หากเอ่ยถึงรองเท้าสตั๊ด ที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน และเต็มไปด้วยความคลาสสิก

หลายคนย่อมนึกถึงชื่อของอาดิดาส พรีเดเตอร์นอกจากเป็นรองเท้าสตั๊ด ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการควบคุมลูกฟุตบอล เหล่าซูเปอร์สตาร์หลายคน ต่างเคยสวมใส่รองเท้ารุ่นนี้ ลงวาดลวดลายในสนามแข่งขัน จนกลายเป็นความทรงจำที่ติดอยู่ในใจของใครหลายคน

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวที่หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อนคือ จุดกำเนิดอาดิดาส พรีเดเตอร์เริ่มต้นด้วยเครื่องหมายคำถามเหมือนกัน พูดอีกอย่างคือ รองเท้ารุ่นนี้ ผ่านการถูกสบประมาท พร้อมกับดูถูกว่า ไม่น่าจะเอาตัวรอดจากวงการอุตสากรรมของรองเท้าสตั๊ดได้ 

แน่นอนว่าอาดิดาส พรีเดเตอร์เกือบไม่ได้เกิดขึ้นแล้วด้วยซ้ำไป  ช่วงนี้ เราย้อนความทรงจำกันหน่อยว่า เส้นทางของอาดิดาส พรีเดเตอร์ตั้งแต่เริ่มแรกนั้นเป็นยังไง พร้อมกับอุปสรรค และการฝ่าฟันที่ผู้คิดค้นต้องเผชิญหน้า 

จนนำมาสู่รองเท้าสตั๊ดรุ่นนี้ ที่สามารถก้าวมาทำเงินมหาศาล และครอบครองส่วนแบ่งทางการตลาดอย่างมากมายกับแบรนด์ดังอย่างอาดิดาส ที่ยังครองใจผู้รักรองเท้าฟุตบอล จนถึงทุกวันนี้ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เราลองไปติดตามกันเลย 

ย้อนเวลากลับไป ช่วงปี 1988 เคร็ก จอห์นสตัน อดีตผู้เล่นของสโมสรลิเวอร์พูล ที่มีดีกรีผ่านการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดอย่างดิวิชั่น 1 เดิม มากถึง 5 สมัย รวมถึงแชมป์เอฟเอ คัพ และยูโรเปี้ยน คัพ อีกอย่างละ 1 ครั้ง ตัดสินใจแขวนสตั๊ดไป พร้อมกับมีแนวความคิดบางอย่างที่แล่นเข้ามาในหัว โดยความคิดดังกล่าว คือการอยากเป็นผู้คิดค้นรองเท้าสตั๊ดเป็นของตัวเอง  

ช่วงเริ่มแรก เคร็ก จอห์นสตัน นำเงินที่เขาเก็บสะสมเอาไว้ออกมา พร้อมกับนำไปใช้ในการออกแบบรองเท้าสตั๊ดแบบรูปทรงประหลาด ที่เต็มไปด้วยแถบยาง และลักษณะพื้นผิวที่แปลกตา จากภาพลักษณ์ภายนอก หลายคนบอกว่าเหมือนยางรถยนต์เลยทีเดียว โดยเขาตั้งใจทำการออกแบบ และนำไปเสนอค่ายกีฬาต่างๆ 

โดยหนึ่งในค่ายที่ เคร็ก จอห์นสตัน นำไปเสนอนั้น ก็คืออาดิดาสแบรนด์ดังสัญชาติเยอรมัน ผลปรากฏว่า ทั้งในส่วนของความคิด และไอเดียต่างๆของเขา ถูกอาดิดาส ปัดทิ้งอย่างไม่เป็นท่า เพราะค่าย 3 แถบไม่อยากเชื่อว่า รองเท้าที่เหมือนยางรถยนต์นี้ จะประสบความสำเร็จ และสามารถทำเงินได้ พร้อมกับมองว่า มันแหวกแนวเกินไป และคนส่วนใหญ่น่าจะเข้าไม่ถึงมัน 

อย่างไรก็ตาม เคร็ก จอห์นสตัน  ไม่ยอมแพ้ต่อการโดนปฏิเสธครั้งนั้น เขานำรองเท้าที่ตัวเองตั้งใจ และลงทุนออกแบบ นำไปให้กับบรรดาเพื่อนสนิทของตัวเองไม่ว่าจะเป็นฟร้านซ์ เบคเค่นบาวเออร์, คาร์ล ไฮนซ์ รุมเมนิกเก้ และพอล ไบรท์เนอร์ซึ่งถือว่าเป็น 3 ดาวเตะทีมชาติเยอรมัน เพื่อมาช่วยทำการโปรโมทรองเท้าสตั๊ดรุ่นนี้ 

นั่นเป็นการสร้างแรงสั่นสะเทือนขึ้นมาบ้าง ผลปรากฏว่า อาดิดาส เล็งเห็นอะไรบางอย่างในตัวของรองเท้าสตั๊ดรุ่นนี้ พวกเขาจึงกลับลำมาซื้อลิขสิทธิ์ไปทำเองในที่สุด นอกจากนี้ อาดิดาส ยังทำการมอบส่วนแบ่งจากการขายอาดิดาส พรีเดเตอร์ จำนวน 2 เปอร์เซนต์ ให้กับ เคร็ก จอห์นสตัน 

เรื่องราวทั้งหมดนี้ คือจุดกำเนิดของรองเท้าอมตะสายพันธุ์หนึ่งของโลกลูกหนังอย่างอาดิดาส พรีเดเตอร์ที่ออกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกในช่วงปี 1994 จนสามารถต่อยอดจนกลายมาเป็นรองเท้าที่สุดแสนจะคลาสสิค ผ่านหลากหลายรุ่น หลากหลายสี และหลากหลายรูปแบบ 

ขณะที่โฆษณาชุดแรกของพวกเขา ออกมาบรรยายสรรพคุณของรองเท้าตระกูลนี้ ที่ออกแบบด้วยแถบยางที่วางเรียงซ้อนกันเป็นชั้นเอาไว้ “3 ข้อด้วยกัน นั่นคือสามารถควบคุมบอลได้มากกว่า, ปั่นบอลโค้งได้มากกว่า และยิงบอลแรงได้มากกว่ารองเท้าฟุตบอลแบบที่เคยมีมา ซึ่งเรียกได้ว่า อาดิดาส พรีเดเตอร์ เป็นรองเท้ารุ่นที่สร้างความได้เปรียบในการเล่นกับผู้สวมใส่

โดยนักเตะหนึ่งคน ที่เปรียบเสมือนกับตัวแทนของอาดิดาส พรีเดเตอร์ จะเป็นคนไหนไปไม่ได้ นอกจากเดวิด เบ็คแฮมอดีตดาวเตะทีมชาติอังกฤษ และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่สวมใส่รองเท้าตระกูลนักล่านี้ ตั้งแต่ที่เขาเริ่มสร้างชื่อเสียงในช่วงแรกกับพลพรรคปีศาจแดง

เบ็คแฮม ออกมาบอกว่าอาดิดาส พรีเดเตอร์ เป็นรองเท้าที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเขาเสมอ นอกจากมันจะช่วยให้เขาสามารถปั่นบอล จนกลายเป็นประตูอย่างเป็นกอบเป็นกำแล้ว มันยังผ่านร้อนผ่านหนาว และสร้างประสบการณ์ให้เขาอย่างมากมาย รวมถึงความทรงจำดีๆ ที่เขาไม่มีวันลืมเลือนด้วย 

เบ็คแฮม เล่าว่าอาดิดาส พรีเดเตอร์ แอคเซเลอเรเตอร์ ถือเป็นรุ่นที่เขาหลงรักมากที่สุด ไม่ว่าผมจะเล่นกับคู่แข่งทีมไหน หรือไปเล่นที่สนามแห่งใด นี่เป็นรองเท้าที่ทำให้เขานึกย้อนถึงวันเวลาดีๆ แถมยังเป็นรองเท้าที่เขาสามารถยิงประตูแรก ในการลงแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ที่ยิงฟรีคิกใส่ทีมชาติโคลอมเบีย ในเวิลด์ คัพ 1998”

เบ็คแฮม กล่าวปิดท้ายว่าเขาสวมรองเท้าอาดิดาส พรีเดเตอร์ แอคเซเลอเรเตอร์ ลงแข่งขันยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศ ที่เมืองบาร์เซโลน่า มันเป็นค่ำคืนที่แสนวิเศษจริงๆ ผมยังคงเก็บรักษารองเท้าคู่นั้นเอาไว้ที่บ้านเป็นอย่างดี เพราะรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ คือที่สุดแห่งความทรงจำของผมนั่นเอง 


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com