เกมล่าสุดของ เชลซี เป็นอีกครั้งที่แฟนบอลต้องลุ้นกันแบบใจหายใจคว่ำ เพียงแค่ครั้งนี้ลงด้วยด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า

         ตามหลัง – พลิกกลับมานำ – โดนตีเสมอ สุดท้ายได้ประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ สามคะแนนแบบนี้แม้จะหายใจไม่ทั่วท้องไปบ้างแต่ก็ได้เฮกันแบบสุดเหวี่ยงไปเลย

         นับตั้งแต่เปิดบ้านเสมอกับ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อปลายเดือนที่แล้วไม่มีเกมไหนที่ง่ายเลยสำหรับ “สิงห์บลูส์” โดยเฉพาะเกมรับที่เคยเหนียวแน่นกับโดนคู่แข่งเจาะตาข่ายมาตลอด

        10 ประตูจาก 5 เกมหลังต้องบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติไปแล้วเมื่อเทียบกับ 20 เกมก่อนหน้านี้ที่ยังเสียน้อยกว่าด้วยซ้ำ


         สามแต้มในเกมนี้แสดงให้เห็นหัวจิตหัวใจอันแข็งแกร่งที่สู้อย่างไม่ย่อท้อของพลพรรคสิงห์บลูส์ กลายเป็นชัยชนะที่ล้ำค่าเหลือเกิน

         หวังว่าจะเป็นการกระชากทีมให้กลับสู่เส้นทางที่ดีอีกครั้งหลังจากที่เสียตำแหน่งจ่าฝูงไป

การจัดทีม

         หลังจากที่โรเตชั่นไปหลายตำแหน่งจากเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้ายมาจนทำได้แค่เสมอและเสียตำแหน่งแชมป์กลุ่มไปให้กับ ยูเวนตุส ไป

         บรรดาตัวหลักกลับมาลงสนามอีกครั้งโดยเปลี่ยนทีมจากเกมยุโรปมา 7 คน เอดูอาร์ เมนดี้ กลับมาเฝ้าเสา กองหลัง เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, ติอาโก้ ซิลวา และ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ เป็นสามประสาน


         รีซ เจมส์ กลับไปประจำการทางขวาอีกครั้งโดยตรงกลางเป็น จอร์จินโญ่ กับ รูเบน ลอฟตัส-ชีค ส่วนทางซ้าย มาร์กอส อลอนโซ่ ก็ทำหน้าที่ตามปกติ ส่วนแนวรุก ทิโม แวร์เนอร์ ที่ทำสองประตูทำเกมกับ เมสัน เมาท์ ส่วนกองหน้าเป็น ไค ฮาแวร์ตซ์ ทำให้ โรเมลู ลูกากู หลุดไปเป็นตัวสำรอง

ไม่ได้เหนือกว่า

         โดยปกติแล้วเรามักจะเห็น เชลซี ที่ออกสตาร์ทอย่างดุดัน ซึ่งเกมนี้ก็ไม่ได้ผิดไปจากที่ควรจะเป็น เพียงแต่ ลีดส์ ยูไนเต็ด เองก็มีความดุดันไม่แพ้กันในแบบฉบับของตัวเอง

         โอกาสแรกเป็นของเจ้าบ้านในนาทีที่ 6 เมื่อ รีซ เจมส์ หลุดเข้าเขตโทษด้านขวาสุดเส้นหลังจะตบเข้ากลางจะให้ ทิโม แวร์เนอร์ แต่ติดเท้าของ อิลลัน เมส์ลิเย่ร์ บอลมาเข้าทาง เมสัน เมาท์ ปั่นด้วยซ้ายนอกกรอบแต่บอลไม่มุมมอง เมส์ลิเย่ร์ รับเข้ามือไป

         หลังจากที่ 10 นาทีแรกเป็นของ เชลซี แต่หลังจากนั้นก็เป็น ลีดส์ ที่ได้กดใส่ฝั่งเจ้าบ้านบ้าง นาทีที่ 15 ราฟินญ่า ได้เก็บตกจากเตะมุมยิงโดนไม่ดีแต่ รีซ เจมส์ ก็ไม่ประมาทสกัดไว้ได้และอีก 5 นาทีให้หลังจากฟรีคิกเยื้องมาจากทาง ราฟินญ่า หลอกปั่นเสาแรกบอลกำลังเสียบใต้คานแต่ เอดูอาร์ เมนดี้ บินปัดออกหลังได้เยี่ยม


         แต่ยูงทองที่บุกต่อเนื่องก็มาได้จุดโทษจังหวะที่ แดเนี่ยล เจมส์ ได้บอลในเขตโทษด้านขวาพยายามแตะไปโดน มาร์กอส อลอนโซ่ ที่แหย่สกัดร่วงลงไป โดยหลังผู้ตัดสินดูวีเออาร์ เจมส์ แตะบอลไปก่อนแล้วกลายเป็นแข้งทีมชาติสเปนที่ช้ากว่าก่อนที่ ราฟินญ่า จะสังหารไม่พลาดให้ผู้มาเยือนนำ 1-0 ในนาทีที่ 28

         หลังเสียประตูเหมือนกระตุ้นให้ เชลซี ลุยอีกครั้งและก็มาตีเสมอได้ช่วง 5 นาทีสุดท้ายของครึ่งแรก มาร์กอส อลอนโซ่ ที่เติมเกมมาสุดท้ายทางซ้ายก่อนเปิดมาเสาแรก เมสัน เมาท์ ตวัดยิงด้วยซ้ายอย่างชาญฉลาดบอลเรียดเสียบเสาแรกชนิดที่แข้งผู้มาเยือนไม่ทันตั้งแต่กันเลย


เปิดฉากลุยในครึ่งหลัง

         “สิงห์บลูส์” เริ่มต้นครึ่งหลังด้วยการเดินหน้าลุยแหลกเข้าใส่ตั้งแต่สิ้นเสียงนกหวีดและมาได้จุดโทษคืนเหมือนกันจากความยอดเยี่ยมของ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ที่ล็อคบอลในกรอบแล้วโดน ราฟินญ่า พุ่งเสียบหลังจากเช็กวีเออาร์เรียบร้อยและ จอร์จินโญ่ ก็ยิงไม่พลาดให้ทีมแซงนำในนาทีที่ 58 ของเกม

         แฟน ลีดส์ เกือบได้เฮนาทีที่ 64 จังหวะที่ ราฟินญ่า ได้หลุดเดี่ยวเข้าเขตโทษด้านซ้ายไปดวลเดี่ยวกับ เอดูอาร์ เมนดี้ แต่ยิงติดเซฟนายทวารทีมชาติเซเนกัล อย่างไรก็ตามมันเป็นจังหวะล้ำหน้าไปก่อนแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ต้องชม เมนดี้ ที่ป้องกันไว้ได้เยี่ยม


         เกมที่ดูเหมือนง่ายของ เชลซี แต่กลับช็อตไปอีกปล่อยให้เยือนเล่นง่ายจนสุดท้ายก็โดนลงโทษจนได้นาทีที่ 83 มาเตอุสซ์ คลิช แทงบอลทะลุช่องให้ ไทเลอร์ โรเบิร์ตส์ หลุดมาทางซ้ายก่อนตบเข้ากลาง โจ เกลฮาร์ดท์ ดาวรุ่งโฉบตัดหน้า ติอาโก้ ซิลวา ชาร์จจ่อเข้าไปให้สกอร์กลับมาเท่ากันที่ 2-2 

         แต่ในช่วงทดเจ็บก็มีดราม่าอีกครั้งเมื่อ เชลซี มาได้จุดโทษจังหวะที่ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ เจ้าเก่าที่เติมเกมสูงเข้าไปในเขตโทษโดน มาเตอุสซ์ คลิช ฟาวล์ด้านหลัง ผู้ตัดสินใช้เวลาเช็กวีเออาร์ก่อนชี้ที่เป้าและเป็น จอร์จินโญ่ เจ้าเก่าที่คราวนี้ยิงไปฝั่งตรงข้ามกับลูกแรกเข้าไปให้ทีมคว้าชัยหวุดหวิด 3-2


สถิติตลอดกาลกับ ลีดส์

ด้วยความเป็นสโมสรที่้เก่าแก่ทั้งสองทีมมีการฟาดฟันกันมาอย่างยาวนาน และชัยชนะในเกมนี้ก็สร้างสถิติที่ดีให้กับฝั่งเจ้าบ้าน

เชลซี เปิดบ้านเอาชนะ ลีดส์ ยูไนเต็ด 5 เกมติดต่อกันครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร โดยจุดเริ่มต้นต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2002 หรือ 19 ปีที่แล้ว เพราะช่วงที่ผ่านมา “ยูงทอง” เองก็ขึ้นๆลงๆระหว่างพรีเมียร์ลีก กับ แชมเปี้ยนส์ ชิพ

เกมถัดไป

เชลซี จะลงเล่นในบ้านอีกครั้งโดยรับการมาเยือนของ เอฟเวอร์ตัน ที่มี ราฟาเอล เบนีเตซ ที่เคยมาคุมทีมชั่วคราวเมื่อปี 2012/13 และพาทีมคว้าแชมป์ยูโรปา ลีกมาครองด้วย



ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com