ฟุตบอลไทยลีกยุค 4.0 รสชาติยังเข้มเข้นสมกับที่แฟนบอลตั้งหน้าตารอคอยมาอย่างยาวนาน แน่นอนว่าทุกนาทีในสนามตลอด 2 เกมที่ผ่านมา ล้วนมีเหตุการณ์ให้พูดถึงมากมาย ทั้งมุมสว่างและมุมมืด

เริ่มกันที่มุมสวยงามของลูกหนังไทยในฤดูกาล 2021-22 ที่มีการพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดไม่ว่าจะเป็นแนวทางฟุตบอลสมัยใหม่ที่ถูกนำมาใช้เป็นวงกว้าง ตั้งแต่การเล่นบอลกับพื้น 

การบิวด์อัพสร้างเกมรุกตั้งแต่กองหลัง ความแน่นอนแม่นยำในการส่งบอลมีความแน่นอนขึ้น จังหวะจะโคนทั้งรับและรุกมีความลงตัวดูแล้วเพลินตา การเล่นเพรสซิ่งและความฟิตของนักเตะก็ไปในทางบวก 

แถมนักเตะต่างชาติที่เพิ่งตบเท้าเข้ามาโกยเงินบาท เริ่มปล่อยของหลายคน ไม่ว่าจะเป็น แอร์ตอน ติราบาสซี กองหลัง และ แฮมิลตัน โซอาเรส หัวหอกฝาแฝดของ โดเมนิค คัลเวิร์ต-เลวิน ของน้องใหม่อย่าง “พญาไก่ชน” หนองบัว พิชญ เอฟซี

หรือจะเป็น มาร์โก ซาฮาเนค จอมทัพของ “สวาทแคท” นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ที่แม้จะยังไม่สามารถช่วยให้ทีมเอาชนะใครได้ แต่แววของแข้งออสเตรียรายนี้มีอะไรให้ติดตามอีกเยอะ 

แต่วงการฟุตบอลก็เหมือนชีวิตคน มีด้านสว่างย่อมมีด้านมืดให้คอลูกหนังได้มีเรื่องได้เสวนากันอย่างออกรส ซึ่งประเด็นหลักยังคงเป็นเรื่องเดิมๆ ที่ถูกพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน นั่นก็คือการทำหน้าที่ของ “ผู้ตัดสิน” ในสนาม


นับตั้งแต่ออกสตาร์ทนัดแรกนับเฉพาะฟุตบอลรีโว่ ไทยลีก 1 มีเหตุการณ์ตัดสินค้านสายตาแฟนบอลไทยอย่างชัดเจน 

เริ่มตั้งแต่นัดเปิดหัวที่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด รองแชมป์เก่า เสมอกับ สุพรรณบุรี เอฟซี ไปแบบไร้สกอร์ 0-0 โดย วรินธร สัสดี เมินให้จุดโทษแก่ทีมเยือน สุพรรณบุรี เอฟซี ในจังหวะที่ ดานิโล หัวหอกแซมบ้า กระดกบอลผ่าน ดิเกา กองหลังเพื่อนร่วมชาติเข้าไปทำประตู ทว่าแนวรับ “ปราสาทสายฟ้า” กลับชักแขนออกมาขวางลูกบอลก่อนที่จะเข้าไปถึงระยะสับไกยิง 

แม้จะมีสัญญาณจากห้อง VAR ที่ตั้งอยู่ภายในอาคารจิตต์อุทัย ฐานบัญชาการของบริษัท ไทยลีก จำกัด และ ห้องทำงานของผู้ตัดสินสมาคมฯ ว่ามีการแฮนด์บอลเกิดขึ้น ก่อนที่ “เปาวรินธร” จะไปดูภาพช้าจังหวะดังกล่าวที่จอข้างสนามเพื่อความมั่นใจ ก่อนจะเดินกลับมาปฏิเสธการให้จุดโทษแก่ สุพรรณบุรี เอฟซี 

แต่เมื่อกางกฎและกติกาการแข่งขัน (Laws of the Game) ที่ร่างกฎและกติกาสากลตามระเบียบฟุตบอลนานาชาติ หรือ IFAB (International Football Association Board) ต้องบอกว่าจังหวะนั้นเป็นจุดโทษ เพราะบอลไปสัมผัสนักเตะเกมรับบริเวณต่ำกว่ารักแร้ หรือการกางแขนออกมาให้ใหญ่ขวางทางจังหวะทำประตูอย่างชัดเจน 


สุดท้ายกลายเป็นโชคร้ายของทีมเยือน และเจ้าบ้านเป่าปากโล่งใจ เพราะเกือบสะดุดแพ้คาบ้านตั้งแต่ไก่โห่ แต่เสียงวิจารณ์ยังไม่ลดลงง่ายๆ 

จากนั้นความวัวยังไม่หาย ความควายก็เข้ามาแทรกต่อเนื่อง ในเกมสัปดาห์ล่าสุด เริ่มจากศึก “เอล กลาซิโก้ เมืองไทย” ระหว่าง เมืองทอง ยูไนเต็ด ปะทะแข้งกับคู่ปรับแต่ชาติปางก่อน “ฉลามชล” ชลบุรี เอฟซี โดยไล่เรียงตั้งแต่จังหวะบอลไปโดนแขน “ทรงชัย ทองฉ่ำ” ปราการหลังดาวโรจน์ของ “ฉลามชล” แต่ผู้ตัดสินเมินเฉย เพราะหากใครจำกันได้ “กิเลนผยอง” เคยเสียจุดโทษลักษณะเดียวกันในเกมเสมอกับ พีที ประจวบ เอฟซี ในนัดเปิดหัวรีโว่ ไทยลีก 1 มาแล้ว 

หรือจะเป็นจังหวะบอลไปโดนแขนของ ฉัตรมงคล เรืองฐนโรจน์ แบ็คซ้ายพลังหนุ่ม แต่ผู้ตัดสินปล่อยให้เล่นต่อ จนเป็นที่มาของประตูขึ้นนำของ “ฉลามชล” 


ท้ายเกม กรวิทย์ ทะสา หัวหอกหุ่นเพียวลมของ “กิเลนผยอง” โดน “จูเนียร์​ เอลด์สตอล” ปราการเหล็กเลือดเสือเหลือง กระทุ้งแข้งล้มลงในกรอบเขตโทษ ทำให้ผู้ตัดสิน อนุสรณ์ หนูแก้ว ตัดสินใจเป่าให้เจ้าบ้าน “เมืองทอง” ได้จุดโทษ 

แถมไม่ได้ไปเช็กที่จอ VAR ข้างสนาม นั่นแสดงว่าเปารายนี้มั่นใจว่าจังหวะนี้เป็นจุดโทษจริงๆ ซึ่งหากใครได้ติดตามฟุตบอลลีกยุโรปคงไม่แปลกใจกับจังหวะนี้ เพราะหากในห้อง VAR การันตีว่าเป็นจุดโทษแน่นอน ผู้ตัดสินไม่จำเป็นต้องไปดูภาพจากหน้าจอข้างสนามให้เสียเวลา

แต่เมื่อดูจากภาพช้าผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์จะเห็นว่าจังหวะเข้าสกัดบอลของ เอลด์สตอล โดนบอลก่อน และทิศทางการสกัดมีเจตนาเล่นบอลแบบ 100% แน่นอนว่าจังหวะแบบนี้ในห้องควบคุม VAR เห็นชัดเจนอย่างแน่นอน 

แล้วทำไมทีมงาน VAR จึงไม่เรียกให้ผู้ตัดสินไปดูจอให้แน่ใจแจ่มแจ้งในจังหวะดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหา

สุดท้ายเมื่อผู้ตัดสิน อนุสรณ์ ไม่เปลี่ยนใจอดิศักดิ์​ ไกรษร จึงสังหารบอลเข้าประตู และผลการแข่งขันจบลงด้วยผลเสมอกัน 3-3


ซึ่งหลังเกมทั้ง มาริโอ ยูรอฟสกี้ กุนซือ เมืองทองฯ และ “โค้ชเตี้ย” สะสม พบประเสริฐ ของฝั่งชลบุรี จะพยักหน้าเห็นพ้องกันว่าโดน “ผู้ตัดสิน” แกงแล้ว 

ฝั่ง มาริโอ ยูรอฟสกี้ กุนซือของ “กิเลนผยอง” ออกอาการมึนตึ๊บกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมตั้งคำถามว่า สรุปแล้วมาตรฐานการทำหน้าที่ของตุลาการในสนามเป็นอย่างไรกันแน่ จะเอายังไงก็ต้องรีบออกมาเคลียร์ ชี้แจงด้วยเหตุด้วยผล เชื่อว่าทุกฝ่ายพร้อมรับฟังข้อมูลจากฝั่งผู้ตัดสิน ฟุตบอลไทยจะได้เดินต่อไปแบบสวยๆ ไร้ข้อครหาในอนาคต โดยเฉพาะ “ท่านเปา” ที่ยังคงโดนหมายหัวว่าเป็น วายร้ายของวงการฟุตบอลไทย 


แต่ทางบอร์ดบริหารของ เมืองทองฯ ยังไม่รอคำชี้แจง ตัดสินใจร่อนหนังสือฟ้องผู้ตัดสิน อนุสรณ์ ไปยังสมาคมฯ เช่นเดียวกับ นคราชสีมา มาสด้า เอฟซี ที่ยังคาใจกับจังหวะเสียจุดโทษท้าย ในเกมพ่าย สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ไป 3-2 เช่นเดียวกัน

ต้องมาติดตามกันว่าทางสมาคมฯ จะมีแอคชั่นยังไงเกี่ยวกับเหตุการณ์ไม่โปร่งใสของผู้ตัดสิน เพื่อสร้างบรรทัดฐานและทำให้สังคมลูกหนังหายคาใจกับทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมาเสียที 

อย่าลืมว่าปัจจุบันทุกสโมสรต่างแบกรับภาระอันหนักอึ้งกับสภาพที่โควิด-19 ระบาดอย่างหนัก แถมยังต้องพัฒนาสโมสรให้ได้มาตรฐานคลับไลเซนซิ่งที่ เอเอฟซี หรือสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย ซึ่งทุกอย่างต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล

แต่ผู้บริหารสโมสรพร้อมที่จะทุ่มเม็ดเงินดังกล่าว เพื่อหวังพัฒนาวงการลูกหนังไทยให้มีความยั่งยืน เทียบเท่านานาประเทศ 

ขณะที่นักเตะเองก็มีการพัฒนาขีดความสามารถของตัวเองให้ทัดเทียมคุณภาพของนักเตะระดับเอเชีย เพื่อสร้างให้เกมในสนามมีความสนุก เร้าใจ และต่อยอดสู่การไปค้าแข้งในต่างประเทศไทยต่อไป 


ซึ่งทุกคนต่างจับมือกันก้าวไปข้างหน้า แต่ว่า “ผู้ตัดสิน” กลับด้อยคุณภาพกันเอง ทั้งที่มี VAR ช่วยเหลือ กลับไม่สามารถสร้างความโปร่งใสและเชื่อใจแก่คนลูกหนังได้ 

แน่นอนว่ามันกลายเป็นสิ่งเหนียวรั้งวงการฟุตบอลไทยไม่ให้เดินไปไกลกว่านี้ได้

อย่าลืมนะครับว่านี่คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของวงการฟุตบอลไทย เพราะบรรยากาศมันซบเซากว่าแต่ก่อน หาก “ผู้ตัดสิน” ยังไม่ยอมยกระดับตัวเองทุกอย่างมันจะพังทั้งระบบ เพราะหากเป็นอย่างนั้นทุกอย่างที่ทำมามันจะศูนย์เปล่า 

ถึงเวลาแล้วที่ “ผู้ตัดสิน” เปลี่ยนจากวายร้าย มาเป็นพระเอก ช่วยกันพัฒนาวงการฟุตบอลไทย ให้ก้าวหน้าไปด้วยกันดีกว่าครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com