ก่อนศึกฟุตบอลรีโว่ไทยลีก 2021-22 รูดม่านเปิดฤดูกาล "จงอางผยอง" ขอนแก่น ยูไนเต็ด กลายเป็นเฟรชชี่น้องใหม่ที่เป็นเต็งจ๋าร่วงตกชั้นลงไปเล่นในลีกพระรอง เอ็ม-150 แชมเปี้ยนส์ชิพอีกครั้ง

เหตุผลที่กูรูบอลไทยฟันธงอย่างนั้น เพราะสารพันปัญหาที่รุมเร้าทีม ไม่ว่าจะเป็นการหากุนซือที่มีประสบการณ์เข้ามาคุมทีมแทนที่ของ “โค้ชบอส” ปฏิภัทร รอบรู้ ที่แยกทางกันไป 

ด้วยการเป็นทีมน้องใหม่ โครงสร้างนักเตะส่วนใหญ่ด้อยประสบการณ์ในลีกสูงสุด ทำให้ไร้แรงดึงดูดใจกุนซือใหม่อยากเข้ามาทำงานด้วย

ดังนั้นการหามันสมองข้างสนามนั้นอาจยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก 


กระทั่งทีมได้ลงเอย กับ “คาร์ลอส เอดูอาร์โด้ เปเรยร่า” ที่อาสาเข้ามารับหน้าที่คุมทีม พร้อมเดิมตามโรดแมปของสโมสรที่ต้องการอยู่รอดบนลีกสูงสุดให้ได้ 

พอเรื่องกุนซือใหม่ผ่านพ้นไปด้วยดี ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรกทันที เมื่อ เปาโล คอนราโด้ ดาวยิงตัวเก่งที่ฝากผลงาน 25 ตุง เจ้ารองรางวัลดาวซัลโวศึก เอ็ม-150 แชมเปี้ยนส์ชิพไม่ต่อสัญญาฉบับใหม่และต้องการจากลาทีม เพื่อหาความท้าทายใหม่   

ซึ่งทางสโมสรรู้ทันจัดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการตัดหน้าคว้า “อิ๊บสัน เมโล” หัวหอกแซมบ้า ที่กำลังแพ็กกระเป๋าเตรียมย้ายไปร่วมทีมอื่นไทยลีก มาร่วมทีมแบบสายฟ้าแลบ 


เบื้องหลังดีลนี้ส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตสาริกาลิ้นทองของ “โค้ชคาร์ลอส” ที่กล่อมดาวยิงเพื่อนร่วมชาติให้ย้ายมาร่วมหัวจมท้ายที่เมืองหมอแคน 

ทันทีที่เปิดฤดูกาล สัมผัสแรกบนลีกสูงสุดของ “จงอางผยอง” ที่มีการเปลี่ยนแปลงทีมและยังหาทีมที่ลงตัวไม่ได้เก็บชัยชนะเพียงแค่เกมเดียวจาก 5 นัด 

แถมโดน ชลบุรี เอฟซี บุกมาล่อเป้าคาบ้านเละถึง 7-0 รวมแล้วการออกสตาร์ท 5 เกมแรกพวกเขาโดนถลุงไป 14 ประตู 

นั่นทำให้ทุกคนได้ลิ้มรสนรกไทยลีกได้เป็นอย่างดีและรู้ว่าทุกเกมไม่ง่าย หากต้องการรอดตกชั้นตามเป้าหมาย พวกเขาต้องสู้มากกว่าเดิมเป็น 2 เท่า


เมื่อจบเลกแรกพวกเขารั้งอันดับ 12 ของตาราง มี 17 แต้ม มีคะแนนนำห่างโซนตกชั้นเพียง 4 แต้มเท่านั้น 

ทุกอย่างยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้าย

ทว่าในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะเปิดในช่วงแลก 2 ทีมมีการปรับทัพเล็กน้อยเท่านั้น เพราะ “โค้ชคาร์ลอส” ดันเจอแนวรับที่ลงตัว เมื่อหันมาใช้ความเก๋าของ “ยศพล เทียงดาห์” เฝ้าเสาแทน “จิรวัฒน์ วังทะพันธ์” ที่ไร้ประสบการณ์ในลีกสูงสุด

ส่วน 3 แนวรับ โจซัว กรอมเมน, อดิศักดิ์ ซอสูงเนิน และ เอเลฟ วิเอร่า ผนึกกำลังได้อย่างกลมกล่อม 

ส่วนริมเส้นขวาซ้ายใช้ความเร็วของ พลากร วอกลาง และ กฤษณ์พรหม บุญสาร ความบู๊กับแนวรับมากความสามารถของคู่แข่ง

นั้นทำให้การออกสตาร์ทเลก 2 มาพวกเขาเสียไป 6 ประตูเท่านั้น เรียกว่าลดลงจาก 5 เกมแรกถึง 8 ประตู


แดนกลางที่เป็นปัญหาไม่ลงตัวสักที พอได้ วรนาถ ทองเครือ เข้ามาสามารถจูนเครื่องกับ ปาณเดชา เงินประเสริญ ได้ลงล็อกทันที

นั่นทำให้ ยาเซียร์ อิสลามี ไม่ต้องพะวงเกมรับ และปั้นเกมได้อย่างสะเด่ามีส่วนร่วมกับประตูหลายจังหวะ

ส่วนแดนหน้าที่ อิ๊บสัน ที่โดดเดียวกลับมามีชีวิตชีว่าอีกหน เมื่อ โรมูโล คาบราล ย้ายเข้ามาช่วยพักบอลในแดนหน้าอีกแรง ซึ่งทั้งคู่ยิงรวมกันไป 7 ตุงในเลก 2  แถม “อิ๊บสัน” ยิงเพิ่มในเลก 2 อีก 4 ประตู รวมแล้วยิงไป 13 ตุง นำเป็นดาวซัลโวของลีกแต่เพียงผู้เดียว 


เมื่อทีมลงตัวตั้งแต่เกมรับยันเกมรุก นักเตะเข้าใจแท็คติคของ “โค้ชคาร์ลอส” ทำให้จงอางผยองเลื้อยสยองลีกทันที จนแพ้ไปเพียงแค่เกมเดียวจาก 7 นัด 

และไม่แพ้ให้บิ๊กทีมเงินหนาอย่าง การท่าเรือ เอฟซี, บีจี ปทุม ยูไนเต็ด แชมป์เก่า หรือว่า เมืองทอง ยูไนเต็ด จนโอกาสรอดตกชั้นมีสูง เพราะมีแต้มนำห่างทีมในโซนตกชั้นถึง 8 แต้ม 

ซึ่งผลงานที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ต้องชื่นชมบอร์ดบริหารที่อดทนให้ “โค้ชคาร์ลอส” จูนเครื่องจนติด และนักเตะในทีมที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพ เล่นได้อย่างสนุก เร้าใจ และสู้ทุกเม็ด 


น่าเสียดายที่เกมล่าสุดที่สามารถสร้างประวัติศาสตร์เอาชนะอดีตแชมป์ไทยลีกไร้พ่ายอย่าง “กิเลนผยอง” ไม่ถูกพูดถึงมากนัก เพราะคอบอลไทยไปโฟกัสเรื่องผู้ชายเสื้อน้ำเงินกลางสนามที่ให้ 2 จุดโทษ และ 1 ใบแดง ใน 27 นาทีแรกของเกมมากกว่า 

แต่อย่างน้อยพวกเขาสามารถชูคอได้อย่างองอาจว่า “จงอางผยอง” ไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งสิ้น 

และนี่คือหนึ่งในสโมสรระดับภูธรที่ต้องปรบมือให้กับความไม่ท้อถอย จนสร้างผลงานผงาด ยืนบนลีกสูงสุดได้อย่างสง่างาม


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com