ผ่านไป 2 เกมภายใต้ยุคใหม่ที่นำโดย ราล์ฟ รังนิก แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้เห็นรูปแบบใหม่และการเล่นที่แตกต่างออกไปจากเดิม

ระบบ 4-2-2-2 ถูกนำมาใช้งาน ซึ่งมีสัญญาณที่ดีออกมาแต่มันยังต้องใช้เวลาปรับจูนเพื่อให้นักเตะคุ้นชินและยังมีอะไรอีกหลายๆ อย่างให้ปรับปรุงลงล็อกและมีความเฉียบขาดกว่านี้

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากสองนัดที่ผ่านมาคือบรรดานักเตะพร้อมรับสิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะการเพรสซิ่งเร็วในพื้นที่ที่สูง ซึ่งผู้เล่นทุกๆ คนพยายามปรับตัวให้เข้ากับระดับความเร็วของจังหวะที่ รังนิก ต้องการ แน่นอนว่ามันต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจไม่ว่าจะเป็นการยืนตำแหน่ง พื้นที่ที่ต้องเข้าไปเล่นงานฝ่ายตรงข้าม รวมไปถึงการสอดประสานกับเพื่อนร่วมทีม ทุกๆ อย่างต้องใช้เวลาเพื่อก่อตัวให้เป็นรูปเป็นร่าง

การที่จะทำเช่นนั้นได้ต้องผ่านการฝึกซ้อมอย่างเข้มงวด ซึ่งต้องยอมรับว่าระยเวลาเพียงไม่นานแต่นักเตะปิศาจแดงดูเหมือนเปิดใจและพร้อมไปยังมิติการเล่นแบบใหม่ 

สองนัดที่ผ่านมาแม้ว่าจะใช้งานนักเตะคนละชุด แต่ผลงานในช่วง 30 นาทีแรกของทั้งสองเกมออกมาดูดีอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเข้าทำที่เล่นงานฝ่ายตรงข้ามได้หลายครั้งๆ การบีบพื้นที่สร้างความอันตรายให้คู่แข่ง หรือแม้แต่การเอาตัวรอดในจังหวะสำคัญ


แต่ก็อย่างที่เรียนไป ยูไนเต็ด ในตอนนี้อยู่ในขั้นเรียนรู้ ขั้นการทดลอง และมองหาจุดที่ลงตัว สิ่งดีๆ ที่ว่าอาจจะเกิดขึ้นให้เห็น แต่ก็มีช่วงเวลาที่ทีมต้องเจอกับปัญหา ไม่ว่าการโดนฝ่ายตรงข้ามกดดัน หรือจังหวะที่ต้องลงไตั้งรับ และที่สำคัญคือการลดความผิดลาดที่ยังมีให้เห็น

รังนิก ทราบเรื่องราวเหล่านี้เป็นอย่างดี และมันคืองานที่กุนซือชาวเยอรมันต้องนำไปขบคิดมองหาวิธีแก้ไขเพื่อให้การลงสนามหลังจากนี้มีพัฒนาไปในทิศทางที่ต้องการ

จุดสำคัญจุดแรกคือการจบสกอร์ที่ยังไม่เด็ดขาด หลายครั้งที่เราจะเห็นได้ว่าแข้งปิศาจแดงครองเกมเหนือกว่าคู่แข่งแถมมีโอกาสจบกอร์สวยๆ แต่กลับพลาดโอกาสไปเอง และนั่นคือสิ่งแรกที่ รังนิก ต้องมองหาคู่กองหน้าที่สามารถตอบโจทย์ของเขาให้ได้

ย้อนไปยังสมัยการทำงานให้กับเครือ เรด บูลล์ ที่ออสเตรียกับทีม ซัลซ์บวร์ก แม้ว่าตอนนั้น โรเจอร์ ชมิดต์ จะพยายามเล่นในระบบ 4-2-3-1 แต่หลังงจากหารือกับ รังนิก ปรากฏว่าท้ายที่สุด 4-2-2-2 ถูกนำมาใช้งาน ซึ่งเหตุผลหลักเพราะทาง รังนิก ต้องการให้ อลัน กองหน้าชาวบราซิลของทีมในตอนนั้นได้แสดงผลงาน

แน่นอนว่า ชมิดท์ พอใจกับการใช้ โฆนาตาน โซเรียโน่ เพราะหัวหอกชาวสเปนคนเดียวก็แบกผลงานการทำประตูให้กับทีมได้อย่างสบาย แต่สำหรับ รังนิก มันคือการเพิ่มโอกาสถล่มคู่แข่งและเจาะฝั่งตรงข้ามให้พังพาบ

หลังจากการเปลี่ยนแปลงระบบการเล่นในตอนนั้นคู่หู โซเรียโน่ & อลัน สอยตาข่ายรวมกันในทุกรายการไป 84 ประตู

ยังมีอีกหนึ่งจุดสำคัญคือกองกลางตัวรุกอีกสองรายซึ่งทำผลงานโดดเด่นอย่างมาก โดยเฉพาะชายหนุ่มนาม ซาดิโอ มาเน่ สร้างผลงานในซีซั่น 2013–14 ด้วยการทำไป 23 ประตูจาก 50 เกม และอีกหนึ่งหน่อคือ เควิน คัมเพิ่ล


ที่กล่าวมาเป็นเพียงการเปรียบเทียบองค์ประกอบและระบบในทีมเท่านั้น เพราะดูเหมือนว่า รังนิก จะพยายามสร้าง แมนฯ ยูไนเต็ด ขึ้นมาในระบบ 4-2-2-2 อย่างที่เขาต้องการ  นั่นทำให้จุดสำคัญที่ รังนิก พยายามมองหาคือสองกองหน้าตัวจบสกอร์ที่ต้องฝากความหวังในการแบกเรื่องสอยตาข่าย รวมไปถึงสองแนวรุกที่ต้องครบเครื่องทั้งการทำเกมและจบสกอร์ในจังหวะทองที่มาถึง (ไม่ต่างจากสมัย ไลป์ซิก ที่มี ยุสซูฟ โลเซ่น กับ ทิโม แวร์เนอร์ เป็นตัวชูโรง)

หากพิจารณาไปที่ขุมกำลังแนวรุกในทีมตอนนี้จะเห็นได้ว้า รังนิก มีทางเลือกให้ใช้งานและลองผิดลองถูกอยู่มากมาย นักเตะหลายๆ คนมีศักยภาพที่จะเป็นไปตามที่กุนซือใหญ่รายนี้ต้องการ ซึ่งมันอยู่ที่ว่าคนๆ นั้นจะแสดงผลงานในสนามออกมาได้ดีเพียงใด

อย่างที่เรียนไปตั้งแต่ต้นว่า สองนัดที่ผ่านทีมมีโอกาสในการเข้าทำเยอะพอสมควร เกมแรกอาจจะติดๆ ขัดๆ ในจังหวะสุดท้าย แต่นัดที่ผ่านมาถึงจะเป็นตัวสำรองและดาวรุ่งลงสนาม กระนั้นแข้งผีแดงกลับสร้างโอกาสที่ดีหลายครั้ง ทว่ามันกลับผิดพลาดในจังหวะสุดท้ายไปเสียหมด ซึ่งนั่นคือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทีมต้องปรับปรุง

ถ้าจะมองว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีก็คงไม่ผิดแปลกอะไร เพราะมันแสดงให้เห็นถึงการเข้าทำที่ชัดเจนอย่างมีแบบแผน นักเตะแทบทุกคนมีส่วนร่วมในการเข้าทำไม่เว้นแม้แต่กองหน้าหรือตัวรุกคนอื่นๆ มันยังรวมไปถึงวิงแบ็กที่ได้อิสระในการเติมเกมเพิ่มมิติให้กับทีม หรือคู่มิดฟิลด์ที่พร้อมยืนรอสอยตาข่ายจากแถวสอง

มันคือรูปแบบที่ รังนิก คิดไว้ในหัวและพยายามแสดงออกมาในสนาม ความชัดเจนเริ่มเผยออกมาให้เห็นทีละน้อย ถึงตรงนี้อยู่ที่ระยะเวลาแล้วว่านักเตะปิศาจแดงจะปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่กุนซือต้องการและนำมันออกมาใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพได้ดีมากน้อยเพียงใด

ปัจจัยสำคัญหนีไม่พ้นการฝึกซ้อม การทำความเข้าใจในระบบ ซึ่งช่วงเวลาในตอนนี้อาจจะไม่อำนวยเพราะทีมต้องลงสนามติดต่อกัน แต่หากดูจากสัญญาณที่เกิดขึ้นก็ต้องขอพูดอีกครั้งว่าทีมกำลังเดินหน้าไปยังเส้นทางใหม่และมีสัญญาณที่ดีออกมาให้เห็น


สิ่งสำคัญในตอนนี้คือผลลัพธ์ในสนาม หรือก็คือผลการแข่งขันที่ทีมต้องการให้ออกมาดีที่สุด เพราะหากทีมมีความมั่นใจแล้ว สิ่งต่างๆ ก็จะดำเนินการไปอย่างง่ายดายกว่า เหมือนอย่างที่ รังนิก พูดออกมาอยู่เสมอ

นับจากนี้ทีมต้องลงสนาม 3 นัดในรอบ 8 วัน (นอริช (11), เบรนท์ฟอร์ด (14) และ ไบรท์ตัน (18)) ก่อนจะพักยาวลงเล่นอีกครั้งในวันที่ 27 ธันวาคมกับ นิวคาสเซิ่ล ซึ่งช่วงเวลาว่างดังกล่าวจะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ รังนิก จะได้อัดความคิด ส่งต่อความต้องการไปยังนักเตะได้อย่างเต็มที่

แม้จะผ่านจุดเริ่มต้นในยุดของ รังนิก มาได้ไม่นานแต่สำหรับสาวกปิศาจแดงอาจจะได้เห็นอะไรที่แตกต่างออกไปจากเดิม ซึ่งมันเป็นสิ่งที่น่าติดตามว่าหากทีมสามารถตอบสนองความต้องการของกุนซือรายนี้และหาจุดลงตัวได้สำเร็จ สิ่งที่ตามมาจะเป็นเช่นไร

แน่นอนว่ามีบางคนแคลงใจในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถไปห้ามความสงสัยของคนๆ นั้นได้ เพราะท้ายที่สุดสิ่งที่จะเป็นตัวชี้วัดได้อย่างชัดเจนคือรูปแบบการเล่นที่ต้องมาพร้อมกับการมีประสิทธิภาพและผลการแข่งขันในสนาม ซึ่งจะเป็นคำตอบได้ดีที่สุด

ส่วนแฟนบอลทีมอื่นๆ ที่พยายามเห่าหอนหรือแขวะ ยูไนเต็ด ชุดนี้ว่าเป็นเด็กเพิ่งหัดเล่นเพรสซิ่งหรือรู้จักบอลประเภทแล้วเกิดอาการรู้สึกตื่นเต้นเหมือนคนได้ของเล่นใหม่ … ก็ช่างหัวมันปะไร เพราะความเห็นที่ว่าไม่ต่างจากคนที่ไม่รู้จักการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนที่ทุกครั้งต้องเริ่มจากการนับหนึ่ง และแน่นอนว่าจะมีเสียงค่อนขอดตามมาเสมอ

สำหรับแฟนบอลปิศาจแดงในตอนนี้คงทำได้เพียงติดตามดูพัฒนาการของทีมว่าจะรุดหน้าได้รวดเร็วมากน้อยเพียงใด การเปลี่ยนที่เกิดขึ้นเป็นไปในทิศทางใด และหลังจากนี้ทีมจะสามารถยกระดับไปยังจุดที่ต้องการได้หรือไม่

เส้นทางใหม่ถูกวางไว้แล้ว สโมสรได้ตัดสินใจเดินทางด้วยเส้นทางนั้น ซึ่งหลังจากนี้ปลายทางจะเป็นเช่นไร ผลงานในสนามจะให้คำตอบ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com