ใครที่ติดตามดูเกมเอฟเอ คัพ นัดล่าสุดของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจจะยังติดอยู่ในความคิดที่ว่า 'ตกรอบได้อย่างไร?' เพราะหากพิจารณาจากรูปเกมโดยรวม ปิศาจแดง น่าจะชนะ มิดเดิลสโบรช์ แบบขาดลอย

เฉพาะแค่ 45 นาทีแรกที่ทีมสมควรจะนำห่างมากกว่า 1 ลูก โอกาสมากมายที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะจุดโทษ ชนคาน และการเข้าทำที่ดีกว่า โบโร่ ชนิดที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ความห่างประตูหลังผ่านครึ่งแรกมีแค่เม็ดเดียว

ไม่มีใครคาดคิดว่าทีมเยือนจะมีฮึดหรือตีเสมอ แต่ท้ายที่สุด มิดเดิลสโบรช์ ก็ทำได้จากจังหวะกังขา (ในตอนนั้น) ก่อนเข้ารอบต่อไปหลังดวลจุดโทษชนะ

จะโทษลมโทษฝนโทษฟ้าหรือโทษผู้ตัดสิน-วีเออาร์ก็แล้วแต่ ทว่าสิ่งที่น่าตำหนิมากที่สุดคือนักเตะ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ดันทิ้งโอกาสไปแบบ 'โง่ๆ' ชนิดที่น่าเขกกะโหลกตัวเองหรือเอาหัวพุ่งชนกำแพงเพื่อเป็นการลงโทษ

รูปเกมที่เหนือกว่าตั้งแต่ต้น แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งเล่นยิ่งถอยหลัง ยิ่งเล่นยิ่งเจอปัญหาและกดดันตัวเองไปเสียนั่น ซึ่งไม่ทราบว่ามีใครรู้สึกเหมือนกันบ้างหรือไม่ว่าจากรูปเกมที่ดูสบายๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปความเครียดเริ่มก่อตัวและเข้ามาแทนที่ จากรูปเกมที่ดูสบายๆ กลายเป็นติดขัดไม่ได้ดั่งใจ

ถือว่าเป็นบทเรียนราคาแพงที่แข้งผีแดงได้รับได้อีกครั้ง อีกมุมหนึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่รู้จะสรรหาคำพูดอะไรมาอธิบาย เพราะมันคือปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและดูเหมือนว่าจะหาทางแก้ไขไม่ได้เลย จากเกมที่ได้เปรียบทุกประตูและสมควรชนะแบบไม่ไร้รอยขีดข่วน แต่มันกลายเป็นว่านักเตะดันทำร้ายตัวเองให้เจอกับความยากลำบาก เจอกับงานหนักโดยใช่เหตุ 

มันคือปัญหาที่ต้องรีบแก้ไข เพราะหากทีมอยากไปยังจุดที่พวกเขาคอยพร่ำบอกหรือพยายามพูดอยู่เสมอ มันหมายถึงทีมต้องมีความเฉียบคมเด็ดขาดและปิดเกมให้เป็น ไม่ใช่ปล่อยให้คู่แข่งมีโอกาสโงหัวตีคืนแบบที่ผ่านมา

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพิ่งจะมาเกิดขึ้นในนัดล่าสุด แต่มันสั่งสมและเป็นปัญหาที่คาราคาซังมายาวนาน หลายๆ เกมที่ทีมเหนื่อยแบบไม่จำเป็น และมีหลายเกมที่ทีมต้องลำบากลำบนกว่าจะคว้าชัยมาครอง

อย่างที่เคยกล่าวไปหลายครั้งแล้วว่าจุดสำคัญที่ทีมขาดหายไปคือการเข้าทำที่ต้องหาจุดลงตัวให้ได้ ประสิทธิภาพในการจบสกอร์ของทีมยังลูกผีลูกคนเอาแน่เอานอนไม่ได้ ไหนจะบางนัดที่แนวรุกทำได้ดีแต่แนวรับเสียง่ายๆ มันจึงเป็นเรื่องที่ทีมต้องหาจุดลงตัวเพื่อให้สอดประสานไปด้วยกันอย่างเหมาะสม

บทเรียนราคาแพง (ซึ่งมันไม่ควรเกิดขึ้น) ในนัดล่าสุดมันส่งผลมากกว่าการตกรอบ เอฟเอ คัพ เพราะมันพุ่งตรงไปยังความมั่นใจของนักเตะ และเกิดคำถามกับทีมขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ไหนจะโดนสื่ออังกฤษที่ถนัดเรื่องแบบนี้เล่นงานโจมตีความสัมพันธ์ภายในทีมอีกครั้ง ไหนจะโดนเพ่งเล็งถึงความมุ่งมั่นตั้งใจว่าท้ายที่สุดแล้วนักเตะต้องการผลักดันทีมจริงๆ อย่างที่พูดออกมาหรือไม่ สิ่งเหล่านั้นมันคือปัจจัยภายนอกที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ทีมพลาดท่าหรือทำผลงานได้ย่ำแย่

แน่นอน บางคนอาจจะมองว่ามันเป็นอุบัติเหตุในเกมกีฬา แต่หากมองอีกมุมหนึ่งอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นดันมาจากความประมาทของ แมนฯ ยูไนเต็ด เสียเองนี่สิ ซึ่งคงไม่ต่างจากขับรถที่ทางข้างหน้าราบเรียบไร้สิ่งกีดขวางหรืออุปสรรคใดๆ ให้กังวล แต่แล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด ดันหักพวงมาลัยพุ่งชนกำแพงให้รถตัวเองพังยับเสียเอง

สิ่งที่ต้องตำหนิมากที่สุดไม่ใช่ วีเออาร์, ผู้ตัดสิน, กฎแฮนด์บอล หรืออะไรก็ตาม แต่มันคือตัวเองที่ต้องมานั่งทบทวนว่าทำไมถึงปล่อยโอกาสเหล่านั้นให้หลุดลอยไปได้ เพราะเกมที่ผ่านมามันควรจบตั้งแต่ 45 นาทีแรกหรือปิดเกมตั้งแต่ต้นครึ่งหลัง ไม่ควรจะลากยาวไปจนถึงการดวลจุดโทษ

ปัญหาที่ก่อตัวมันจะเห็นได้ชัดตอนที่ทีมพลาดท่าปราชัยหรือทำผลงานได้น่าผิดหวัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนเห็นได้อย่างชัดเจน ไม่ต่างจากทางนักเตะรวมไปถึงกุนซือที่ทราบกันดี และตอนนี้เรื่องที่สำคัญคือการยกตัวขึ้นมาเพื่อเดินหน้าต่อไป กระนั้นสิ่งที่น่ากังวลคงหนีไม่พ้นการวนลูปแบบเดิมๆ ที่ไม่สามารถหนีจากมันไปได้

ในมุมแฟนบอลก็คงทำได้เพียงพร่ำบ่น ก่นด่า เพื่อเตือนสติทีม เพราะท้ายที่สุดมันอยู่ที่ตัวนักเตะกับบรรดาทีมงานกุนซือที่ต้องพยายามแสดงให้เห็นในสนามว่าทีมพร้อมเดินหน้าต่อไป

ถึงตรงนี้เป้าหมายหลักและเป็นงานที่สำคัญคือการแย่งชิงพื้นที่ แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยคู่แข่งแต่ละทีมก็พร้อมทุ่มเทแรงกายเพื่อให้ตนเองประสบความสำเร็จ 

สำหรับ ปิศาจแดง นั้น ส่วนตัวมองว่ามันคือการแข่งกับตัวเอง ซึ่งหมายถึงการรีดผลงานที่ดีออกมาให้ได้และลดความผิดพลาดอย่างที่ผ่านๆ มาลงไป เพราะแต่ละคะแนนในลีกมีความสำคัญและอาจจะหมายถึงการชี้ชะตาในช่วงท้ายซีซั่น

สิ่งที่ผ่านไปแล้วคืออดีตก็จริง แต่เรื่องที่สำคัญคือการนำเอาอดีตเหล่านั้นมาเป็นบทเรียนเพื่อทำผลงานให้ดีขึ้น นำมาเป็นโจทย์ที่ทีมต้องแก้ไขและหลีกหนีเรื่องราวเหล่านั้นให้ได้ ไม่ใช่เป็นพวกเจ็บไม่จำที่ต้องเจอกับเรื่องเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กับจุดหมายที่เหลือในตอนนี้ของสโมสร สิ่งที่สำคัญคือผลงานต้องคงเส้นคงวามากกว่านี้ หวังว่าการตกรอบหนล่าสุดคงจะไปสะกิดนักเตะได้บ้างไม่มากก็น้อย เพราะหากพวกเขายังคงทำผลงานเช่นเดิม ความคาดหวังหรือสิ่งที่หมายปองไว้ก็อาจจะหลุดลอยไปอีก

และหากเป็นเช่นนั้นเราอาจจะได้เห็นการปฏิวัติทีมครั้งใหญ่ในหน้าร้อนก็เป็นไปได้


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com