การเสริมทัพก่อนเปิดฤดูกาลช่วงที่ผ่านมา ทีมที่สร้างความฮือฮาแบบสุดๆ คงจะหนีไม่พ้น ชลบุรี เอฟซี ที่เรียกว่า จัดใหญ่ จัดหนัก และจัดเต็ม แบบที่หลายทีมยังต้องเหลียวกลับมามอง ว่านี่เป็นเรื่องจริงใช่หรือไม่ และตอนนี้บอกได้คำเดียวว่า "จ่าฝูงหนาวมาก"

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา “ฉลามชล” ไม่เคยลงทุนหนักๆ กับกลุ่มผู้เล่นจากต่างแดนมาก่อน จนมาฤดูกาลนี้กับเป้าหมายใหม่ที่พวกเขาวางอาไว้ คือ การต้องกลับไปเล่นในถ้วย เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ให้ได้ และหวังคว้าความสำเร็จสักโทรฟี่หนึ่งมาครอง

 ทำให้การลงทุนในการจ้างนักเตะระดับ 1.3 ล้านบาท ต่อเดือน เริ่มต้นด้วยการขยายสัญญาการยืมตัวของ เรนาโต้ เคลิช จากบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก่อนที่จะวางเงิน 9 แสนบาทต่อเดือน ดึง เดนนิส มูริลโล เข้ามาร่วมทีม


 เพราะฟอร์มที่เขาผลิตนั้นเลิศเลอจริงๆ โดยผลงานในซีซั่นที่ผ่านมา ยิงให้กับ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ไป 21 ประตู จากการลงสนาม 28 นัด และทำแฮตทริก ได้ถึง 3 ครั้ง ซึ่งเขามาพร้อมกับ จิดี้ คานยุค จอมทัพชาวอิสราเอล

 รวมทั้งการได้ตัว ยู บยองซู ที่ฝากผลงานในซีซั่นที่ผ่านมา ไว้กับ อยุธยา ยูไนเต็ด ด้วยการยิงไปถึง 22 ประตู เคยผ่านการติดทีมชาติเกาหลีใต้ ชุดใหญ่ อีกทั้งยังเคยผ่านการค้าแข้งในระดับเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก กับ อัลฮิลาล ทีมยักษ์ใหญ่แห่งซาอุดีอาระเบีย รวมไปถึงการค้าแข้งกับสโมสร รอสตอฟ ในลีกสูงสุด ของรัสเซีย

 ไหนจะต่อสัญญากับ จูเนียร์ เอลด์สตอล ปราการหลังลูกครึ่ง มาเลเซีย-สวีเดน ที่ติดทีมชาติมาเลเซีย ชุดใหญ่ ไปแล้ว ให้อยู่กับทีมต่อไปอีกฤดูกาล ทำให้ขุมกำลังทั้ง ต่างชาติ เอเชีย และ อาเซียน ของทาง “ฉลามชล” น่ากลัวจริงๆ

 อย่างไรก็ตามบรรดานักเตะไทย ที่เติบโตมาจากอคาเดมี่ของสโมสร ก็เริ่มก้าวมาเป็นขุมกำลังหลักที่จะขาดไปไม่ได้ หรือเป็นเกลียวคลื่นที่กำลังจะม้วนเป็นคลื่นก้อนใหญ่ อย่าง กฤษดา กาแมน ซึ่งกลายเป็นกัปตันทีมเบอร์ 2 หากว่า เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ ไม่ได้ลงสนาม


 “กัปตันและห์”พัฒนาตัวเองขึ้นมาอย่างมากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ยิ่งในยุค “โค้ชเตี้ย” สะสม พบประเสริฐ กุมบังเหียน ออร่าแห่งการเป็นตัวหลักเริ่มจะทอแสงให้เห็นออกมา โดยเฉพาะการถูกจับดันมาเล่นกองกลางตัวรับ แทนที่จะเป็นกองหลังเหมือนกับตอนที่เล่นให้กับทีมเยาวชนของสโมสร และเป็นการซื้อหวยที่ถูกต้องของ “โค้ชเตี้ย”

 เพราะการเล่นเกมรับที่หนักหน่วง บวกกับพลังการพาบอลขับเคลื่อนไปข้างหน้าแบบรวดเร็ว ไหนจะมีการวางบอลที่แม่นยำ ลูกยิงฟรีคิกที่เป็นหนึ่งในลำดับต้นๆ ของทีม เหล่านี้เป็นสิ่งที่เขาพัฒนาตัวเองจนสามารถสร้างมูลค่าของตัวเองได้อย่างมาก

 ขณะเดียวกัน วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ ก็ก้าวมาเป็นจอมทัพตัวหลักของสโมสรได้แล้ว ซึ่งการเล่นของเขาพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งวิสัยทัศน์ในการจ่ายบอล และทัศนคติในการมีส่วนร่วมเกมรับไปพร้อมกับทีม


 ยิ่งการได้ใสเบอร์ 8 ที่เป็นตำนาน ต่อจากตำนานที่เขาเคารพอย่าง “น้าเทิด”เทิดศักดิ์ ใจมั่น ทำให้เขามีความรับผิดชอบกับเสื้อหมายเลขนี้อย่างมาก รวมทั้งมีความตั้งใจที่จะทำให้ออกมาดีที่สุด เพื่อแสดงให้ทุกคนได้ประจักษ์กับฟอร์มของเขา การันตีด้วยแฮททริคที่ประสานกับ เดนนิส มูริลโล่ ซึ่งยิงคนเดียว 4 เม็ด บุกโขยก ขอนแก่น ยูไนเต็ด 7-0 ในเกมล่าสุด 

 อีกคนที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ หนีไม่พ้น ฉัตรมงคล เรืองฐณโรจน์ แม้ว่าในช่วง 4 เกมแรกอาจจะดูเงียบๆ ไปบ้าง แต่ว่าในนัดที่ทีมเปิดบ้านชนะ หนองบัว พิชญ เอฟซี 3-1 จุดเริ่มต้นแห่งประตูนำ 1-0 ก็มาจากการแอสซิสต์แรกของเขา ที่ครอสบอลจากทางซ้ายไปเข้าหัว เดนนิส มูริลโล่


 ในซีซั่นนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญ หลังจากเปลี่ยนมาใส่หมายเลข 3 ซึ่งเป็นเบอร์แห่งแบ็คซ้ายในตำนานของ ชลบุรี เอฟซี อย่าง ณัฐพงษ์ สมณะ ว่าเขาเองเหมาะหรือคู่ควรในการใช้หมายเลขนี้หรือไม่

 ยังมีอีกรายที่ก้าวมายึดตัวหลักใน 2 เกมแรก ซึ่งผลงานออกมาเสมอ ทั้ง บีจี ปทุม ยูไนเต็ด กับ เมืองทอง ยูไนเต็ด นั่นคือ ทรงชัย ทองฉ่ำ ที่ถูกวางอนาคตไว้ว่า จะได้เป็นกองหลังระดับแกนหลักของ ชลบุรี เอฟซี ชุดใหญ่ แน่นอน เพราะด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่ พ่วงด้วยการเป็นกัปตันทีมท่าข้ามพิทยาคม รวมถึงติดทีมเยาวชน ทีมชาติไทย มาแล้ว

“เจ้าต้า” ก้าวมาอยู่ชุดใหญ่ตั้งแต่ฤดูกาลก่อน แต่ยังไม่มีโอกาสมากนัก ก่อนจะได้รับสิ่งนั้นใน 2 เกมสุดท้ายของซีซั่น กับรายการ เอฟเอ คัพ ที่เขาลงตัวจริงในการชนะ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด รอบรอง และแพ้จุดโทษ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ในรอบชิงชนะเลิศ

 จนมาปีนี้เขาถูก “โค้ชเตี้ย” มอบโอกาสในการลงสนามเป็น 11 คนแรกให้ ซึ่งผลงานยังอาจจะตอบไม่ได้ว่าดีแค่ไหน แต่ถ้าสามารถยึดตัวหลักได้ตลอด กุนซือของ ชลบุรี เอฟซี ก็น่าจะเริ่มเห็นแววในตัวของปราการหลังรายนี้ ว่ามีดีอะไรบ้าง


 รวมทั้งอีกนักเตะวัยรุ่นที่ยังรอโอกาสเล่นให้กับทีมในฐานะตัวจริง ทั้ง เสฏฐวุฒิ วงค์สาย, สหรัฐ สนธิสวัสดิ์, พิทักษ์ พิมพ์แป้, สัมพันธ์ เกษี, บุคฆอรี เหล็มดี, อันโธนิโอ แสนใจรักษ์, ชิษณุพงษ์ โชติ และ จักรพงษ์ แสนมะฮุง ชื่อเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเกลียวคลื่นที่สำคัญต่อสโมสร

ณ ตอนนี้ก็อาจจะบอกได้ว่า พวกเขากำลังเติบโตเต็มที่ ไปพร้อมกับนักเตะต่างชาติระดับคุณภาพ ที่เข้ามาผนึกกำลังกับทีมในปีนี้

แน่ล่ะว่าฤดูกาลนี้เพิ่งเริ่มต้น แต่เรามารอดูไปพร้อมๆกันว่า เกลียวคลื่นลูกใหม่ของ “ฉลามชล” จะผลิตฟอร์มจนยกระดับทีมให้ยิ่งใหญ่อย่างไร


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com