าตัวในฤดูกาลนี้ เขาเริ่มต้นการฉลองแบบบ้าคลั่งด้วยการถอดเสื้อ จากนั้นก็วิ่งเต็มสปีด (ยิ่งกว่าในเกม) และจบลงด้วยการสไลด์เข่าถูไปกับพื้น ซึ่งเป็นท่าดีใจต้องห้าม เพราะเล่นงานนักเตะหลายคนมาแล้ว
ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นปกติ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่หลังผ่านไปสามวัน มีการเปิดเผยว่า แบมฟอร์ด บาดเจ็บกล้ามเนื้อหลังหัวเข่าจากจังหวะฉลองประตูดังกล่าว
บิเอลซ่า คงไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ การเสีย คูเปอร์ การเสีย ฟิลลิปส์ และอาจเสีย แบมฟอร์ด ไปอีก ขึ้นอยู่กับการประเมินสภาพร่างกาย และทดสอบความฟิตในสัปดาห์นี้
เพราะเหลือบมองโปรแกรมที่รออยู่ของ ลีดส์ ถึงกับต้องร้องจ๊าก เริ่มจาก เชลซี (เยือน), แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (เยือน), อาร์เซน่อล (เหย้า), ลิเวอร์พูล (เยือน)


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com