จนถึงตอนนี้ โรเมลู ลากากู ยิงประตูในพรีเมียร์ลีกไม่ได้มานานกว่า 2 เดือนแล้วนับตั้งแต่ยิงได้ในบ้านเกมที่ทีมเสมอกับ ไบรท์ตัน 1-1

         แม้จะพอมีประตูในเอฟเอ คัพรวมถึงในเวทีฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพมาฝากแต่นั่นไม่ได้ทำใหเเสียงวิจารณ์ในตัวดาวยิงทีมชาติเบลเยี่ยมลดลงเล่แม้แต่น้อย

         ความคาดหวังจากค่าตัว 97.5 ล้านปอนด์ถือเป็นแรงกดดันมหาศาลที่ถาโถมเข้าใส่กองหน้าวัย 28 ปีกับการย้ายกลับมาสู่รั้วสแตมฟอร์ด บริดจ์อีกครั้ง

         และยิ่งผลงานที่ไม่ค่อยดีนักในช่วงหลังยิ่งทำให้ความมั่นใจยิ่งหายไป ซึ่งจุดนี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับอาชีพนักฟุตบอลเป็นอย่างมาก


         องค์ประกอบหลายๆล้วนมีส่วนที่จะนำ โรเมลู ลูกากู กลับมาเป็นจอมทะลวงตาข่ายได้อีกครั้ง

         ในระยะหลังยามที่ลงสนามบอลทักจะมาไม่ถึง อย่างที่เรารู้ในเกมกับ คริสตัล พาเลซ ที่เขาได้สัาผัสบอลเพียง 7 ครั้งตลอด 90 นาทีกลายเป็นที่พูดถึงกันอย่างมาก

         มีบางกระแสพุ่งเป้าไปที่เรื่องของเพื่อนร่วมทีมที่ดูจะไม่ค่อยอยากจะไหลบอลให้กับ ลูกากู มากเท่าไรนัก นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ไม่ได้ได้โชว์อะไรมากนัก

         แต่ว่าหลายต่อหลายครั้งตัว ลูกากู เองนั่นแหละที่ไม่ค่อยวิ่งช่อง ไม่มีการเคลื่อนที่ ไม่ไปอยู่ในตำแหน่งที่ดีในการรับบอลจากเพื่อนด้วยเช่นกัน


         อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด นักฟุตบอลทุกคนล้วนมีช่วงเวลาแบบนี้ อยู่ที่ว่าจะกลับมาได้ช้า-เร็วแค่ไหน เพราะมันก็ขึ้นอยู่กับหลายๆอย่างทั้งผู้จัดการทีม, โค้ช, เพื่อนร่วมทีม รวมถึงตัวเองด้วย

         แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ อดีตผู้จัดการทีม สเปอร์ส พูดถึงเรื่องนี้และย้อนกลับไปสมัยที่ตัวเองทำงานในถิ่นไวท์ ฮาร์ท เลน ที่กระชาก แกเร็ธ เบล ให้ก้าวขึ้นมาเป็นแข้งระดับโลก

แข้งทีมชาติเวลส์ย้ายจาก เซาธ์แฮมป์ตัน ไปอยู่กับ “ไก่เดือยทอง” เมื่อปี 2007 และค้าแข้งจนถึงปี 2013 ก่อนจะย้ายไป เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวสถิติโลก 100 ล้านยูโรในเวลานั้น

         ปีแรกในการทำงานกับ ฆวนเด้ รามอส ลงเอยด้วยความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงกระทั้ง แฮร์รี่ เรดแน็ปป์ เข้ามาซึ่งในปีแรกกับเจ้านายใหญ่ก็ต้องบอกว่าน่าผิดหวังอย่างที่สุด โดยเจ้าตัวลงเล่นทั้งหมด 30 เกมยิงไม่ได้เลย แอสซิสต์ได้ 3 หนเท่านั้น


         แต่ทุกอย่างมันดีขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งกลายเป็นหนึ่งในปีกที่ดีที่สุดในโลก ซึ่ง แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ อธิบายถึงวิธีที่ตัวเองใช้ในการดึงศักยภาพของ แกเร็ธ เบล ออกมา

         “ผมให้บอลกับเขา บอกเขาไปว่า 'เอาเลย, ลุยไปเลย' และมันก็มหัศจรรย์มากสำหรับความมั่นใจของเขา นั่นคือสิ่งที่เราทำ และดูว่า แกเร็ธ จะทำอะไร มันเป็นเรื่องของการเพิ่มความมั่นใจเช่นเดียวกับการจบสกอร์”

         “มีอีกช่วงเวลาที่ผมมีกองหน้าตัวเป้าที่ พอ์รทสมัธ, เจสัน โรเบิร์ต ที่ยืมตัวมาจาก เวสต์บรอมวิช และเขาต้องผ่านช่วงเวลาที่ย่ำแย่นิดหน่อย”

         “จิม สมิธ พูดกับผมว่า 'ฉันมีแนวทางที่ผมอยากจะใช้ฝึกกับเขา' ดังนั้นเราเอาคนขยับไปด้านข้างสองคนแล้วให้ลูกบอลคนละครึ่งโหลเตะใส่เขา”


         “ไม่มีกองหลังมาประกบ พวกเขาแค่เปิดบอลให้ เจสัน จบสกอร์ แม้จะเป็นอย่างนั้น ในเช้าวันหนึ่งมีการเปิดบอลแบบนั้นแต่เขาก็ยังไม่สามารถยิงเข้ากรอบได้”

         “ผมบอกกับ จิม ว่าเราควรหยุด ไม่อย่างนั้นคงทำให้เขายิ่งแย่ไปอีก! บอกตามตรงเขาติดอยู่กับมัน, อีก 2-3 หนจากนั้นเขาทำได้ดีและเมื่อเขาทำประตูได้มันคือความมั่นใจ”

         ไม่รู้ว่าสิ่งที่ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ใช้แล้วได้ผลกับ แกเร็ธ เบล หรือจะกับ เจสัน โรเบิร์ต จะได้ผลกับ โรเมลู ลูกากู รึเปล่า โดยเฉพาะอย่างเมื่อคนเป็นโค้ช เชลซี ในเวลานี้คือ โธมัส ทูเคิ่ล และไม่รู้ว่าจะใช้วิธีแบบไหนกัน


         เกมถัดไป เชลซี จะไปเยือนทีมบ๊วยอย่าง นอริช ซิตี้ ที่ย่ำแย่สุดขีด โดยเฉพาะในเกมรับที่โดนทะลวงตาข่ายเป็นว่าเล่น น่าจะเป็นโอกาสดีสำหรับ ลูกากู ในการกลับมาสอยตาข่ายในลีกได้อีกครั้ง

         แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือเจ้าตัวจะได้ลงเล่นรึเปล่าในเมื่อ ไค ฮาแวร์ตซ์ ทำผลงานได้ดีเหลือเกิน ซึ่งจุดที่สำคัญที่สุดคือการลงสนามนี่แหละ ซึ่งทาง ลูกากู เองก็ยังไม่แน่ไม่นอนว่าจะได้ลงเล่นมาก-น้อยแค่ไหน

         อยู่ที่ว่า โธมัส ทูเคิ่ล จะกล้าเสี่ยงเอาทีมเป็นเดิมพันรึเปล่า


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com