ฟุตบอลสมัยใหม่ในปัจจุบัน บรรดาสโมสรชั้นนำส่วนใหญ่หันหน้ามาใช้ระบบการเล่น 4-3-3 ซึ่งกลายเป็นที่นิยมกันไปทั่ว

         นี่ยังรวมถึงทีมขนาดกลางและเล็กไม่น้อยก็หันมาใช้รูปแบบการเล่นนี้ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จไปซะแล้ว

         ย้อนกลับไปในยุค 90' เกือบทุกทีมมักจะยึดระบบการเล่นแบบ 4-4-2 โดยที่กองกลางแบ่งเป็นหนึ่งตัวรุกและหนึ่งตัวรับ บวกกับแข้งริมเส้นทั้งสองฝั่ง และเป็นกองหน้าคู่

         ที่ชัดเจนเลยคงหนีไม่พ้น เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่เสกความสำเร็จให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างยิ่งใหญ่ด้วยการเล่นในระบบนี้ แม้จะมีช่วงเวลาที่ทีมดึง ฮวน เซบาสเตียน เวรอน เข้ามาแล้วเสียดายกองกลางชั้นนำของโลกอย่าง เดวิด เบ็คแฮม, รอย คีน, พอล สโคลส์ และ ไรอัน กิ๊กส์ จนมาเปลี่ยนเล่นระบบ 4-5-1 หรือ 4-4-1-1 ก็ตามแต่


         สุดท้ายแล้วก็ไม่เวิร์คและต้องกลับมายึดรูปแบบที่ถนัดตามเดิม

         แต่ว่าอันที่จริงแล้วระบบ 4-3-3 นั้นมานานแล้ว นำโดย “ปรมาจารย์” โยฮัน ครัฟฟ์ ผู้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่กับสไตล์การเล่นแบบ “โททัล” ฟุตบอลที่ อาแจ็กซ์ และ บาร์เซโลน่า ซึ่งแฟนบอลสมัยนี้เห็นได้จากการทำทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นั่นเอง

         นายใหญชาวสเปนที่ก้าวขึ้นมาคุมทีมชุดใหญ่ของ “เจ้าบุญทุ่ม” พาทีมประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่จากระยะเวลาการคุมทีมเพียง 4 ปีช่วงปี 2008-2012 เขาพาทีมกวาดแชมป์ทุกรายการที่ลงเล่นทั้ง ลา ลีกา สเปน, โกปา เดล เรย์, ซูเปร์ โกปา เด เอสปันญ่า, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และสโมสร รวมทั้งสิ้น 14 ใบเลยทีเดียว

         นอกจากนี้จะทำให้ระบบการเล่น 4-3-3 กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างและหลายสโมสรหันมาใช้แผนนี้ ยังทำให้บรรดาโค้ชหนุ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ส่วนจะประสบความสำเร็จรึเปล่านั้นก็ว่ากันไป


         หรือจะความสำเร็จของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ในการคุมทีม ลิเวอร์พูล การเล่นในระบบ 4-3-3 เช่นเดียวกัน แม้จะมีโครงสร้างที่แตกต่างกันออกไปบ้างอย่างการเล่นกองหน้าตัวเป้าแบบ “ฟอลส์ ไนน์” ขึ้นอยู่ในแท็คติกของโค้ชแต่ละคน

         ที่เห็นได้ชัดล่าสุดก็ทีมชาติอิตาลีของ โรแบร์โต้ มันชินี่ ที่คว้าแชมป์ยูโรเมื่อกลางปีที่แล้วก็เล่นในระบบเดียวกันนี้ แต่ก็อย่างที่บอกว่าระบบอาจจะเหมือนกัน แต่รายละเอียดก็ขึ้นอยู่กับโค้ชแต่ละคนด้วย

         แต่ก็ไม่ใช่ว่าดีไปซะทั้งหมด ในเมื่อมีจุดแข็งก็ย่อมต้องมีจุดอ่อนเหมือนกัน ลองไปดูกันว่าเป็นยังไง


จุดแข็ง

         การเล่นในระบบ 4-3-3 โดยพื้นฐานก็เหมือนกับรูปสามเหลี่ยม โดตตรงกลางเป็นสามเหลี่ยมที่คว่ำลงมีคนที่เป็นตัวรับหนึ่งคน และอีกสองคนอยู่ข้างหน้า ส่วนในแนวรุกนั้นเป็นแบบหงายมีสองคนริมเส้นและหัวหอกตัวเป้าหนึ่งคน

         รูปสามเหลี่ยมนั้นเป็น “เบสิก” ของการครองบอลที่เล่นชิ่งกันไป-มาอย่างที่เราได้เห็น บาร์เซโลน่า ในยุคของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ใช้งาน ซึ่งทำให้ทีมมีการครองบอลที่เหนียวแน่น

         เพราะด้วยพื้นฐานแล้วนักฟุตบอลจะมีเบสิกฟุตบอลกันอยู่แล้ว โดยเฉพาะการเล่น “ลิงชิงบอล” ที่เราเห็นแต่ละทีมซ้อมกันอยู่บ่อยๆ


         ตามทฤษฎีแล้วผู้เล่นที่มีลูกบอลจะมีทางเลือกผ่านบอลอย่างน้อยสองทาง ไม่ว่าจะเวลาไหน และประโยชน์อีกประการหนึ่งคือการแก้ปัญหายามที่ฟูลแบ็กเติมเกมบุก มิดฟิลด์สองคนทั้งสองด้านสามารถไปอุดช่วยได้ด้วยการขยับออกไปด้านข้าง

         นั่นทำให้เกมรุกริมเส้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น แบ็กทั้งสองฝั่งสามารถเติมเกมได้โดยไม่ต้องกังวลมากนัก

         การเล่นมิดฟิลด์ตัวกลางสามคนถือเป็นจุดแข็งเมื่อเทียบกับระบบ 4-4-2 ที่มีมิดฟิลด์ตัวกลางสองคน ซึ่งอย่างที่รู้ว่าเกมส่วนใหญ่วัดกันที่แดนกลาง โดยเฉพาะในเกมใหญ่ที่ทีมไหนครองเกมตรงกลางได้มากกว่า โอกาสชนะก็มากกว่า

         ข้ามมาที่การเล่นเกมรับ จากระบบ 4-3-3 สามารถปรับเปลี่ยนมาเป็น 4-5-1 ได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะยิ่งช่วยให้การยืนเกมรับแน่นมากขึ้น ยากแก่การเจาะเข้าไปได้ง่ายๆหากมีการเซ็ตการยืนอย่างมีระบบไม่ว่าจะเป็นเกมริมเส้นหรือการเจาะตากลาง

จุดอ่อน


         ระบบ 4-3-3 ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการครองบอลหรือแม้แต่การเล่นในจังหวะสวนกลับ แต่จุดแข็งบางอย่างของรูปแบบเฉพาะก็เป็นจุดอ่อนได้เช่นเดียวกัน

         สิ่งสำคัญของระบบนี้คือ “วินัย” โดยเฉพาะแข้งริมเส้น ซึ่งหากคู่แข่งเล่นระบบ 3 แนวรุกแบบเดียวกันทีมก็อาจจะโดนเล่นงานได้เช่นกัน

         นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในเกมที่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง พ่ายแพ้ให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เนื่องจากอัตราในการทำงานของทีมดังจากฝรั่งเศสนั้นต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นศักยภาพของสามกองหน้าในการถอยลงมาช่วยเกมรับนั้นมีความสำคัญอย่างมากเช่นกัน 


         การเล่นแบบ 3 กองหน้าตรงกันข้ามกับการเล่น 2 กองหน้าแบบเดิม อย่างที่รู้กันว่า 2 คนนั้นอยู่ทางริมเส้น ส่วนกองหน้าตัวเป้าอาจจะโดนทิ้งให้โดดเดี่ยวถ้าเพื่อนนั้นอยู่ห่างเกินไป หรือถ้ากองกลางล้มเหลวในการลุยขึ้นมาช่วยในเกมรุก

         คนที่สามารถเล่นในรูปแบบนี้ได้อย่างเห็นได้ชัดเจนในช่วงที่ผ่านมาก็คือ ดิดิเยร์ ดร็อกบา ที่ครบเครื่องทั้งความแข็งแกร่ง ลูกล่อลูกชน การจบสกอร์ที่เด็ดขาดหรือแม้แต่ลูกกลางอากาศ แถมยังเก็บบอลให้เพื่อได้อีกด้วย

         นั่นทำให้ในช่วงหลัง 3 แนวรุกของแต่ละทีมสามารถสลับสับเปลี่ยนกันได้อย่าง บาร์เซโลน่า ในยุคของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่มี ลิโอเนล เมสซี่, เนย์มาร์ และ หลุยส์ ซัวเรซ หรือ ลิเวอร์พูล ในปัจจุบันกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ 

         หรือการเล่นในแบบ “ฟอลส์ ไนน์” ที่เข้ามามีบทบาทอย่างมาก ซึ่งนั่นทำให้ปัจจุบันกองหน้าร่างใหญ่ดูจะลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ

สรุปแนวคิดการเล่นระบบ 4-3-3


         ความสำเร็จของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กับ บาร์เซโลน่า ทำให้ระบบการเล่น 4-3-3 กลายเป็นที่นิยม แม้แต่ทีมชาติสเปนที่ครองความยิ่งใหญ่ในช่วงเวลาเดียวกันที่ได้แชมป์ยูโร 2 สมัยติดในปี 2008 และ 2012 รวมถึงบอลโลก 2010 ก็มาจากการเล่นระบบนี้ด้วย

         โค้ชรุ่นใหม่เริ่มหันมาศึกษาการเล่นระบบเดียวกันมามากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะล้มเหลวซะมากกว่าซึ่งขึ้นกับปัจจัยทั้งหลาย โดยเฉพาะศักยภาพของนักเตะในทีม

         นอกจากแข้งที่เล่นระบบนี้จะต้องมีฝีเท้าและความเข้าใจเป็นอย่างดี วินัยคือสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย เพราะไม่อย่างนั้นเกมรับอาจจะโดนเล่นงานอย่างหนัก

         แต่มันก็พิสูจน์แล้วว่าถ้าใช้อย่างเหมาะสมการสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างไม่ต้องสงสัย

         จากยุค 4-4-2 มาจนถึง 4-3-3 ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะมีระบบการเล่นแบบใหม่ขึ้นมาอีกก็ได้


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com