ทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ชุดดาวกระจาย ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายศึกลูกหนังชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศอุซเบกิสถาน ในปี 2022 แบบทุลักทุเล ในฐานะทีมอันดับ 2 ที่มีคะแนนดีที่สุด

แม้จะโดนสบประมาทว่ายืมจมูกทีมอื่นหายใจ แต่เมื่อทำภารกิจลุล่วงตามเป้าหมายก็ต้องชื่นชม เพราะอย่างน้อยด้วยสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยทั้งโปรแกรมลีกที่ดำเนินต่อแบบไม่มีหยุด 

แถมต้องขาดขุนพลหลัก มาหน้างานต้องเจอสภาพอากาศที่ติดลบ สนามแข่งขันที่ไม่ได้มาตรฐาน ที่สำคัญมีเวลาเตรียมทีมเพียงแค่ 5 วัน ต่อให้เอาเทวดามาคุมก็ยากที่จะเห็นการเล่นแบบเซ็กซี่ฟุตบอล 

อย่าลืมว่านี่คือของจริง ไม่ใช่เกมในเพลย์สเตชั่น ที่จะเลือกนักเตะเก่งมาลงสนามและหวังผลการแข่งขันได้ตามใจ

ตรงนี้ก็ต้องซูฮกคนหน้างาน เพื่อให้เขามีกำลังใจสู้ต่อไป


ส่วนที่ควรตำหนิและไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ที่ล้มเหลวไม่เป็นท่า ไม่เหมือนที่คุยไว้แต่แรก จนเกือบทำลูกหนังไทยขายขี้หน้าอีกหน

โดยตั้งแต่ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.ดร. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เข้ามาเป็นประมุขลูกหนังไทย ได้รับเสียงชื่นชมเรื่องการบริหารงานแบบยุคใหม่ ภาพลักษณ์ที่สวยหรูแต่ผลงานของทีมฟุตบอลชายไทยล้มเหลวเกือบทุกทัวร์นาเมนต์ 

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ผลงานของทีมชาติไทยผลงานลุ่มๆ ดอนๆ คงหนีไม่พ้นการเปลี่ยน “กุนซือ” เป็นว่าเล่นนั่นเอง

เอาแค่ทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี เดิมแผนงานแรกคือการสร้างทีมระยะยาว เพื่อผ่านไปเล่นฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รอบสุดท้าย ปี 2018 ที่ประเทศจีนให้ได้ ต่อด้วยเป้าหมายใหญ่คือการคว้าตั๋วไปลุยโอลิมปิก โตเกียวเกมส์ ในปี 2020


ซึ่งในตอนนั้นมีการทาบทาม “มาดามเดียร์” วทันยา วงษ์โอภาสี เข้ามาเป็นผู้จัดการทีม และมีกุนซือคู่ใจเป็น “โค้ชโย่ง” วรวุธ ศรีมะฆะ นี่แหละ 

โดยการเตรียมทีมตอนนั้นถือว่าดีมาก ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมนักเตะจำนวน 30-40 คน มีการเก็บตัว เดินทางไปอุ่นเครื่องอย่างต่อเนื่องทั้งในไทยและต่างประเทศแบบเป็นรูปธรรมชัดเจน 

ซึ่งเป้าหมายแรกคว้าตั๋วไปลุยแดนมังกรได้สมใจ พร้อมการันตีความพร้อมด้วยการคว้าแชมป์ซีเกมส์ ปี 2017 ที่ประเทศมาเลเซีย มาครองได้สำเร็จ 


ทุกอย่างกำลังไปด้วยดี แต่สมาคมฯ ดันบ้าจี้ตามเสียงวิจารณ์แฟนบอลที่โจมตี “โค้ชโย่ง” ว่าทำทีมไม่มีระบบบ้าง คว้าแชมป์เพราะฟลุ๊กบ้าง 

จากนั้นจึงลาก โซรัน ยานโควิช ที่รับบทมือขวา มิโลวาน ราเยวัช กุนซือทีมชุดใหญ่ ขึ้นมาเป็นกุนซือแทน แล้วขยับ “โค้ชโย่ง “ ไปเป็นผู้ช่วย

นอกจากนี้ยังแยกทางกับ “มาดามเดียร์” เพื่อปรับโฉมการทำงานของทีมชาติไทยทุกชุด โดยทางสมาคมฯ จะส่งเจ้าหน้าที่ของสมาคมฯ ไปรับบทบาทผู้จัดการทีมแทนตามแบบสากลเอง


ทว่า “โซรัน” ที่ไร้ประสบการณ์ในการทำหน้าที่กุนซือใหญ่ และไม่มีความรู้เรื่องฟุตบอลไทยและนักเตะไทย พาทีมดิ่งลงเหว ตกรอบแรกฟุตบอลชิงแชมป์แชมป์เอเชีย รอบสุดท้าย ที่ประเทศจีน ในปี 2018 แบบหมดรูป แพ้ทั้ง 3 นัด 

เมื่อไปต่อไม่ได้ก็ต้องกลับไปลาก “โค้ชโย่ง” กลับมาคุมทีมอีกรอบลุยศึกเอเชียนเกมส์ ที่อินโดนีเซีย ในปีเดียวกัน

ทว่าแก้วที่มันร้าว ไม่นานก็คงจะแตก สุดท้ายทีมชาติไทย ตกรอบแรกอีกหน จนกุนซือร่างอวบต้องไขก็อกลาออกจากตำแหน่งไป 

ต่อมาสมาคมฯ ก็ได้ อเล็กซานเดร กาม่า กุนซือมากฝีมือที่คุมทีม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ ลีโอ เชียงราย ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จอย่างสูง 

โดยเป้าหมายคือพาทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ลงเล่นในศึกชิงแชมป์เอเชีย รอบสุดท้าย ที่ ไทย เป็นเจ้าภาพ ในปี 2020

อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นเจ้าภาพ แต่ ไทย ต้องไปเล่นรอบคัดเลือก ซึ่งทัพ “ช้างศึก” พลังหนุ่มแพ้ต่อเพื่อนบ้านผู้น่ารำคาญอย่าง เวียดนาม ด้วยสกอร์ 4-0 ทำได้เพียงแค่รองแชมป์กลุ่ม

แม้จะไม่ส่งผลกระทบต่อทีม เพราะได้ไปเล่นรอบสุดท้ายแบบแบเบอร์ แต่จิตใจของนักเตะแย่มาก เพราะเป็นการแพ้ให้กับคู่ปรับร่วมชาติแบบสู้ไม่ได้เลย 


หลังจากนั้น “กาม่า” ก็ทิ้งสมาคมฯ กลางทาง แล้วไปรับงานคุมทีม เมืองทอง ยูไนเต็ด แบบสายฟ้าแลบ ชนิดแฟนบอลงงกันทั้งบาง เพราะก่อนหน้านี้แทบไม่มีกลิ่นที่ทั้งคู่จะสวมคอนเวิร์สจากกัน 

สุดท้ายเผือกร้อนมาตกอยู่ที่ อากิระ นิชิโนะ กุนซือซามูไร ที่มาพร้อมกับความคาดหวังสูง ที่ควบตำแหน่งกุนซือทีมชุดใหญ่และทีมชุดแห่งอนาคตไปในตัว

ซึ่ง นิชิโนะ แม้จะพาทีมตกรอบแรกซีเกมส์ ที่ ฟิลิปปินส์ พร้อมเหตุผลต่างๆ นานา ทั้งโปรแกรมแข่งขันคาบเกี่ยวกับทีมใหญ่ ทำให้เวลาเตรียมทีมน้อย 

พร้อมชี้ว่าเป้าหมายใหญ่ที่แท้จริงคือศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่ ไทย เป็นเจ้าภาพต่างหาก 

กุนซือเลือดบูชิโด ไม่ได้โม้ สามารถพาทีมทะลุผ่านเข้ารอบน็อคเอ้าท์ได้สำเร็จ ก่อนจะจอดป้ายพา ซาอุดิอาระเบีย ไปฉิวเฉียด 1-0 ซึ่งเท่ากับว่าการเดิมพันของ นิชิโนะ ได้ผล

แต่เมื่อ นิชิโนะ แยกทางกับ สมาคมฯ ตำแหน่งกุนซือก็ว่างลง และโปรแกรมสำคัญอย่าง ชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบคัดเลือก ก็ห้วนเข้ามาทุกที ทำให้สมาคมฯ เร่งตั้ง “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ เข้ามาทำหน้าที่ผู้จัดการทีม แถมเป็นการตอกย้ำว่าแผนงานอันสวยหรูที่เคยตั้งธงไว้ว่าจะล้างระบบเดิม สุดท้ายก็ไปไม่รอด 


ทาง “มาดามแป้ง” เมื่อถึงตาจน หากุนซือไม่ได้ก็ต้องไปลาก “โค้ชโย่ง” เข้ามาคุมทีม “ช้างศึก-U23” เป็นคำรบที่สาม 

สุดท้ายทั้ง “มาดามแป้ง” และ “โค้ชโย่ง” และทีมงานเร่งสะสางปัญหาที่โดนเทเอาไว้ 

ไล่ตั้งแต่การเรียกนักเตะจากต่างแดนมาช่วย ทั้ง “กัน” ธนวัฒน์ ซึ้งจิตถาวร ของ เลสเตอร์ ซิตี้ และ เบน เดวิส ของ อ็อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด ล้วนเกิดจากการเจรจาโดยตรงระหว่างนางฟ้าลูกหนังไทยกับสองเจ้าของทีมต้นสังกัดแข้งพรสวรรค์สูงทั้งสิ้น 

ส่วน “โค้ชโย่ง” ก็ขนนักเตะเท่าที่มี ไปลุยศึกบนแผ่นดินหลังคาโลก พร้อมเป้าหมายใหญ่ คือผ่านเข้ารอบสุดท้ายสถานเดียว

 สุดท้ายทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมายชนิดต้องปรบมือให้เลยทีเดียว เพราะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากับเวลาที่กระชั้นชิดแบบนี้บอกเลยว่ามันสาหัสจริงๆ


ขณะที่เรื่องที่บอกว่าทำไม สมาคมฯ ไม่เลื่อนลีกให้ ตรงนี้ขอย้ำอีกทีนะครับว่า ต่อให้เลื่อนลีก โปรแกรมแข่งขันทัวร์นาเมนต์นี้ก็ไม่ตรงก็โปรแกรมฟีฟ่า เดย์ อยู่ดี 

เห็นได้ชัดเจนว่าที่ทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี เกือบล้มเหลวต้องชี้เป้าไปที่สมาคมฯ เน้นๆ โดยไม่มีโต้แย้ง ที่วางหมากผิด หาใช่ “โค้ชโย่ง” 

อย่าลืมว่าการสร้างรากฐานต้องวางแผนระยะยาว ไม่เปลี่ยนตัวกุนซือบ่อย  แต่นี่ สมาคมฯ ทำงานแบบไม้หลักปักขี้เลนไม่มีเป้าหมายอะไรที่ชัดเจนเลย แถมเปลี่ยนกุนซือไปมาจนมั่วไปหมด 


สุดท้ายทำงานแบบนี้ “กุนซือ” ก็คงเป็น “แพะรับบาป” ทุกที เมื่อพุ่งชนคว้าล้มเหลว 

ส่วนเรื่องความสำเร็จ กรุณาอย่าคาดหวัง 

ถึงเวลาแล้วที่ฟุตบอลไทย ต้องหาคนฟุตบอลจริงๆ เข้ามาทำงาน เพื่อพัฒนาวงการให้รุดหน้าทันนานาชาติเสียที

เพราะ “ฟุตบอล” เป็นศาสตร์ชนิดหนึ่ง ต้องหาคนที่มีความรู้และเข้าใจบริบทมาทำงานแบบจริงจัง 

ในฐานะคนทำงานเกี่ยวกับฟุตบอลไทย อยากที่จะติ เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาต่อไป ที่สำคัญไม่อยากเห็นการเตรียมงานชุ่ยๆ ในอนาคต โดยเฉพาะฟุตบอล เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ในช่วงปลายปีนี้ 

อย่าลืมคนที่ “ศรัทธา” ฟุตบอลไทยมีเยอะ อย่าไปล้อเล่นกับความรู้สึกเด็ดขาด 

บทเรียนมีให้จำ อย่าทำผิดซ้ำซาก ฝากไว้ให้คิด….


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com