ฤดูกาลใหม่เปิดฉากแล้ว มีเรื่องน่าตื่นเต้นมากมาย อะไรที่ไม่คิดว่าจะเห็นก็ได้เห็น อย่างเช่น เรื่องของเมสซี่ ที่ทำให้รู้ว่า "ไม่มีอะไรแน่นอนในวงการฟุตบอล"

เผลอแป๊ปเดียวเท่านั้น ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และลีกยุโรปต่างๆ ก็กลับมาระเบิดเพลงแข้งเพื่อหาทีมแชมป์กันอีกครั้ง
เอาจริงๆ สำหรับคนติดตามกีฬาแล้ว ต้องบอกเลยว่าเหมือนยังไม่ได้หยุดกันเลย เพราะจบพรีเมียร์ลีกฤดูกาลก่อน ก็เข้าสู่ช่วงยูโร 2020 บวกกับโคปา อเมริกา จากนั้นยังมีโอลิมปิกเกมส์มาต่ออีก ทำให้มีกีฬาให้ลุ้นให้เชียร์กันอยู่ตลอดเวลา
แต่ไม่ใช่เพียงแฟนๆ กีฬาที่ไม่ได้พัก เพราะนักกีฬาบางคนเองก็ลงแข่งขันอย่างต่อเนื่องแทบไม่ได้พักเลย เช่น เปดรี้ ของบาร์เซโลน่าและทีมชาติสเปน ที่ลงเล่นครบทุกรายการเลยไม่ได้พักก็อาจจะต้องเตรียมกลับมาลงเล่นบอลลีกต่อแล้ว
ซึ่งแน่นอนว่าด้วยความที่การแข่งขันมันมีมาอย่างต่อเนื่องแบบนี้ สิ่งที่ส่งผลกระทบมาด้วยก็คือเรื่องตลาดซื้อขายหรือการย้ายทีมของนักเตะ เพราะบางทีเป้าหมายที่หลายๆ ทีมเล็งเอาไว้นั้น ก็เพิ่งจบภารกิจจากทีมชาติ หรือบางคนลากยาวถึงโอลิมปิกเกมส์ด้วย จึงทำให้เห็นกันว่าตลาดซื้อขายครั้งนี้ดูเงียบเหงาไม่น้อย
เรื่องตลาดซื้อขายเอาจริงๆ ก็เพิ่งจะมาพีคในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่นักเตะหลายคนเริ่มหมดวันหยุด และต้องมารายงานตัวกับสโมสร ที่ฮอตฮิตที่สุด ก็คือการจากลาทั้งน้ำตาของ ลิโอเนล เมสซี่ ดาวเตะหมายเลข 1 ของโลก ที่หมดโอกาสเป็นนักเตะ “วัน แมน คลับ” ไปแน่นอน หลังจากที่จะต้องย้ายออกจากบาร์เซโลน่า เนื่องจากว่าไม่สามารถเซ็นสัญญาใหม่อยู่กับทีมได้
ปัญหาของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าเมสซี่ไม่อยากอยู่กับทีมแล้ว หรือบาร์เซโลน่าไม่กล้าสู้ค่าเหนื่อยของเมสซี่ แต่มันมาจากผลกรรมของบาร์เซโลน่า ในการใช้เงินไม่คิดหน้าคิดหลัง จนสุดท้ายก็ผิดกฎของลาลีก้า ทำให้ไม่สามารถต่อสัญญากับดาวเตะคนสำคัญที่สุดของทีมได้ แน่นอนว่ามันคงเป็นเหมือนยุคใหม่ของบาร์เซโลน่า ที่จะไม่มีนักเตะที่ดีที่สุดในโลกของพวกเขาอีกแล้ว แต่คนที่อยู่ต่อก็คงต้องเดินต่อไป
ส่วนก้าวใหม่ของเมสซี่ กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อย อย่างว่าด้วยเรื่องเงินคงมีแค่ทีมเดียวที่กล้าจ่ายให้กับเมสซี่ได้ขนาดนี้ นอกจากนี้อาจจะกลายเป็นบิ๊กโปรเจคต์ในการรั้งตัว คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ให้สนใจอยากอยู่กับทีมมากขึ้นด้วย
ก็แหงหล่ะ ได้เล่นกับสองนักเตะระดับโลกทั้ง เนย์มาร์ และ เมสซี่ พร้อมๆ กันขนาดนี้ ใครบ้างจะไม่อยากอยู่ต่อ หรือเว้นแต่ว่าเอ็มบัปเป้ ต้องการเป็นผู้นำของทีมแบบจริงจัง ก็คงอยู่เล่นซึมซับบรรยากาศสุดยอดแบบนี้อีกสักปี แล้วค่อยย้ายออกหลังจบฤดูกาล ไปหาความท้าทายใหม่ และไปเป็นหัวสิงห์ให้กับทีมอื่นแทน

ที่ว่ามานั่นคือดีลที่เรียกว่าระดับโลก ทีนี้เราลดสเกลลงมาเล็กน้อย มาดูดีลระดับสะเทือนพรีเมียร์ลีกบ้าง ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่เป็นฮอตฮิต พาดหัวทุกที่มากที่สุด ก็คือการหายตัวไปของแฮร์รี่ เคน ดาวยิง “ไก่เดือยทอง” ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ไม่มารายงานตัวกับทีม ก่อนจะออกมาบอกว่าเป็นการขอหยุดพักเพิ่มเติม และกลับมารายงานตัวกับทีมในที่สุด หลายคนโยงไปถึงเรื่องที่เคนเคยออกมาบอกอย่างชัดเจนว่าต้องการย้ายออกจากทีม แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีทีมใดที่จะสามารถยื่นข้อเสนอได้อย่างที่ไก่เดือยทองต้องการเอาไว้คือ 150 ล้านปอนด์ด้วยกัน แน่นอนว่าทีมที่ต้องการอยากได้เคนไปมีหลายทีม แต่ตัวเต็งที่สุดก็คงหนีไม่พ้น “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของจำนวนเงินที่จะสามารถจ่ายเพื่อคว้าตัวมาร่วมทีมได้เท่านั้น แต่สิ่งที่เป็นปัญหาของเรือใบสีฟ้าตอนนี้ก็คือกองหน้าตัวเป้า จากการอำลาทีมไปของ เซร์คิโอ อเกวโร่ ที่เป็นตัวทำประตูของทีมมานาน ไม่ว่าอย่างไรเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็ต้องการกองหน้าตัวเป้าเข้ามาให้ได้ในซัมเมอร์นี้ แม้ว่าจะได้แจ๊ค กรีลิช มาร่วมทีม แต่ถ้าไม่มีตัวจบสกอร์ในแดนหน้า ก็คงยังไม่สมบูรณ์แบบ (เหมือนกับที่เห็นในเกมคอมมิวนิตี้ชิลด์ กับเลสเตอร์ ซิตี้ วันก่อน) ซึ่งนาทีนี้คงไม่มีใครเหมาะสมไปกว่าเคนอีกแล้ว 
หลายคนมองว่าดีลสำคัญๆ แบบนี้มันควรจะจบตั้งแต่ก่อนฟุตบอลจะเปิดฤดูกาล แต่ด้วยความที่นัดแรกของฤดูกาลนั้น สเปอร์ส จะต้องเจอกับ แมนฯ ซิตี้ ฉะนั้นอาจจะเป็นเรื่องยากที่จะได้เห็นสเปอร์สยื่นหอกมาทิ่มแทงตัวเองตั้งแต่นัดแรกของฤดูกาล
แต่ถ้าหลังจากจบเกมนี้ไป ก็ยังเชื่อได้ว่าปลายทางของเคนนั้นจะไปลงเอยที่เรือใบสีฟ้าได้สักราวๆ 70-80 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
ว่าแล้วเห็นทีมอื่นช็อปกันโครมคราม กลับมามองดูทีมรักของตัวเองอย่าง “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ก็ได้แต่ถอดถอนใจ เพราะคงจะไม่มีใครคนใหม่เข้ามา จนกว่าที่จะสามารถระบายแข้งส่วนเกินที่อยู่ในทีมออกไปให้ได้ก่อนเนื่องจากด้วยกฎของพรีเมียร์ลีก ที่ไม่สามารถลงทะเบียนผู้เล่นนอกโฮมโกรนได้เกิน 17 คน แต่ตอนนี้ในทีมมีอยู่ 18 คน (ไม่รวมลอริส คาริอุส) ดังนั้นถ้าไม่ปล่อยผู้เล่นในทีมออกไปก่อน จะมีปัญหาในเรื่องของการลงทะเบียนนักเตะได้ แต่กว่าตลาดซื้อขายจะปิดตัวลง ก็ยังมีอีก 2 สัปดาห์ ดังนั้นสำหรับแฟนลิเวอร์พูลแล้ว คงจะต้องมาลุ้นกันสักหน่อยว่าจะได้ใครเพิ่มบ้าง
ว่าแล้วก็ได้เวลาเตรียมตัว ฤดูกาลฟุตบอลกลับมาแล้วขอรับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com