6 ตุลาคม 2001 น่าจะเป็นอีกวันแห่งความทรงจำของแฟนบอลอังกฤษที่ทีมต้องลุ้นระทึกถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บในเกมที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดกับการเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลก 2002

         ฟรีคิกของ เดวิด เบ็คแฮม ในนาทีที่ 90+3 ให้ทัพ “สิงโตคำราม” ตีเสมอ กรีซ 2-2 ส่งให้ทีมของ สเวน-โกรัน อีริคส์สัน เข้ารอบสุดท้ายโดยไม่ต้องไปเหนื่อยในการเล่นเพลย์ออฟ

         เรียกได้ว่านี่น่าจะเป็นหนึ่งในฟรีคิกที่โด่งดังที่สุดในโลก เพราะนี่คือ เดวิค เบ็คแฮม นี่คือประตูสุดสวย นี่คือทีมชาติอังกฤษ นี่คือตั๋วเข้าสู่รอบสุดท้ายในการแข่งขันที่ เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น ส่งให้ เยอรมัน ที่ลุ้นอยู่ต้องไปเหนื่อยต่อแทนหลังหล่นไปเป็นที่สองของกลุ่มจากประตูนี้

         ย้อนกลับไปที่เกมนั้น กรีซ ที่ไม่มีลุ้นอะไรแล้วทำเซอร์ไพรส์ด้วยการบุกนำก่อนจาก อันเจลอส ชาริสเตอัส นาทีที่ 36 ก่อนที่ เท็ดดี้ เชอริงแฮม จะมาโหม่งตีเสมอนาทีที่ 68 แต่แค่นาทีเดียวให้หลัง เธมิสโตคลิส นิโคไลดิส จะพังประตูให้ผู้มาเยือนออกนำอีกครั้ง


         เกมที่ทำท่าว่าจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ในเกมนั้นแต่ฟรีคิกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนี่แหละช่วยให้ทีมเก็บหนึ่งแต้มสำคัญเอาไว้ได้

จอห์น ม็อตสัน คอมเม้นเตเตอร์ พูดถึงฟรีคิกในวันนั้นว่ายังแทบไม่อยากเชื่อว่าบอลจะม้วนไปกองอยู่ที่ก้นตาข่าย แต่ช่วงเวลานั้นอารมณ์มันพลุ้งพล่านเป็นอย่างมาก

         “เบ็คแฮม… เยส! เยส! สำเร็จแล้ว เดวิด เบ็คแฮม! สุดยอดไปเลย! 2-2 และอังกฤษยังได้ไปฟุตบอลโลกอยู่” เสียงสุดตื่นเต้นผ่านทางบีบีซีในขณะที่ทุกคนกระโดดกันอย่างมีความสุขสุดๆ

         “มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ มันยังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ว่า อังกฤษ จะผ่านเข้ารอบโดยอัตโนมัติที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ตอนที่ เบ็คแฮม ทำประตูได้ เพราะ เยอรมันยังเล่นกับ ฟินแลนด์ ที่เกลเซ่นเคียร์เช่น”


         “ผมได้ยินว่าสกอร์ยัง 0-0 แต่หาก เยอรมัน ยิงได้ในนาทีสุดท้าย พวกเขาก็จะมีแต้มมากกว่าเรา”

         “เทรเวอร์ บรู๊คกิ้ง กับผมกระโดดตัวลอยตอน เบ็คแฮม ทำประตูได้ ผมไม่เคยเห็น เทรเวอร์ มีชีวิตชีวาเท่านี้มาก่อนเลย เขาถึงกับทำอุปกรณ์บางอย่างตกโต๊ะต่อหน้าเรา เราทั้งคู่ตื่นเต้นอย่างมาก”

         “อันที่จริงคอมเม้นเตเตอร์ควรจะแสดงออกอย่างไม่มีอคติอะไร แต่เมื่อคุณอยู่กับทีมชาติอังกฤษ คุณมีความกระตือรือร้นในความรักชาติอย่างไม่ต้องสงสัย”

         ย้อนกลับไปที่เกมดังกล่างในขณะที่ เดวิด เบ็คแฮม วางบอลลงนั้น เสียงนกหวีดในเกมระหว่าง เยอรมัน กับ ฟินแลนด์ นั้นจบลงก่อนแล้วด้วยสกอร์ 0-0 ในขณะที่แข้ง “อินทรีเหล็ก” พากันมาดูเกมที่ยังไม่จบที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดผ่านจอทีวีที่กำลังถ่ายทอดกันอยู่


         “ผมเพิ่งเคยได้ยินเสียงกรีดร้องแบบนั้น ผมจำได้ว่า โอลิเวอร์ คาห์น ผู้รักษาประตูของเยอรมันสาปแช่งเสียงดังเมื่อ เบ็คแฮม ทำประตู” อันติ นีมี่ ผู้รักษาประตูชาวฟินแลนด์เผย

         “พวกเขาอารมณ์เสียกันอย่างมาก”

         แน่นอนว่า นีมี่ มีสิทธิ์มีเสียงอย่างเต็มเปี่ยมเพราะเขานี่คือที่ช่วยเซฟประตูไม่ให้พลพรรคจากเมืองเบียร์เจาะตาข่ายไปได้ ทำให้ เยอรมัน และ อังกฤษ จบรอบคัดเลือกด้วยการมี 17 คะแนนเท่ากัน แต่ อังกฤษ เข้ารอบด้วย เฮ้ด-ทู-เฮ้ด ที่เหนือกว่าเพราะแม้จะแพ้ในบ้าน 0-1 แต่บุกชนะที่มิวนิค 5-1

         “ผมย้ายไป เซาธ์แฮมป์ตัน ในปี 2022 และผมยังคงได้รับคอมเม้นต์จากแฟนบอลว่า 'ทำได้ดีมากเกมที่เยอรมัน'”


         ย้อนกลับไปที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด หลังจบเกม ดีเจ เริ่มงานปาร์ตี้ด้วยการประกาศผลของ เยอรมัน และมันก็เต็มไปด้วยเสียงเฮของแฟนบอลอังกฤษ

         ในขณะที่ มาร์ติน คีโอว์น ที่ลงเล่นตัวจริงในตำแหน่งกองหลังให้กับ อังกฤษ ในเกมนั้นกล่าวว่า “เกมนี้มันไร้อารมณ์จริงๆ มันเป็นหนึ่งในเกมที่คุณอยากดูมากกว่าที่จะลงเล่น คุณคิดว่า 'ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่ตอนนี้'”

         “ผู้คนดูลองลอยมากๆและไม่มีส่วนร่วม แค่ดูเกมและมันแปลกที่ต้องเล่นในโอลด์ แทรฟฟอร์ดในฐานะนักเตะ อาร์เซน่อล ในตอนนั้น คุณต้องจดจำสนามในเกมที่เราลงเล่นที่นั่น

         “ผมแค่รู้สึกว่าทุกคนถูกตรึงเอาไว้ เวลาหยุดนิ่ง ไม่มีอะไรถูกต้อง ทีมดูฝืดๆ มันไม่เกิดขึ้น”


         ด้าน เท็ดดี้ เชอริงแฮม ที่ลงมาเป็นสำรองและทำประตูเล่าว่า “ผมจำได้ว่านั่งกับ แกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษในเวลานี้”

         “เราตามหลัง 0-1 ในครึ่งแรกและผมจำได้ว่าบทสนทนาของเราในระหว่างเดินเข้าห้องแต่งตัวก็คือ 'นี่คือที่ที่เราจะได้รู้ว่า สเวน เก่งแค่ไหน เขาจะได้มันในตอนนี้ เราจะได้ยินคำพูดบางอย่าง การพูดคุยและการวางแผนและเราจะได้เห็นว่าทำไมเขาถึงเป็นทีมชาติอังกฤษ'”

         “เราทั้งคู่กลับมาที่นั่งของเราและพูดว่า 'นั่นไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไรเลยใช่ไหม? คุณคาดหวังว่าผู้จัดการทีมจะทำอะไรสักอย่าง พูดอะไรสักอย่าง เปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ไม่มีแรงบันดาลใจที่แท้จริง ผมกับ แกเร็ธ ทำได้แค่นั่งมองหน้ากันเท่านั้น'


         ส่วนในจังหวะฟรีคิกช่วงทดเจ็บ เชอริงแฮม เผยพร้อมรอยยิ้มว่า “ผมพูดกับ เบ็คส์ ว่า 'ให้ฉันยิงลูกนี้เถอะ นายยิงมาพอแล้ว'

         “เขาตอบมาว่า 'เท็ด, นายไม่สามารถยิงประตูจากตรงนี้ ไปอยู่ในกำแพง' ผมถอยออกมาเพราะเห็นเขาซ้อมฟรีคิกมาหลายปี ผมสามารถยิงเสียบสามเหลี่ยมได้แต่เขาสามารถยิงเข้าประตู 6 หรือ 7 หนจาก 10 ครั้งในการยิงเสียบสามเหลี่ยมไปเลย นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ”

         คนที่จะขาดไปไม่ได้เลยกับการเล่าเรื่องนี้ก็คือ เดวิด เบ็คแฮม คนยิงประตูนั้นที่ย้อนอดีตเมื่อ 20 ปีที่แล้วให้ฟังว่า “ผมขุนลุกเมื่อคิดถึงมัน พูดถึงมัน ดูมัน มันเป็นช่วงเวลาที่สุดพิเศษ”


         “ช่วงเวลานั้นคือการไถ่ถอนกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะจนถึงตอนนั้นมันยังมีเมฆลอยวนอยู่กับการโดนไล่ออก (ในบอลโลก 1998) ผมรู้ว่าแฟนบอลอังกฤษพันธุ์แท้และแฟนบอลที่ไม่ชอบผมมา 2-3 ปี จู่ๆก็แบบ 'โอเค แค่นี้นะ เราเดินไปกันต่อได้'”

         “การเป็นตัวแทนของประเทศ เป็นกัปตันของประเทศ ทำประตูที่มีความหมายอย่างมากต่อประเทศและแฟนบอลและทำทุกอย่างที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด สำหรับผมมันไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบไปกว่านี้อีกแล้ว”

         ในวันนั้น เดวิด เบ็คแฮม เป็นวีรบุรุษของชาติอย่างสมบูรณ์แบบ ลบล้างกับความโกรธแค้นของแฟนบอลจากการโดนไล่ออกในเกมกับ อาร์เจนติน่า ในฟุตบอลโลก 1998 ได้อย่างสิ้นเชิง


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com