อาร์เซน่อล เปิดฤดูกาล 3 นัดด้วยผลงานแพ้รวด ยิงประตูไม่ได้ เสียรวม 9 ประตู และจมบ๊วยของตาราง เป็นการเริ่มต้นที่เลวร้ายสุดเท่าที่จะจินตนาการได้

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 134 ปีของสโมสรที่ออกสตาร์ตด้วยการแพ้รวดตลอดสามนัดและยิงประตูคู่แข่งไม่ได้เลย

สถานการณ์ตอนนี้ใช้คำว่า “วิกฤต” ได้เลยแม้ว่ายังไม่พ้นเดือนแรกของฤดูกาลก็ตาม

“ปืนใหญ่” ของ มิเกล อาร์เตต้า เริ่มต้นด้วยการออกไปโดนน้องใหม่ เบรนท์ฟอร์ด พลิกตบในวันเปิดสนามพรีเมียร์ลีก ตามด้วยความปราชัยต่อแชมป์ยุโรป เชลซี และแชมป์พรีเมียร์ลีก แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ไม่มีใครคาดคิดว่าจะผลการแข่งขันจะออกมาย่ำแย่ขนาดนี้ และต้องจมอยู่อันดับสุดท้ายของตารางไปตลอดสองสัปดาห์ของการเบรกทีมชาติ

ที่ผ่านมา แฟนบอล อาร์เซน่อล มักถูกชวนเชื่อด้วยประโยคเดิมๆ ว่า “Trust the process” หรือ “ขอให้เชื่อมั่นในกระบวนการ” ของการสร้างทีม แต่สิ่งที่ทุกคนกำลังตั้งคำตามคือ แท้จริงแล้วกระบวนการหรือขั้นตอนสร้างทีมที่ว่านี้มันเป็นยังไงกันแน่?

“ผมไม่คิดว่าวันนี้จะเป็นวันที่เรามาพูดถึงกระบวนการ” อาร์เตต้า ว่าเอาไว้หลังเกมพ่ายยับต่อ แมนฯ ซิตี้ 0-5 ในนัดล่าสุด “เราต้องพูดถึงผลการแข่งขัน สิ่งที่เกิดขึ้นในสนาม และนั่นแหละ”

“ผมพูดเสมอว่าผมจะเป็นคนที่รับผิดชอบ ผมคิดว่าผมได้มีพิจารณาเกี่ยวกับตัวเองมากขึ้นและยอมรับคำตำหนิในทุกครั้ง แต่เฉพาะในเวลาที่เราแพ้”

“ผมยืนอยูที่นี่วันนี้และทำในสิ่งเดิมๆ แน่นอน ผมตั้งคำถามกับตัวเองและผมจะเป็นต้องพยายามต่อไป และต้องการคนที่ใช่เคียงข้างผม มองทุกการตัดสินใจที่เราทำและผมจะพยายามทำให้ดีขึ้นและเปลี่ยนแปลงให้ได้”

หากเป็นกับสโมสรอย่าง เชลซี มิเกล อาร์เตต้า จะยังอยู่ในตำแหน่งหรือไม่ คำตอบคือ 'ไม่มีทาง' เมื่อพิจารณาจากผลงานในฤดูกาลที่แล้วและสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในฤดูกาลนี้



อาร์เตต้า พาทีมดิ่งเหวต่อเนื่อง

จริงอยู่ว่า อาร์เซน่อล เพิ่งลงสนามฤดูกาลใหม่เพียง 3 นัด แถมต้องเจอปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บและติดโควิด

แต่สิ่งที่ไม่สามารถหาข้อแก้ตัวได้คือ วิธีการเล่นที่แฟนบอลทุกคนเห็นคาตาในนัดล่าสุดที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม อาร์เซน่อล อ่อนหัดในทุกจุดโดยเฉพาะแนวรับหละหลวมโฉ่งฉ่าง ขณะที่แนวรุกก็ไร้พิษสง 

อาร์เซน่อล ได้ครองบอลเพียง 19 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นตลอดทั้งเกมและไม่สามารถยิงบอลตรงกรอบได้เลยแม้แต่ครั้งเดียวซึ่งนับเป็นครั้งแรกในพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2003/04 ที่มีการเก็บสถิติโดย Opta 

สถิติตลอด 3 นัดแรกในฤดูกาลนี้คือ อาร์เซน่อล ได้ยิงตรงกรอบรวมกันเพียง 7 ครั้ง ขณะเดียวกันเปิดโอกาสโอกาสคู่แข่งได้ลุ้นยิงถึง 55 ครั้ง เฉลี่ยแล้วเกือบ 19 ครั้งต่อเกมซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก

มันเหมือนเป็นภาพสะท้อนของทีมที่ขาดคุณภาพและไร้ไอเดียอย่างสิ้นเชิง และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเป็นความรับผิดชอบของผู้จัดการทีม 

“ในเกมแบบนี้ คุณจำเป็นต้องเล่นด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง กล้าที่จะเสี่ยง แต่เราทำได้ไม่ดีพอ” ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง กล่าวหลังเกม

“เราทุกคนต้องหันหน้ามาคุยกัน มันสำคัญเพราะเราคือ อาร์เซน่อล และเราจำเป็นต้องมีความภาคภูมิใจ เราจำเป็นต้องคุย คุยอย่างเปิดอกและจริงใจ” 

หลังเบรกทีมชาติกลับมา อาร์เซน่อล มี 4 นัดสำคัญรออยู่ เริ่มด้วยเจอ นอริช ทีมน้องใหม่ที่แพ้รวด 3 นัดเช่นกันแต่เป็นรองบ๊วยเพราะประตูได้-เสียดีกว่า

จากนั้นไปเยือน เบิร์นลีย์ ก่อนกลับมาเล่นในบ้านทำศึกนอร์ธ ลอนดอน ดาร์บี้แมตช์ กับ สเปอร์ส ทีมที่ผลงานตรงกันข้ามมี 9 คะแนนเต็มจาก 3 นัดแรกและไม่เสียประตูเลย ก่อนปิดท้ายไปเยือน ไบรท์ตัน ที่ เอเม็ก สเตเดี้ยม

4 เกมต่อไปนี้ไม่มีที่ว่างสำหรับความผิดพลาดอีกแล้ว บอร์ดบริหารของ อาร์เซน่อล อาจให้การหนุนหลัง มิเกล อาร์เตต้า และไม่คิดเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมในเร็วๆ นี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความอดทนต่อกุนซือชาวสแปนิชจะเริ่มลดน้อยเรื่อยๆ หากไม่สามารถคว้าผลการแข่งขันหรือมีฟอร์มการเล่นที่ดีได้



โอเดการ์ด แข้งใหม่คนเดียวที่ลงตัวจริงนัดล่าสุด

“หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะได้ผู้เล่นตัวหลักกลับคืนมาอีกครั้ง” อาร์เตต้า กล่าว “เราเสียผู้เล่นไปหลายคนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านๆ มา”

“มันถึงเวลาจะต้องตอบสนอง ถึงเวลาที่ต้องมองตัวเองในกระจก ทุกๆ คนเลย และพยายามเปลี่ยนแปลงในทันทีเพราะเราจำเป็นเก็บคะแนนให้ได้”

การกลับมาของ โธมัส ปาร์เตย์ น่าจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งในแดนกลางให้ อาร์เซน่อล ได้  อดีตแข้ง แอตเลติโก มาดริด เตรียมลงซ้อมในสัปดาห์หน้าหลังได้รับบาดเจ็บข้อเท้าในช่วงปรีซีซั่น

เบน ไวท์ กับ กาเบรียล มากัลเญส สองแนวรับที่ถูกวางไว้เป็นตัวจริงคู่กันในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กก็น่าจะพร้อมหลังเบรกทีมชาติ และน่าจะช่วยทุเลาปัญหาในเกมรับได้ไม่มากก็น้อย

การลงสนามเป็นตัวจริงของ เซอัด โคลาซินัช หนึ่งในนักเตะที่ อาร์เซน่อล พยายามโละออกจากทีมในซัมเมอร์ก็เป็นการตอกย้ำถึงความตกต่ำของทีมได้ชัดเจนที่สุด 

ขนาดนักเตะที่กำลังจะย้ายออก ยังได้ลงตัวจริงในเกมที่สำคัญที่สุดอีกเกมในฤดูกาลนี้ เป็นการตัดสินใจที่แฟนบอลต่างตั้งคำถามกับสโมสรไม่ต่างจากอีกหลายเรื่องที่ผ่านมา

อาร์เซน่อล ใช้เงินซื้อนักเตะรวมกันมากถึง 130 ล้านปอนด์ มากสุดในอังกฤษ แต่มีเพียง มาร์ติน โอเดการ์ด คนเดียวที่ได้ลงตัวจริงในเกมล่าสุด

อารอน แรมส์เดล, อัลเบิร์ต แซมบี้ โลคองก้า และ นูโน่ ตาวาเรส ต่างเป็นสำรองไม่ถูกส่งลงสนาม ขณะที่ เบน ไวท์ พลาดลงเล่นเพราะป่วยโควิด

ด้วยการที่ทีมต้องการทำผลงานให้ดีขึ้นกว่า 2 ฤดูกาลหลังสุดที่จบเพียงอันดับ 8 ของตาราง แต่ทำไมพวกเขาถึงใช้เงินมากขนาดนี้เพื่อแลกกับนักเตะที่ยังไม่พร้อมลงสนามและไม่สามารถยกระดับทีมได้ในทันที

ขณะเดียวกัน หลายคนก็ไม่เข้าใจในการปล่อยตัว วิลเลี่ยน ซาลีบา กองหลังดาวรุ่งที่ได้รับการยอมรับว่ามีพรสวรรค์ ออกไปเล่นให้ทีมอื่นด้วยสัญญายืมตัวเป็นรอบที่ 3 ในขณะที่ ปาโบล มารี, คาลั่ม แชมเบอร์ส, ร็อบ โฮลดิ้ง หรือกระทั่ง โคลาซินัช ยังอยู่ในทีมตอนนี้

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่การตัดสินใจของ อาร์เซน่อล ก่อให้เกิดคำถามขึ้นในตอนนี้ซึ่งรวมถึงสถานการณ์ของ กรานิต ชาคา ที่ช่วงซัมเมอร์เกือบได้ย้ายทีมออกไปอยู่แล้ว

ชาคา ควรต้องเป็นนักเตะของ โรม่า ไปแล้วหากทีมดังแห่งเซเรีย อา ยอมจ่ายค่าตัวตามที่ อาร์เซน่อล ต้องการ ตัวนักเตะต้องการย้าย และ อาร์เตต้า ก็เปิดทาง

ทว่าความจริงคือ ชาคา ยังอยู่กับสโมสร และไม่เพียงแค่นั้นเขายังทำหน้าที่กัปตันทีมในช่วงที่ โอบาเมย็อง ไม่ได้อยู่ในสนามและได้รับการขยายสัญญาเพิ่มอีกด้วย 



โอบาเมย็อง กระตุ้นทุกคนหันหน้ามาคุยกัน

การได้ใบแดงในเกมพ่ายต่อเรือใบสีฟ้าไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นครั้งที่ 4 เข้าให้แล้วนับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีม และแน่อนว่าแต่ละครั้งสร้างความเสียหายต่อทีมอย่างมาก

บางคนอาจโต้แย้งได้ว่าใบแดงของกัปตันทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์โหดร้ายเกินไปหรือไม่ แต่ความจริงคือการเข้าบอลสะเพราะแบบนั้นบีบให้ผู้ตัดสินใจต้องตัดสินใจอยู่แล้ว และเขาเองก็ควรรู้ก่อนใครเพื่อนว่าต้องเล่นด้วยความระวังในการเจอทีมที่แกร่งกว่าอย่าง แมนฯ ซิตี้ 

อาร์เตต้า มีโอกาสที่ดีในการปรับเปลี่ยนแดนกลางใหม่ให้ โธมัส ปาร์เตย์ ได้จับคู่กับคนอื่นในระยะยาว แต่กลายเป็นตอนนี้ได้จับ กรานิต ชาคา ต่อสัญญาออกไปทั้งที่รู้เต็มอกว่าปัญหาเดิมๆ ในสไตล์การเล่นที่นำไปสู่ใบเหลือง-ใบแดงได้ง่าย คงเกิดอีกไม่ช้าก็เร็วเหมือนเช่นหลายปีที่ผ่านมา 

การอยู่ต่อของ กรานิต ชาคา จึงเหมือนเป็นบทสรุปความเป็นไปภายในรั้วเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ที่ยากต่อการเข้าใจ หรืออันที่จริง คนที่มีส่วนในการตัดสินใจอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ!


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com