ใครชมเกมบุกรัง แอตเลติโกม มาดริด ตลอด 90 นาทีคงคิดไม่ต่างกันว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รอดตัวและได้ผลการแข่งขันที่น่าพอใจอย่างมากกลับออกมา

ตลอด 90 นาทีเป็นฝั่ง ตราหมี ที่เดินหน้ากดดันใส่ ปิศาจแดง อย่างต่อเนื่อง เกมเพรสซิ่งหรือกดดันฝ่ายตรงข้ามเป็นทาง โรฆีบลังโกส ที่ดูดุดันและกระตือรือร้นมากกว่าหลายเท่า โดยเฉพาะจังหวะเข้าทำที่แทบได้ลุ้นทุกจังหวะ

การเดินเกมริมเส้นที่น่ากลัวของ แอต.มาดริด ได้สร้างความปั่นป่วนให้ฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งทีมเยือนอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงเท่านั้นแดนกลางเป็นรองชัดเจนเพราะไม่สามารถตัดเกมหรือกดดันเจ้าถิ่นได้เป็นชิ้นเป็นอัน รวมไปถึงบอลจังหวะสองที่ดูเหมือนจะไม่เป็นใจให้ตัวแทนจากอังกฤษ

เมื่อเป็นเช่นนั้นบอลก็แทบไม่ถึงแนวรุกเลย และหาก ผีแดง สามารถต่อเกมได้เมือไหร่ บรรดาแข้ง ตราหมี จะเข้าถึงเร็วพร้อมกดดันแบบกัดไม่ปล่อย เราจึงเห็นว่า คริสเตียโน โรนัลโด้ แทบจะคายพิษสงไม่ได้เลยเพราะโดนตามประกบตลอดเวลา ไหนจะโดนสกัดหรือเตะตอดนิดตอดหน่อยทุกๆ ครั้งที่สัมผัสบอล (ยังไม่รับรวมเสียงโห่แฟนบอลเจ้าถิ่นที่ดังตลอดเวลาเมื่อแข้งโปรตุเกสได้บอล)

เรื่องดังกล่าวไม่ต่างกับกรณีของแนวรุกคนอื่นๆ ที่แทบจะไม่มีเวลาให้คิดถึงจังหวะต่อไป เมื่อบอลถึงท้า วินาทีต่อไปจะมีนักเตะเจ้าถิ่นถึงตัวแทบทันที หรือหันก็จะเจอนักเตะ ตราหมี ขวางทางแทบทุกครั้ง

บวกกับประตูช่วงต้นเกมของ แอตติโก มาดริด ทำให้รูปเกมเทไปฝั่งเจ้าบ้านอย่างเห็นได้ชัดและเมื่อผ่าน 45 นาทีแรกงานหนักตกไปอยู่กับ ราล์ฟ รังนิก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่เมื่อกลับมาลงสนามกันต่อ ดูเหมือน ปิศาจแดง จะเล่นได้นิ่งขึ้นกว่าเดิมพอสมควรเพราะมีหลายๆ จังหวะที่สามารถสกัดกั้นการทำเกมของเจ้าถิ่นได้ดีขึ้น แม้ว่าจังหวะจบสกอร์ยังเป็น ตราหมี ที่ทำได้ดีกว่าและแทบจะไม่เปิดโอกาสให้ทีมเยือนได้สับไก

ถึงตรงนี้เทรนเนอร์ชาวเยอรมันของผีแดงจัดการปรับเกมโดยเฉพาะจุดที่เป็นรองทั้งฟูลแบ็กและแดนกลาง ซึ่งหลังจบเกม รังนิก พอใจกับผลลัพธ์ที่ออกมาเพราะมันทำให้ทีมทำผลงานได้ดีขึ้นทันตาเห็น

จุดที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนคือริมเส้นสองฝั่งที่ได้ อารอน วาน-บิสซาก้า กับ อเล็กซ์ เตลลิส ลงไปช่วยงานทั้งเกมรับและเกมรุก อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมิติในการเล่นให้มีมากกว่าเดิม 

ส่วนแดนกลาง เนมันย่า มาติช ที่อาจจะดูเชื่องช้า แต่ได้ความแน่นอนและการอ่านเกมดักจังหวะ ส่งผลให้การเบรกเกมหรือตัดจังหวะทำได้ดีกว่าเดิม

สิ่งเหล่านี้ถือว่ามีส่วนสำคัญในการได้ประตูตีเสมอ ซึ่งต้องชมแนวรุกทุกๆ รายที่มีส่วนไม่ว่า โรนัลโด้, ซานโช่, บรูโน่ และ เอลังก้า คนจบสกอร์ (อีกหนึ่งรายคือ เฟร็ด ที่ส่งต่อให้ บรูโน่ มีพื้นที่และเวลาคิดแบบเหลือเฟือ)

ถือว่าเป็นผลเสมอที่ดีสำหรับ ผีแดง เพราะหากพิจารณาจากรูปเกมต่างๆ ต้องยกให้ แอตเลติโก มาดริด สมควรคว้าชัยเพราะนอกจากประตูที่นำเร็วยังมีจังหวะชนคานอีกถึง 2 ครั้ง (ทั้งช่วงท้ายครึ่งแรกและครึ่งหลัง)

หากมองในแง่ดี (นอกเหนือจากรูปเกมที่เป็นรอง) นั่นคือการฉวยโอกาสของผู้เล่นปิศาจแดง เพราะการได้ประตูจากจังหวะเข้าทำ เอลังก้า เป็นโอกาสการยิงตรงเกมครั้งแรกในเกมเมื่อผ่านไป 80 นาที !!! 

มันคือพัฒนาการที่ รังนิก ดูจะพอใจหากพิจารณาจากการให้สัมภาษณ์หลังจบเกม เพราะถึงแม้ทีมจะเล่นไม่ดีแต่สามารถฉวยโอกาสและคว้าผลเสมอกลับออกมาได้จากทีมที่ดีอย่าง แอตเลติโก มาดริด

ด้วยรูปเกมที่เป็นรองอย่างชัดเจนเมื่อผ่าน 45 นาทีแรก แต่นักเตะยังคงไม่ถอดใจเดินหน้าเล่นเกมของตนเองต่อไปบวกกับการปรับแท็กติกที่เห็นผลในเกมล่าสุด ทำให้ผลเสมอ 1-1 เป็นผลการแข่งขันที่ทุกคนยิ้มอกมาได้

ผ่านงานหนักนัดแรกไปแล้วซึ่งผลเสมอถือว่าช่วยเพิ่มกำลังใจให้นักเตะได้มากโขอย่างแน่นอน แต่งานตรงนี้ยังไม่จบและเมื่อไม่มี 'กฎประตูทีมเยือน' ทำให้ทุกๆ อย่างเท่ากันในนัดที่ 2 ณ สนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด

ถึงจะได้โอกาสลงเล่นในรังตนเองแต่ห้ามประมาทลูกทีม ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ โดยเด็ดขาด เพราะมีหลายๆ สโมสรที่น้ำตาตกมาแล้วยามที่ต้องรับมือ ตราหมี 

ที่สำคัญคือเมื่อผ่านพ้นเกมวันเสาร์นี้ไป (เปิดบ้านดวล วัตฟอร์ด) แมนฯ ยูไนเต็ด จะเข้าสู่โปรแกรมมหาโหดชนิดที่เรียกว่าต้องฝ่าดงห่ากระสุนและทุ่นระเบิด เพราะทีมมีคิวเจอทั้ง แมนฯ ซิตี้, สเปอร์ส ก่อนจะดวล แอต.มาดริด และหลังจากนั้นก็ต้องเจอกับ ลิเวอร์พูล ส่งท้ายเดือนมีนาคม

4 นัดสำคัญในการกำหนดชะตาของตนเองทั้งในพรีเมียร์ลีก และ แชมเปี้ยนส์ ลีก มันคือขวากหนามที่รอให้ขุนพลปิศาจแดงเดินฝ่า

จะเจอกับความเจ็บปวดรวดร้าวหรือผ่านมาโดยมีรอยขีดข่วนน้อยที่สุด ผลการแข่งขันที่ออกมาจะเป็นตัวชี้วัด


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com