ปักหมุดลูกหนังกับ "ซน ฮึง มิน"

ที่ว่ากันว่าเก่งสุดในโลกลูกหนังยุคปัจจุบัน แฟนบอลหลายคนน่าจะมองความเห็นไปที่ซน ฮึง มินดาวเตะทีมชาติเกาหลีใต้ นอกจากการเล่นในลีกชื่อดังของยุโรปอย่างพรีเมียร์ลีก กับสโมสรอย่างสเปอร์ส ผลงานของเขายังถูกพิสูจน์มาแล้วเป็นอย่างดี 

ด้วยเทคนิค และสไตล์การเล่นส่วนตัว ทำเอาบางคนถึงกับมองว่าซน ฮึง มินไม่เหมือนกับนักเตะอเชียด้วยซ้ำไป เพราะนี่คือนักเตะที่เปี่ยมไปด้วยทักษะ และความเร็ว โดยเป็นขีดความสามารถที่ทำให้เขาเอาตัวรอดในศึกพรีเมียร์ลีก อย่างสบาย แต่กว่ามาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เราลองย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของเขากับฟุตบอลยุโรปกันเลย 

อย่างที่เราทราบกันดีแล้วซน ฮึง มินถูกปลูกฝังการเล่นฟุตบอลจากซน วุง จุนคุณพ่อที่มีแนวทางที่ไม่เหมือนใคร โดยไม่เคยนำลูกชายไปเรียนวิชาลูกหนังในอะคาเดมี่ แต่ท่านกลับลงมือฝึกสอนด้วยตัวเอง ตามค่าเฉลี่ยแล้ว ซน ทำการซ้อมวันละ 2 ครั้ง และกินเวลาวันละ 6 ชั่วโมง 

คุณพ่อให้ผมเดาะบอลเป็นเวลา 4 ชั่วโมงซน เริ่มเล่าถึงชีวิตตัวเองผ่านไป 3 ชั่วโมง ผมเริ่มตาลาย จนเห็นลูกฟุตบอลเป็น 3 ลูก และมองพื้นไม่เท่ากันแล้ว ผมเหนื่อยมาก ส่วนพ่อก็คอยดุอยู่ข้างๆ

อย่างไรก็ตาม ผมมองว่านี่คือเรื่องราวที่ดีที่สุด ผมยังคุยเรื่องนี้กับพ่อเสมอ เวลาที่เราอยู่ด้วยกันเวลา 4 ชั่วโมงกับการเดาะบอล โดยห้ามทำมันหล่นพื้น มันยากมาก จริงมั้ยล่ะ ? พ่อเป็นโค้ชที่เข้มงวดหรือเปล่า ? ผมคงต้องบอกว่าใช่ แถมน่ากลัวด้วย กระนั้น หากปราศจากการฝึกซ้อมของพ่อแล้ว ผมคงไม่ได้มายืนตรงจุดนี้ ผมอยากขอบคุณท่านจริงๆ สำหรับการกระตุ้น และการฝึกซ้อมที่หนักหน่วง

เรื่องราวที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยทราบมาก่อน ย้อนเวลากลับไปสมัยยังเป็นเด็ก ซน เคยเดินทางมาประเทศอังกฤษ เพื่อทำการทดสอบฝีเท้ากับแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส และพอร์ทสมัธ อย่างไรก็ตาม จากการปัญหาการปรับตัว ทั่งเรื่องวัฒนธรรม และภาษา ส่งผลให้ซน ถูกสโมสรเหล่านั้นปฏิเสธอย่างไม่ต้องคิดให้เสียเวลา แต่ซน ไม่เคยคิดยอมแพ้เลย 

กระทั่งอายุ 16 ซน ที่ผ่านการฝึกอย่างหนัก สามารถก้าวมาเล่นฟุตบอลที่ต่างประเทศเป็นครั้งแรกในชีวิต ด้วยการเข้าร่วมระบบอะคาเดมี่ของฮัมบูร์ก ทีมดังในเยอรมัน แน่นอนว่า เขาเจอแบบทดสอบเรื่องวัฒนธรรม และภาษาเหมือนเดิม เพียงแต่ครั้งนี้ เขาสามารถฝ่าฟันมันไปได้ 

ซน ออกมาย้อนความทรงจำว่าผมมองว่า การย้ายมาเล่นต่างประเทศ ด้วยวัยเพียง 16 ปี ถือเป็นเรื่องที่หนักหนามาก ตอนที่ผมย้ายมาเล่นในยุโรป ผมไม่มีความรู้เรื่องภาษาอังกฤษ และไม่มีความเข้าใจภาษาเยอรมัน พูดง่ายๆ คือผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย

ซน เล่าต่อไปว่าย้อนกลับไปสมัยที่เป็นเด็กเยาวชนของฮัมบูร์ก ผมยังไม่มีเพื่อน หรือคนที่ไปไหนมาไหนด้วย ผมรู้สึกถึงความโดดเดี่ยว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า บางครั้ง ผมก็คิดถึงบ้านเกิดที่เกาหลีใต้ และมีความคิดแวบเข้ามาในหัวว่า อยากกลับไปตายรังที่บ้านเกิดอยู่เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม การที่ผมต้องการที่จะก้าวมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และประสบความสำเร็จในเส้นทางสายนี้ กลายเป็นพลังงาน และแรงผลักดัน ทำให้ผมตัดสินใจลุกขึ้นมา และสู้ต่อไป เพราะนั่นคือเป้าหมายที่ผมวางเอาไว้ และต้องทำมันให้สำเร็จด้วย

คราวนี้มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยเป็นเหมือนประตูเบิกทางให้กับซน ในการก้าวมาเป็นสตาร์เอเชียเบอร์ 1 ในปัจจุบันนี้ โดยเกิดขึ้นในช่วงปี 2010 ตอนที่เขาอายุ 18 ปี พร้อมกับก้าวมาเล่นทีมชุดใหญ่ของฮัมบูร์ก เป็นครั้งแรก แน่นอนว่า เขาต้องพิสูจน์ตัวเอง ท่ามกลางนักเตะที่อายุมากกว่า และมีชื่อชั้นที่ดีกว่า 

โดยการก้าวมาเล่นทีมชุดใหญ่ของพลพรรคสิงห์เหนือทำให้เขาได้พบกับรุด ฟาน นิสเตลรอยยอดดาวยิงของทีมชาติฮอลแลนด์ ที่เพิ่งย้ายมาจากเรอัล มาดริด นี่คือคนที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของซน ทั้งหมดผ่านมุมมองที่ทางฟาน นิสเตลรอย มอบให้ ส่งผลให้ซน เปลี่ยนจากเด็กที่ต้องการความมั่นใจ สู่นักเตะที่เต็มไปด้วยความกระหาย

ซน ย้อนความทรงจำว่า ฟาน นิสเตลรอย เปรียบเหมือนกับพี่เลี้ยง แม้เพิ่งรู้จักกันไม่นาน แต่นี่คือคนที่คอยให้คำแนะนำในเชิงลูกหนัง และยังรวมถึงเรื่องนอกสนาม อะไรควรปรับ และอะไรควรแก้ไข ส่งผลให้การปรับตัวเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ทำให้ซน สามารถแจ้งเกิดเป็นผลสำเร็จ และมีฝีเท้าที่พัฒนาขึ้นตามลำดับ 

ซน กล่าวว่ารุด ฟาน นิสเตลรอย ช่วยเหลือผมอย่างมาก เขาเห็นผมลงฝึกซ้อมเป็นครั้งแรก เราทำการพูดคุยกัน เขาบอกว่านายเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมเหมือนกันนะนั่นสื่อความหมายว่า เขาให้ความมั่นใจต่อตัวผมมากเพียงใด ซึ่งผมอยากขอบคุณเขามากเลย

น่าเสียดายที่ทั้งสองคนเล่นร่วมกันที่ฮัมบูร์ก เพียงแค่ฤดูกาลเดียว ก่อนที่ฟาน นิสเตลรอย จะย้ายออกไปร่วมทีมมาลาก้า ทว่าคำแนะนำที่ทิ้งไว้ให้กับซน ฮึง มินช่วยทำให้เด็กที่ไม่มีความมั่นใจในวันนั้น กลายมาเป็นซูเปอร์สตาร์ทีมชาติเกาหลีใต้ ที่ลงเล่นในลีกชั้นนำอย่างพรีเมียร์ลีก เหมือนทุกวันนี้


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com