อาร์เซน่อล ใช้ผู้เล่นชุดเดิมจากวันปราชัยต่อ เอฟเวอร์ตัน แต่ได้ผลการแข่งขันที่แตกต่างกันมากด้วยการเอาชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน ไปขาดลอย 3-0

มิเกล อาร์เตต้า ยึด 11 ตัวจริงลุยต่อ โดยตัวหลักที่หายไปอีกนัดคือ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ที่ไม่มีชื่อแม้กระทั่งสำรองหลังถูกตัดออกจากทีม

ก่อนหน้านี้มีข่าว โอบาเมย็อง ไม่สบายทำให้พลาดการซ้อมเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่ อาร์เตต้า ออกมาชี้แจงว่าแท้จริงแล้วหัวหอกกัปตันทีม “ละเมิดวินัย” ของสโมสร ไม่ได้เกี่ยวกับสภาพร่างกายใดๆ 

ขณะที่ ดิ แอธเลติก สื่อดังรายงานว่า โอบาเมย็อง ได้รับอนุญาตไปทำธุระส่วนตัวที่ต่างประเทศ แต่ว่ากลับมารายงานช้ากกว่ากำหนด จึงทำให้ไม่มีส่วนร่วมกับทีม 

กลายเป็นข่าวใหญ่ก่อนเกมที่ทำให้หลายตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคตของ โอบาเมย็อง อีกครั้งเพราะช่วงที่ผ่านมาก็เริ่มเป็นประเด็นที่เริ่มถกกันมากขึ้นด้วยฟอร์มการเล่นที่ต่ำกว่ามาตรฐาน

เมื่อบวกกับข้อหาล่าสุดที่ อาร์เตต้า ไม่พอใจอย่างมาก อนาคตของ ดาวยิงทีมชาติกาบองในถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ก็ชักจะอึมครึมมากยิ่งขึ้น

หากวัดเฉพาะเรื่องฟอร์มการเล่นในช่วงหลัง การ “มี” หรือ “ไม่มี” โอบาเมย็อง ในช่วงเวลานี้ก็ไม่แตกต่างกันแล้ว และอาจเป็นเรื่องดีกว่าด้วยซ้ำหากมองจากภาพรวมในเกมล่าสุด

อเล็กซองด์ ลากาแซ็ตต์ รับหน้าที่หัวหอกตัวเป้าอีกนัดซึ่งแน่นอนว่าการที่ โอบาเมย็อง มีปัญหาทั้งในและนอกสนามแบบนี้ แฟนบอลก็ย่อมตั้งความหวังกับเจ้าตัวมากยิ่งขึ้น

ลากาแซ็ตต์ ตอบสนองได้เยี่ยมกับประตูแรกที่ซัดสุดสวยให้ทีมออกนำซึ่งถือว่าสำคัญมากเพราะก่อนได้ประตูนี้ รูปเกมของ อาร์เซน่อล เป็นรองชัดเจน

แม้ได้เล่นในบ้าน แต่ช่วง 20 นาทีแรกเป็น เซาธ์แฮมป์ตัน ที่ทำได้ดีกว่าจนหาโอกาสจบสกอร์ได้ถึง 5 ครั้งซึ่งส่วนใหญ่มาจากความผิดพลาดของ อาร์เซน่อล เองที่จ่ายบอลพลาดในแดนตัวเองและเสียฟาวล์หน้าเขตโทษ



ลากาแซ็ตต์ กดประตูแรกให้ทีม

อาร์เซน่อล ไม่ได้ลุ้นยิงแม้แต่ครั้งเดียวในช่วงที่ เซาธ์แฮมป์ตัน มีโอกาส 5 ครั้งแรก หากไม่ได้ อารอน แรมส์เดล ออกแรงเซฟไป 3 ครั้ง ทีมของ มิเกล อาร์เตต้า อาจเจองานที่ยากกว่านี้หลายเท่า

ประตูของ ลากาแซ็ตต์ จึงพลิกสถานการณ์ให้ อาร์เซน่อล ได้ทันที แถมได้ประตูที่มาจาก “ทีมเวิร์ก” อันยอดเยี่ยมซึ่งเป็นสิ่งที่แฟนบอลต้องการเห็นมากกว่าการโชว์ความสามารถพิเศษของนักเตะคนใดคนหนึ่ง

ปืนใหญ่ได้ประตูนี้มาจากการแก้เพรสซิ่งในเขตโทษตัวเองที่ กาเบรียล มากัลเญส คืนหลังให้ อารอน แรมส์เดล ก่อนมาที่ เบน ไวท์, โธมัส ปาร์เตย์, ทาเคฮิโระ โทมิยาสึ, มาร์ติน โอเดการ์ด กลับมา โทมิ อีกรอบก่อนแทงขึ้นหน้าให้ บูคาโย่ ซาก้า ลากเข้าเขตโทษก่อนปาดมาหน้าประตูให้ ลากาแซ็ตต์ ซัดเสียบเสียบสามเหลี่ยมเข้าไปแบบหมดจดไร้ที่ติ

นี่คือโอกาสลุ้นครั้งแรกในเกมนี้ของ อาร์เซน่อล และได้ประตูทันที 

สิ่งที่หลายคนจับตามองคือหลังขึ้นนำคู่แข่งไปแล้ว อาร์เซน่อล จะตั้งเน้นตั้งรับอีกหรือไม่เพราะเคยได้บทเรียนสุดช้ำมาแล้วทั้งในเกมกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เอฟเวอร์ตัน 

อาร์เซน่อล ออกนำก่อนทั้งที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และ กูดิสัน ปาร์ค แต่จบเกมด้วยความปราชัยเพราะไปเน้นเกมรับหลังนำเพียงประตูเดียว สุดท้ายจึงโดนคู่แข่งเอาคืนและแซงชนะได้

แต่ครั้งนี้ ทีมปืนใหญ่ทำประตูที่สองได้จากลูกโหม่งของ มาร์ติน โอเดการ์ด ในช่วงเวลาห่างจากประตูแรกเพียง 6 นาที ซึ่งทำให้สถานการณ์เข้าทางมากยิ่งขึ้น 

นักบุญของ ราล์ฟ ฮาเซ่นฮุทเทิ่ล มาเยือนด้วยสภาพทีมไม่พร้อมนัก โอริโอล โรเมว และ โมฮาเหม็ด ซาลิซู สองผู้เล่นสำคัญในเกมรับต่างติดโทษแบน ขณะที่ตำแหน่งผู้รักษาประตูก็เสียทั้งมือหนึ่งและมือสองที่เดี้ยงหมด ทำให้ต้องเซ็นสัญญาด่วนดึงฟรีเอเยนต์อย่าง วิลลี่ กาบาเยโร่ ในวัย 40 ปีมาร่วมทีม

กาบาเยโร่ ที่ไร้สังกัดมาหลายเดือน ประเดิมเฝ้าเสาตัวจริงทันที แต่สองประตูแรกที่เสียก็หมดสิทธิ์จริงๆ เพราะบอลเข้าสามเหลี่ยม 



ประตูแรกมาจากการแก้เพรสซิ่งก่อนจบที่ยิงประตู

ทีมเยือนจากแดนใต้ไม่เคยบุกชนะ อาร์เซน่อล ได้เลยใน 26 นัดก่อนหน้านี้ และสถานการณ์หลังผ่านครึ่งแรกที่เป็นรอง 2 ประตู ก็ยิ่งทำให้ลุ้นยาก

แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ อาร์เซน่อล เก็บ 3 แต้มแบบที่ไม่ต้องลุ้นมากในช่วงท้ายเกมคือการที่เดินหน้าบุกต่อเนื่องในครึ่งหลังซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และต่างจากสองนัดกับผีแดงและทอฟฟี่

ในครึ่งแรก อาร์เซน่อล ได้ลุ้นยิงเพียง 3 ครั้งซึ่งเข้ากรอบหมดและเป็น 2 ประตู แต่ครึ่งหลังหาโอกาสส่องได้อีก 12 ครั้ง หรือมากกว่า 45 นาทีแรกถึง 4 เท่า 

ขณะที่เปอร์เซ็นต์การครองบอลก็เพิ่มขึ้นจากครึ่งแรกที่ 51% ขยับเป็น 72% เช่นเดียวกับสถิติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการผ่านบอลจาก 200 ครั้งเป็น 307 ครั้ง การเล่นเกมรุกจาก 32 ครั้งเป็น 68 ครั้ง ฯลฯ 

แม้มีเพียงประตูเดียวเกิดขึ้นในครึ่งหลังที่บุกมากขึ้น แต่ก็เป็นประตูสำคัญที่ปิดโอกาสนักบุญในทันที และทำให้ในช่วงเข้าสู่ 25 นาทีสุดท้าย อาร์เซน่อล ควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้หมดและทยอยเปลี่ยนตัวหลักออกไปพัก

กาเบรียล มากัลเญส เป็นคนแรกที่ถูกถอดซึ่งปกติแล้วไม่ใช่ผู้เล่นที่ถูกเปลี่ยน แต่ อาร์เตต้า มองว่าเจ้าตัวได้ใบเหลืองไปแล้วจึงถอดออกดีกว่า ไม่ใช่เพราะบาดเจ็บแต่อย่างใด ส่วนอีก 2 ตำแหน่ง กรานิต ชาก้า กับ อเล็กซองด์ ลากาแซ็ตต์ ก็เป็นไปตามแท็กติก

ด้วยการเล่นที่เน้นเกมรุกมากกว่าและไม่ได้หยุดเพียงประตูแรกประตูเดียว บวกกับการเล่นในบ้านที่ทำได้ค่อนข้างดีในฤดูกาลนี้ อาร์เซน่อล จึงแก้ตัวจากความปราชัย 2 นัดติดด้วยการเอาชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน ไปได้ถึง 3-0 และน่าจะได้ประตู 4-5 ด้วยซ้ำหากลูกยิงของ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ และ บูคาโย่ ซาก้า ไม่ชนเสาอย่างน่าเสียดาย

ชัยชนะนัดนี้ทำให้ มิเกล อาร์เตต้า ได้เห็นศักยภาพของทีมตัวเองมากขึ้นว่าสามารถทำอะไรได้บ้างเพราะแท้จริงแล้วพวกเขาสามารถเล่นเกมรุกได้ ยิงประตูได้ และเก็บชัยชนะในแบบที่แฟนบอลอยากเห็น

การนำคู่แข่งเพียงประตูเดียวแล้วเล่นอุดลงไปตั้งรับไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเพราะเท่ากับผายมือเชิญให้คู่แข่งบุกกระซวกประตูเอาคืน

ฤดูกาลนี้ เกมรับอาร์เซน่อลดีขึ้นแถมได้ประตูมือดีอย่าง อารอน แรมส์เดล มาร่วมทีม แต่ก็ไม่ได้แข็งแกร่ง เหนียวแน่นในระดับสามทีมลุ้นแชมป์ทั้ง แมนฯ ซิตี้, เชลซี และ ลิเวอร์พูล 



โอเดการ์ด ทำประตูได้ 3 นัดติดในลีก

ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่ต้องไปเล่นด้วยวิธีการที่ทำให้ตัวเองถูกทดสอบเกมรับครั้งแล้วครั้งเล่า 

ในเมื่อมีอาวุธที่สามารถบุกได้ก็ควรต้องบุก เพราะอีกความหมายก็คือ เกมรุกคือเกมรับที่ดีที่สุด ต่อให้คู่แข่งเปลี่ยนจากรับเป็นรุกเอาคืนบ้างก็ต้องใช้เวลามากกว่าการที่คู่แข่งขึงอยู่ในแดนตัวเอง

หาก อาร์เตต้า ต้องการปิดเกม สิ่งที่ต้องทำคือควรต้องได้ประตูที่ 2 หรือ 3 เพราะเกมรับอาร์เซน่อลไม่ได้สมบูรณ์แบบถึงขนาดรักษาสกอร์นำลูกเดียวเอาไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง

นี่คือสิ่งที่ อาร์เตต้า ต้องเรียนรู้และจดจำเอาไว้


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com