ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2021/22 ในรอบแบ่งกลุ่ม จับสลากกันไปแล้วเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ที่เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี

ผลที่ออกมาน่าสนใจหลายกลุ่มและมีบิ๊กแมตช์ยักษ์ชนยักษ์เพียบ มีปูมหลัง มีความเชื่อมโยงมากมายให้ได้พูดถึง

กฎกติกาในการเข้ารอบยังคงเหมือนเดิม แข่งพบกันหมดเหย้า-เยือนรวมทีมละ 6 นัด 2 ทีมที่มีคะแนนมากสุดได้ผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ 32 ทีมสุดท้าย

วันนี้เราจะมาวิเคราะห์ความน่าจะเป็นกันว่าในแต่ละกลุ่มจะมีทีมใดมีโอกาสที่จะคว้าตั๋วเข้ารอบต่อไปได้  

กลุ่ม เอ : แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (อังกฤษ), ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ฝรั่งเศส), แอร์เบ ไลป์ซิก (เยอรมนี), คลับ บรูช (เบลเยียม)


แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โคจรมาเจอกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เรียกเสียงซี้ดได้อย่างมากเพราะเป็นสองทีมเศรษฐีที่ยกระดับขึ้นมาได้ด้วยเม็ดเงินจากเจ้าของทีมที่อัดฉีดมาหลายปี

ความสนใจหลักคือเป็นสองทีมที่ยังไม่เคยเป็นแชมป์ แต่ถูกมองว่าเป็นทีมเต็งเหมือนกันและต้องมาอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ดังนั้นโอกาสเข้ารอบของทั้งคู่จึงค่อนข้างสูงอย่างมาก

แอร์เบ ไลป์ซิก จากเยอรมันถือว่าแกร่งพอตัว แต่คุณภาพโดยรวมยังเป็นรอง แมนฯ ซิตี้ กับ เปแอสเช หากพวกเขาต้องการพลิกเข้ารอบ เกมในบ้านถือว่าสำคัญมาก 

ส่วนทีมที่ถูกมองว่าเป็นรองสุดคือ คลับ บรูช ก็คงสู้ด้วยสปิริตเต็มร้อยเพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็นทีมแจกแต้มแจกประตูคู่แข่ง 

น่าเสียดายเล็กน้อยก็ตรงที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ไม่ได้ย้ายร่วมทีม แมนฯ ซิตี้ ตามที่เป็นข่าวมาตลอด ทำให้ไม่ได้ดวลกับ ลิโอเนล เมสซี่ ในเวทียุโรปอีกครั้ง แต่หาก เปแอสเช ได้เข้าไปดวลกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ได้ซูเปอร์สตาร์คนเดิมกลับไปร่วมทีม ในรอบลึกๆ ก็คงมันส์ไม่แพ้กัน 

ฟันธงทีมที่น่าจะเข้ารอบ : แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง

  กลุ่ม บี : แอตเลติโก มาดริด (สเปน), ลิเวอร์พูล (อังกฤษ), ปอร์โต้ (โปรตุเกส), เอซี มิลาน (อิตาลี) 


4 ทีมในกลุ่มนี้มีคุณภาพใกล้เคียง ไม่เหลื่อมล้ำกันมาก มีโอกาสเข้ารอบได้ทั้งหมด โดยที่ แอตเลติโก มาดริด และ ลิเวอร์พูล มีภาษีดีกว่า

แอตเลติโก มาดริด ของกุนซือ ดีเอโก้ ซิเมโอน่ มีดีกรีเป็นแชมป์ลา ลีกา ขุมกำลังของทีมยังแกร่งและเขี้ยวลากดินเสมอเวลาเล่นในถ้วยยุโรป ฤดูกาลที่แล้วตกรอบก็เพราะ เชลซี ที่เป็นแชมป์

ส่วน ลิเวอร์พูล เป็นหนึ่งในทีมลุ้นแชมป์และแชมป์สมัยล่าสุดของพวกเขาก็คือในปี 2019 ที่แกนหลักจากชุดดังกล่าวยังอยู่กันเกือบครบรวมถึงกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ 

เรื่องของฝีมือ ประสบการณ์ มีอยู่แล้ว สิ่งที่ คล็อปป์ ต้องจัดการให้ดีคือแรงกระตุ้นทั้งในลีกที่ต้องการทวงแชมป์คืนจาก แมนฯ ซิตี้ และในเวทียุโรปที่ก็ต้องเต็มที่ไปให้ไกลที่สุดให้ได้ 

ตราหมี กับ หงส์แดง มีโอกาสที่ดี แต่ห้ามประมาท ปอร์โต้ เด็ดขาดเพราะทีมดังจากโปรตุเกสเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศได้ในฤดูกาลที่แล้วแถมปราบ ยูเวนตุส ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายอีกด้วย

ขณะที่ เอซี มิลาน ได้หวนคืนเวทียุโรปครั้งแรกในรอบ 7 ปี ช่วงแรกอาจตะกุกตะกักอยู่บ้าง แต่ในยุคของกุนซือ สเตาโน่ ปิโอลี่ ก็แกร่งมากขึ้นตามลำดับ แถมเสริมความเก๋าในแดนหน้าอย่าง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ เพื่อช่วยงาน ซลาตัน อิบราฮิโมวิช 

ฟันธงทีมที่น่าจะเข้ารอบ : แอตเลติโก มาดริด และ ลิเวอร์พูล 


  กลุ่ม ซี : สปอร์ติ้ง ลิสบอน (โปรตุเกส), โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (เยอรมนี), อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม (เนเธอร์แลนด์), เบซิคตัส (ตุรกี)  


ชื่อชั้นของแต่ละทีมในกลุ่มนี้อาจเทียบไม่ได้กับกลุ่มอื่น แต่อีกมุมก็มีโอกาสเข้ารอบ-ตกรอบพอๆ กัน 

สปอร์ติ้ง ลิสบอน ในฐานะแชมป์โปรตุเกสเป็นทีมจากโถ 1 แต่ก็ไม่ได้ดูแกร่งกว่า โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จากเยอรมันแต่อย่างใด เช่นเดียวกับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่ก็ไม่ได้เป็นรอง

3 ทีมนี้เจอกันออกได้ทุกหน้า เกมสำคัญคือการเล่นในบ้านที่ต้องลุ้น 3 คะแนนให้ได้ ขณะที่ เบซิคตัส ก็หวังว่าการเล่นในตุรกีที่บรรยากาศดุดันจะเป็นตัวแปรสำคัญทำให้ได้ลุ้นเข้ารอบเช่นกัน

เทียบเกมรุกกันแล้ว ดอร์ทมุนด์ ดูมีศักยภาพมากสุดเพราะมี เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ กองหน้ายอดเยี่ยมจากยูฟ่าคนล่าสุดนำทัพ หากปรับเรื่องเกมรับที่เสียประตูง่ายให้แน่นมากขึ้น โอกาสทะลุรอบน็อกเอาต์ก็ไม่ยากเลย 

สปอร์ติ้ง ลิสบอน กับ อาแจ็กซ์ อาจต้องแย่งอันดับ 2 กันซึ่งอย่างที่บอกไป เกมในบ้านของแต่ละทีมอาจชี้ขาดได้เลย

ฟันธงทีมที่น่าจะเข้ารอบ : โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 


  กลุ่ม ดี : อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี), เรอัล มาดริด (สเปน), ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค (ยูเครน), เชอริฟฟ์ ติราสปอล (มอลโดวา)


อินเตอร์ มิลาน กับ เรอัล มาดริด เป็นสองทีมที่ดูจากชื่อชั้นและเกรดบอลแล้ว ก็มีโอกาสเข้ารอบสูงพอสมควร 

ทัพ “เนรัซซูรี่” เปลี่ยนทีมจากชุดแชมป์ฤดูกาลที่แล้วหลายจุดทั้งตัวกุนซือที่เป็น ซิโมเน่ อินซากี้ เข้ามารับงานต่อจาก อันโตนิโอ คอนเต้ และแนวรุกที่ได้ เอดิน เชโก้ กับ ฮัวกิน กอร์เรอา เข้ามาแทนที่ โรเมลู ลูกากู

ส่วน “ราชันขาว” เปลี่ยนแปลงทีมจากฤดูกาลก่อนเช่นกัน แถมตัวกุนซือไม่ใช่ ซีเนดีน ซีดาน ที่เคยเสกแชมป์ 3 ปีติดให้กับทีม แต่ คาร์โล อันเชล็อตติ ที่กลับมาคุมทีมอีกรอบก็เคยพาทีมเป็นแชมป์มาแล้วเช่นกัน

ที่อาจมีหวาดเสียวเล็กน้อยสำหรับ เรอัล มาดริด ก็คือ ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค ทีมดังยูเครนก็คือฤดูกาลที่แล้วเคยเอาชนะทัพราชันได้ทั้งเหย้า-เยือนในรอบแบ่งกลุ่มรอบเดียวกันนี้ 

ขณะที่หน้าใหม่สดๆ ซิงๆ ที่เข้ามาเล่นรอบแบ่งกลุ่มเป็นครั้งแรกและเป็นทีมแรกจาก มอลโดวา คือ เชอริฟฟ์ ติราสปอล ก็คงเน้นไปที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้เต็มที่ตลอด 6 นัด

ฟันธงทีมที่น่าจะเข้ารอบ : เรอัล มาดริด และ อินเตอร์ มิลาน

  กลุ่ม อี : บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี), บาร์เซโลน่า (สเปน), เบนฟิก้า (โปรตุเกส), ดินาโม เคียฟ (ยูเครน)


บาเยิร์น มิวนิค กับ บาร์เซโลน่า ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งชนิดที่แฟนบาร์ซ่าอาจจะยังฝันร้ายไม่หายกับสกอร์ “8-2” ที่เคยถูกเสือใต้ขย้ำในรอบก่อนรองชนะเลิศ ฤดูกาล 2019/20 ที่กลับมาแข่งหลังโควิด

หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปมากกับการมาเจอกันอีกครั้งในรอบแบ่งกลุ่มฤดูกาลนี้ บาเยิร์น กำลังเริ่มยุคใหม่ภายใต้การนำของกุนซือ ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ แต่ตัวหลักจากยุค ฮันซี่ ฟลิค ก็ยังอยู่เกือบครบโดยเฉพาะ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หัวหอกตัวเก่ง

ส่วน บาร์เซโลน่า แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือไม่มี ลิโอเนล เมสซี่ ที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของทีมอีกต่อไปซึ่งพวกเขาก็ต้องพยายามก้าวเดินและพิสูจน์ตัวเองให้ได้ทั้งในลีกและเวทียุโรป 

ไม่มี เมสซี่ แต่ บาร์ซ่า ชุดนี้กับเป้าหมายเบื้องต้นในการผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ไม่น่าจะยากเกินไปเพราะคู่แข่งอีก 2 ทีมทั้ง เบนฟิก้า กับ ดินาโม เคียฟ ก็ดูเป็นรองไม่น้อย 

อีกทีมที่จองโควตารอบต่อไปแน่นอนคือ บาเยิร์น มิวนิค ที่มาตรฐานค่อนข้างสูงและมองแทบไม่ออกเลยว่าจะพลาดท่าตกรอบแรกได้อย่างไร 

ฟันธงทีมที่น่าจะเข้ารอบ : บาเยิร์น มิวนิค และ บาร์เซโลน่า 

  กลุ่ม เอฟ : บียาร์เรอัล (สเปน), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (อังกฤษ), อตาลันต้า (อิตาลี), ยัง บอยส์ (สวิตเซอร์แลนด์) 


บียาร์เรอัล ดีกรีแชมป์ยูโรปา ลีก กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้โอกาสล้างตากันเร็วเหลือเกินหลังเพิ่งเจอกันมาในนัดชิงชนะเลิศยูโรปา ลีก ฤดูกาลที่แล้วและเป็นตัวแทนจากสเปนเอาชนะไปได้ด้วยการดวลจุดโทษ

“เรือดำน้ำสีเหลือง” ยังคงมี อูไน เอเมรี่ คุมทัพ เรื่องความสำเร็จในถ้วยเล็กยูโรปา ลีก ไม่มีสู้ได้เพราะเก่งตั้งแต่สมัยทำ เซบีย่า แล้ว แต่สำหรับถ้วยใหญ่ชปล. ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองอีกมากหลังเคยได้โอกาสที่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

ทว่าที่ทุกคนจับจ้องมากสุดในตอนนี้คือ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่เพิ่งสร้างความฮือฮากับปฏิบัติการคว้าตัว คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อดีตแข้งตัวเก่งที่เคยพาทีมได้แชมป์ยุโรปในปี 2008 กลับมาร่วมทีมอีกรอบ และเปลี่ยนเส้นทางจากที่กำลังมุ่งหน้าไป แมนฯ ซิตี้ ทีมคู่ปรับร่วมเมือง

ก่อนหน้านี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้อาวุธหนักทั้ง เจดอน ซานโช่ ปีกทีมชาติอังกฤษ และ ราฟาแอล วาราน กองหลังทีมชาติฝรั่งเศสมาร่วมทีมแล้ว การได้ โรนัลโด้ อีกคนจึงทำให้ฤดูกาลนี้ของ แมนฯ ยูไนเต็ด แข็งแกร่งและมีโอกาสมากๆ ทั้งการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกและแชมเปี้ยนส์ ลีก

ที่ บียาร์เรอัล และ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องระวังหน่อยก็คือ อตาลันต้า ที่ยกระดับขึ้นมาได้ในหลายปีหลังและเริ่มเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในเวทียุโรปได้มากขึ้นตามลำดับ 

ทีมนี้ไม่เส้นซูเปอร์สตาร์ แต่เรื่องของระบบทีมแน่นมาก เกมรุกดุดันและพร้อมทำให้ทุกทีมน้ำตาตกได้ทุกเมื่อ โอกาสลุ้นเข้ารอบมีไม่น้อยเล 

ขณะที่ ยัง บอยส์ เบิร์น จากสวิตเซอร์แลนด์ คงลุ้นยากหน่อยเพราะตัวผู้เล่นเป็นรองอีก 3 ทีมร่วมกลุ่มมากทีเดียว 

ฟันธงทีมที่น่าจะเข้ารอบ : แมนฯ ยูไนเต็ด และ อตาลันต้า 


  กลุ่ม จี : ลีลล์ (ฝรั่งเศส), เซบีย่า (สเปน), เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก (ออสเตรีย), เฟาเอฟแอล โวล์ฟสบวร์ก (เยอรมนี) 


กลุ่มนี้เป็นอีกกลุ่มที่มีโอกาสเข้ารอบและตกรอบใกล้เคียงกัน โดยที่ เซบีย่า ซึ่งมีประสบการณ์ในเวทียุโรปมากกว่าใครเพื่อน มีโอกาสเป็นแชมป์กลุ่มมากสุด 

เซบีย่า เปลี่ยนทีมทุกซัมเมอร์เพราะเสียแกนหลักตลอด แต่ก็คงระดับมาตรฐานการเล่นได้ดีเพราะพื้นฐานการบริหารจัดการทีมดีอยู่แล้ว การผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ไม่น่าจะยากเกินไป

ส่วน ลีลล์ ที่กลับมาเล่นในแชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้งในฐานะแชมป์ ลีก เอิง ก็ต้องหวังว่าจะเค้นฟอร์มเก่งจากฤดูกาลที่แล้วออกมาโชว์ในเวทียุโรปฤดูกาลนี้ให้ได้เพราะจากที่เห็นในช่วงต้นฤดูกาลในลีกก็ทำท่าว่าจะเหนื่อยแน่นอน

เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก มีโอกาสเบียดกับ ลีลล์ ในการเข้ารอบเพราะแม้เป็นทีมจากออสเตรียที่ไม่ได้เป็นหัวแถวของยุโรปก็จริง แต่หลายปีหลังมาเล่นในชปล. ตลอด และสร้างนักเตะดีๆ มากมาายทั้ง เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์, ทาคูมิ มินามิโนะ, โดมินิค โซบอสซ์ไล และล่าสุด พัตสัน ดาก้า ที่ย้ายไป เลสเตอร์ ซิตี้

นั่นแสดงให้เห็นถึงระบบทีมและการจัดการที่ไม่ธรรมดา แถมการมาอยู่ในกลุ่มนี้ก็ถือว่าโชคดีด้วยเพราะคุณภาพไม่หนีกันมาก

อีกทีมที่มาจากโถ 4 อย่าง โวล์ฟสบวร์ก ก็ไม่ได้เป็นรองทีมอื่นมากนัก และมีโอกาสเข้ารอบเพราะฤดูกาลที่แล้วทำผลงานในบุนเดสลีกาได้แข็งแกร่งมาก 

ฟันธงทีมที่น่าจะเข้ารอบ : เซบีย่า และ ลีลล์ 


  กลุ่ม เอช : เชลซี (อังกฤษ), ยูเวนตุส (อิตาลี), เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก (รัสเซีย), มัลโม่ (สวีเดน)


แชมป์เก่า เชลซี ได้อยู่ในกลุ่ม เอช ที่มีทีมร่วมกลุ่มอย่าง ยูเวนตุส ขาใหญ่จาก อิตาลี, เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก จาก รัสเซีย และ มัลโม่ จากสวีเดน

เชลซี กับ ยูเวนตุส ไม่น่ามีปัญหากับการผ่านเข้ารอบเพราะคุณภาพทีมเหนือกว่าอีก 2 ทีมร่วมกลุ่มอยู่มาก สิ่งที่ต้องลุ้นคือใครจะเป็นแชมป์กลุ่มซึ่งวัดกันนาทีนี้ เชลซี มีภาษีดีกว่า

ทัพสิงห์บลูส์ของ โธมัส ทูเคิ่ล แกร่งเอามากๆ นับตั้งแต่ต้นปีที่กุนซือชาวเยอรมันเข้ามาคุมทีมและยกระดับการเล่นได้ชัดเจน แถมฤดูกาลนี้เติมเต็มในจุดที่อ่อนด้อยจากฤดูกาลที่แล้วนั่นคือ “หน้าเป้า” ด้วยการดึง โรเมลู ลูกากู กลับมาร่วมทีมอีกรอบ

ส่วน ยูเวนตุส ไม่มี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในทีมอีกแล้วหลังบอกลาการเล่นในอิตาลีและย้ายกลับไปร่วมทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ทว่าแกนหลักอื่นในทีมยังอยู่กันครบและกำลังเริ่งเสริมกองหน้ารายใหม่ทดแทนการจากไปของแดนฝอยทอง

แฟนม้าลายคงหวังให้ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี งัดฝีมือออกมาให้ได้เหมือนยุคแรกที่คุมทีมเพราะตอนนั้นก็ไม่ได้มี โรนัลโด้ แต่ก็ยังเข้าชิงชนะเลิศได้ 2 ครั้งในปี 2015 และ 2017 น่าเสียดายได้เพียงแชมป์หลังพ่ายต่อ บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด

เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก อาจลุ้นเข้ารอบยากหน่อย แต่เป้าหมายอันดับ 3 เพื่อไปเล่นยูโรปา ลีก เป็นไปได้มากเลย ส่วน มัลโม่ อาจต้องยอมรับสภาพว่าเป็นรองสุดและต้องสู้เต็มที่เพื่อหาประสบการณ์ไปเรื่อยๆ 

ฟันธงทีมที่น่าจะเข้ารอบ : เชลซี กับ ยูเวนตุส


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com