4 ปีที่แล้ว เชลซี เซ็นสัญญากับกองกลางรูปร่างผอมบางเข้าสู่ศูนย์ฝึกเยาวชน สำหรับแฟนบอล ไม่มีอะไรน่าสนใจ ก็แค่ดาวรุ่งอีกหนึ่งคนที่เดินเข้าสู่อาคาเดมี่

หากแต่ประวัติของเจ้าหนูคนนี้ไม่ธรรมดา

พัฒนาการที่ก้าวกระโดดเกินวัย สามารถขึ้นไปซ้อมกับทีมชุดใหญ่ของ เรนเจอร์ส ได้ตั้งแต่อายุ 15
หากนึกภาพฝีเท้าไม่ออก ลองหลับตานึกถึง เชส ฟาเบรกาส, ลูก้า โมดริช, อันเดรส อีเนียสต้า
หนุ่มน้อยคนนี้อาจยังไปไม่ถึงจุดนั้น แต่ทั้งสามคนนี่แหละคือ 'ไอดอล' หรือต้นแบบการเป็นกองกลางของเขา
และเมื่อโอกาสจากทีมพรีเมียร์ลีกยื่นมาให้ตรงหน้า เขากล้าที่จะปฏิเสธสัญญานักฟุตบอลอาชีพกับ เรนเจอร์ส เพื่อเซ็นสัญญากับ เชลซี ตอนอายุ 16
บิลลี่ คลิฟเฟิร์ด กิลมอร์ คือเจ้าหนูดาวรุ่งคนที่เอ่ยถึง
กิลมอร์ ถูกยกย่องว่าจะกลายเป็นอนาคตของทีมชาติสกอตแลนด์ในภายภาคหน้า
มัลกี้ แม็คคาย ผู้อำนวยการของสมาคมฟุตบอลสกอตแลนด์ จับตามองฝีเท้าอย่างใกล้ชิด หลังเห็นพัฒนาการที่น่าทึ่ง กับการเล่นให้ทีมชาติชุดอายุไม่เกิน 21 ปี ตั้งแต่อายุ 17
แน่นอน แม็คคาย ไม่อยากให้ กิลมอร์ อำลา เรนเจอร์ส เพราะเชื่อว่าโอกาสลงเล่นในทีมชุดใหญ่รออยู่ตรงหน้าแล้ว แต่ในมุมของนักเตะ พรีเมียร์ลีกคือความฝัน และเป็นฝันที่ท้าทายเอามากๆ
ดังนั้นสิ่งที่ แม็คคาย คาดหวังว่าจะเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดคือการปล่อยยืมไปเล่นกับทีมอื่น เพื่อโอกาสในการพัฒนาฝีเท้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องมาจากการลงสนามอย่างสม่ำเสมอ
ผ่านไปหนึ่งปี ในทีมชุดอายุไม่เกิน 18 ปีของ เชลซี กิลมอร์ กลายเป็นตัวหลัก และเล่นโดดเด่นที่สุดในทีม สัญญานักฟุตบอลอาชีพฉบับแรกจึงถูกมอบให้ทันทีที่อายุครบ 17 ปีบริบูรณ์
การมาของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ในฐานะเฮดโค้ชทีมชุดใหญ่ในอีกหนึ่งปีต่อมา กิลมอร์ ถูกเรียกตัวไปซ้อมกับทีมชุดใหญ่ และประเดิมในเกมอุ่นเครื่องปรีซีซั่นเจอกับ โบฮีเมียนส์ ชนิดเจ้าตัวยังไม่อยากเชื่อว่าฝันจะเป็นจริงเร็วขนาดนี้
ผ่านพ้นครึ่งฤดูกาล ชื่อของ กิลมอร์ ก็ถูกบรรจุอยู่ในทีมชุดใหญ่อย่างสม่ำเสมอในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2020
ผลงานของ กิลมอร์ ถูกยกย่องอย่างมากจากเกมเอฟเอคัพที่ชนะ ลิเวอร์พูล ถัดจากนั้น 5 วัน จึงถูกส่งลงตัวจริงเกมพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในเกมถล่ม เอฟเวอร์ตัน ซึ่งกองกลางที่ตอนนั้นยังอายุ 18 กลายเป็น 'แมน ออฟ เดอะ แมตช์' ด้วย
กิลมอร์ ยังได้ลงสนามเท่าๆ เดิมในฤดูกาลต่อมา แม้ซีซั่นนี้มีการเปลี่ยนผ่านจาก แลมพาร์ด มาเป็น โธมัส ทูเคิ่ล
เชลซี จึงมองหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย นั่นคือการปล่อยยืมหนึ่งฤดูกาล เพื่อโอกาสลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ
“ผมมีตัวเลือกเข้ามาพอสมควร แต่สำหรับผมแล้ว นอริช คือตัวเลือกแรก” กิลมอร์ กล่าว
“ผมมาที่นี่ คุยกับผู้จัดการทีม ทุกอย่างที่เขาพูด ฟังดูดีมาก แนวทางที่เขาต้องการเล่น แนวทางที่เขาเห็นว่าเหมาะสมสำหรับผม นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมเลือกมา นอริช อย่างง่ายดาย”
“นอริช เล่นฟุตบอลที่เหมาะกับสไตล์ของผม การเล่นต่อบอลจากแนวรับ ต้องการครองบอล สำหรับผมแล้ว นี่คือโอกาสที่สมบูรณ์แบบไปเลย นี่คือสไตล์การเล่นในแบบของผมที่ผมต้องการเล่น เรียกบอล และทำสิ่งต่างๆ ให้เกิดขึ้น”
“ตอนที่ผมคุยกับเจ้านาย เขาแค่บอกว่าเขามองเห็นผมในตำแหน่งนี้ หรือมองเห็นผมในตำแหน่งนั้น นั่นมันขึ้นอยู่กับแผนการเล่น เขาดีกับผมจริงๆ และผมกำลังเรียนรู้จากเขาในทุกๆ วัน”
กับ เชลซี กิลมอร์ รู้ดีว่าเขาต้องการอะไร และจะต้องทำอย่างไรในหนึ่งฤดูกาลที่ แคร์โรว์ โร้ด
กิลมอร์ ได้ลงตัวจริงเกมพรีเมียร์ลีกถึง 3 จาก 5 เกมสุดท้ายของฤดูกาลที่ผ่านมา แต่นั่นเป็นเพราะ ทูเคิ่ล จำเป็นต้องโรเตชั่นทีม เพราะมีเอฟเอคัพ กับแชมเปี้ยนส์ลีก ที่ก้าวไปจนสุดทางควบคู่กัน
“นั่นคือเหตุผลที่ผมมาที่นี่ ผมอยากเล่นให้ เชลซี สองเกมติดต่อกัน ผมจึงต้องออกมา เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ในทีมชุดใหญ่ให้มากขึ้น”
“ผมต้องการเล่นอย่างสม่ำเสมอเพื่อพัฒนาตัวเอง ถ้าผมได้เล่นสัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า ผมก็จะแข็งแกร่งขึ้น คล่องแคล่วขึ้น และเก๋าเกมมากขึ้น”
“พวกเขาจะติดตามตลอด จะดูเกมและดูไฮไลท์ของผม ดูว่าผมทำอะไรได้ดีขึ้น”
“การกลับไปที่นั่น? นั่นคือเป้าหมายของผม หวังว่าจะฤดูกาลที่ดีที่นี่กับ นอริช จากนั้นก็จะกลับไป เชลซี และรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
บิลลี่ กิลมอร์ รู้ตัวเองดีว่าสามารถเป็นอนาคตของ เชลซี ได้ แต่ก่อนอื่น ต้องทำปัจจุบันกับ นอริช ให้ดีที่สุดเสียก่อน


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com