ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน ขจร เจียรวนนท์ ย่างเท้าก้าวมาเข้ามาบริหารสโมสรฟุตบอล ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ด้วยหลักการไม่แตกต่างจากการบริหารบริษัท ที่ต้องดูแลพนักงานให้ดีที่สุด ยึดแนวคิด ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง ใช้ความเป็นมืออาชีพ มีความรับผิดชอบ เพื่อวางเป้าหมายทำให้ทีมสามารถเติบโตได้ดี

ในช่วงนั้นบอสขจรวางเป้าให้ “แข้งเทพ” ติดอันดับ 1 ใน 5 ของตาราง และขยับไปอยู่ในกลุ่มท็อปทรี จนกระทั่งปีนี้เขยิบเข้าใกล้การคว้าแชมป์ไทยลีกมาครอง และถ้าทำได้ก็จะเป็นสมัยที่ 2 ของสโมสร หลังจากในชื่อเดิมอย่าง ม.กรุงเทพ เคยสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์เป็นสมัยแรกในการแข่งขันไทยฟุตบอลไทยแลนด์พรีเมียร์ ลีก ครั้งที่ 10 ฤดูกาล 2548-2549 

เราไปดูกันว่าเหตุผลใดที่จะทำให้ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ภายใต้การบริหารของ ขจร เจียรวนนท์ ผงาดคว้าแชมป์หนแรก ฉลองครบรอบ 1 ทศวรรษ ที่เขาเข้ามาบริหารทีมนี้ จนก้าวมาเป็นหนึ่งในสโมสรที่แข็งแกร่ง และไร้เทียมทาน ถึงขั้นเป็นที่น่าเกรงขามเวลาลงสนามกับทุกทีม


1. ความกระหายสู่ความสำเร็จ

สมัยยังเป็นทีมม.กรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นสโมสรแรกจากสถาบันการศึกษาที่ประสบความสำเร็จสูงสุด โดยเข้าร่วมการแข่งขันไทยลีกเพียง 3 ฤดูกาลก็สามารถคว้าแชมป์มาครอง  และยังได้สิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทยให้ไปเล่น เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาล 2007

ชุดนั้นอยู่ภายใต้การคุมทัพของ ''มาราโดน่าเมืองไทย'' สมชาย ทรัพย์เพิ่ม กุนซือจอมปั้นเด็ก ซึ่งใช้บริการแข้งภายในรั้วมหาลัยเป็นแกนหลักในการสู้ศึก แต่กลับทำผลงานได้เยี่ยมยุทธ์เกินคาด โดยขุนพลชุดแชมป์ประกอบด้วยแข้งอย่าง กิตติศักดิ์ ศิริแว่น, ธีรยุทธ์ สืบศิลป์, รามเทพ ชัยแป้น, ซารีฟ สายนุ้ย, สุริยา ดอมไธสง ฯลฯ 

จากนั้นเป็นต้นมา นับจากเปลี่ยนชื่อมาเป็น ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ก็มีแค่คำว่า “รองแชมป์” 2 ครั้ง คือ ปี 2016 และ 2018 จึงเป็นความกระหายของนักเตะชุดนี้ที่อยากจะสานความสำเร็จให้ได้ โดยคนที่เคยได้แชมป์ไทยลีกกับทีมเก่า ก็มีทั้ง ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ (เมืองทอง ยูไนเต็ด, บีจี ปทุม ยูไนเต็ด), ทริสตอง โด (เมืองทอง ยูไนเต็ด), พีรพัฒน์ โน๊ตชัยยา (เมืองทอง ยูไนเต็ด), มิก้า ชูนวลศรี (เมืองทอง ยูไนเต็ด) ซึ่งต่างมีความเป็นแชมเปี้ยนกันมาแล้วทั้งสิ้น

ซึ่ง “โค้ชแบน” เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ด้วยว่า “ไม่ได้วางว่าต้องเป็นแชมป์เลกแรก หรือแชมป์เมื่อจบฤดูกาล แต่เราอยากได้แชมป์แน่นอน”


2. ไม่เปลี่ยนแปลงทีมเยอะ

อีกปัจจัยสำคัญที่ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด กำลังขับเคี่ยวแชมป์ไทยลีกได้อย่างสนุกเหลือเกิน ภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชแบน” ซึ่งเลือกจะไม่ผ่าตัดเปลี่ยนแปลงทีมเยอะจนเกินไป ผู้เล่นที่เสริมเข้ามาใหม่มีเพียง ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์, นันทวัฒน์ กกฝ้าย และ แอนโธนี คาร์เตอร์ เท่านั้น

นอกจากนี้ยังดึง เจษฏากร ขาวงาม ที่กลับมาจากการไปช่วย หนองบัว พิชญ เอฟซี เป็นแชมป์ไทยลีก 2 มาแทนที่ วันชัย จารุนงคราญ อีกทั้งยังปล่อยคนที่ไม่อยู่ในแผนและหมดสัญญา ทั้ง แอนโทนี่ เพ็ชร อำไพพิทักษ์วงศ์ กับ ฮาจิเมะ โฮโซไก  รวมถึง สรรวัชญ์ เดชมิตร ที่ส่งไปให้ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี ยืมตัว

แต่ผู้เล่นแกนหลักรายอื่นยังอยู่กันครบ ความเข้าใจในแท็คติกทั้งเกมรุกและรับจึงไม่ต้องมาเรียนรู้กันใหม่ ไม่แปลกใจเลยว่าในช่วงปรีซีซั่น พวกเขาสามารถรีดศักยภาพของตัวเองขึ้นมาได้อีกสเต็ป จนทำให้แต่ละคนเข้าสู่ฟอร์มพีคได้ไม่ยาก ยิ่งการได้ ฐิติพันธ์ เข้ามา เสมือนการเติมจิ๊กซอว์ที่เพิ่มมิติทะลุทะลวง ประสานงานกับเพื่อนร่วมทีมได้ดีมากขึ้นในการเชื่อมเกมระหว่างไลน์


3. มีพรีซีซั่นที่เยี่ยมยอด

ย้อนกลับไปในช่วงปรีซีซั่น “โค้ชแบน” ได้เตรียมทีมด้วยตัวผู้เล่นหลักเกือบทั้งหมด ด้วยเหตุที่พวกเขาไม่มีแข้งติดทีมชาติไทยมากเกินไป เพราะมีแค่ มานูเอล ทอม เบียห์, ทริสตอง โด และ ณัฐวุฒิ สุขสุ่ม ติดไปลุยฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 

ช่วงดังกล่าว “โค้ชแบน” ได้โอกาสใส่แท็คติคลงรายละเอียด รวมทั้งมีเกมอุ่นเครื่องมากมาย ไม่ว่าการเจอกับ เมืองทอง ยูไนเต็ด, บีจี ปทุม ยูไนเต็ด, การท่าเรือ เอฟซี, ชลบุรี เอฟซี, โปลิศ เทโร เอฟซี และ อุทัยธานี เอฟซี ทีมมหาเศรษฐีจากไทยลีก 3 ผลปรากฏว่า พลพรรค “แข้งเทพ” ทำผลงานได้ดีจนได้รับเสียงชื่นชมมากมาย

ทั้งในเรื่องระบบแท็คติค ที่รุก-รับอย่างสมดุล ไปจนถึงการเพรสซิ่งคู่แข่ง และการบิวด์อัพเกมขึ้นไปทำสกอร์ จนกระทั่งเปิดฤดูกาลไทยลีก 2021/2022 พวกเขาก็แสดงให้เห็นว่าผลจากการพรีซีซั่นที่ดีนำมาซึ่งความต่อเนื่องในการลงแข่งขันได้จริงๆ


4. ความหลากหลายในเกมรุก

ผ่านไปแล้ว 13 นัด เก็บได้ 29 คะแนน ขึ้นนำเป็นจ่าฝูง และหากใครได้ดูแต่ละเกม จะเห็นว่าพวกเขาไม่ทิ้งการเล่นแบบเอ็นเตอร์เทนแต่เน้นผลการแข่งขันมากขึ้น หลายๆ จังหวะที่ใช้รูปแบบพาวเวอร์เพลย์ในการโจมตีคู่แข่ง ซึ่งเป็นที่มาของจำนวนสกอร์ที่ยิงได้เป็นกอบเป็นกำ และที่สำคัญคือการเก็บแต้มให้ได้ในท้ายที่สุด

อีกปัจจัยหนึ่งคือ “แข้งเทพ” ไม่ต้องฝากความหวังในการทำสกอร์ไว้ที่ใครคนเดียว แม้ เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส จะกดไปแล้ว 7 ประตู เป็นดาวซัลโวสูงสุดของทีม แต่ก็มี วานเดอร์ หลุยซ์ ที่ตามมาเป็นรองดาวซัลโว ด้วยการทำไป 6 ลูก แถมแข้งไทยอย่าง ปกเกล้า อนันต์ และ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ก็ผลิตผลงานยอดเยี่ยม แบ่งกันซัดไปคนละ 2 เม็ด และยังมีคนอื่นๆ ที่ช่วยกันยิงได้อย่างถ้วนหน้า

ใครได้ดู ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด อยู่ทุกสัปดาห์ จะเห็นถึงความหลากหลายในเกมรุก เสมือนว่าทุกคนพร้อมลงไปเล่นในแท็คติคที่ซักซ้อมกันเอาไว้ได้อย่างเนียนตาเหลือเกิน  


5. การเสริมทีมที่ต้องจับตามอง

“การเป็นจ่าฝูงตอนนี้ ไม่ได้คิดอะไรมาก มันมีช่วงเวลาขึ้นลงตามฤดูกาล เราก็พยายามบอกเด็กว่าอย่าหลงระเริง แต่ต้องรักษามาตรฐานและความมั่นใจ เพื่อต่อยอดต่อไป” นี่คือคำพูดหลังเกมที่ “โค้ชแบน” ทิ้งเอาไว้ในวันที่เปิดบ้านไล่ถล่ม โปลิศ เทโร เอฟซี 5-0

ด้วยความที่นักเตะส่วนใหญ่เป็นสมบัติตกทอดจากยุคของ มาโน่ โพลกิ้ง และในซีซั่นนี้ “โค้ชแบน” ได้มาเพิ่มแค่ 3 คน คือ ฐิติพันธ์, นันทวัฒน์ และ  คาร์เตอร์ ด้วยสถานการณ์ที่กำลังไปได้สวยต่อการลุ้นแชมป์ เมื่อเป็นเช่นนี้ในเลกสองคงจะต้องมีการเสริมทัพแน่นอน 

แต่ด้วยนโยบายของทีมที่ปรับเปลี่ยนไปตามสภาพเศรษฐกิจ ที่คงไม่มีการทุ่มเม็ดเงินมากเกินไปเหมือนที่ผ่านมา แต่เน้นโฟกัสไปที่ศักยภาพของนักเตะและเสริมเฉพาะตำแหน่งที่ทีมต้องการจริงๆ  รอจับตาดูตลาดนักเตะซื้อขายเลกสอง ระหว่าง 8 ธ.ค. 2021 – 4 ม.ค. 2022 ให้ดีๆ

ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวล รวมถึงสถานการณ์ของทีมอื่นๆ ในกลุ่มหัวตารางที่ยังมีข้อผิดพลาดให้เห็น โอกาสลุ้นแชมป์ปีนี้จึงถือว่าเปิดกว้างมากๆ โดยเฉพาะในฤดูกาลที่แต่ละเกมคาดเดาผลการแข่งขันได้ไม่ง่ายเลย เพราะทุกทีมยกระดับคุณภาพขึ้นมาจนสามารถแพ้ชนะกันได้หมด ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะพา “แข้งเทพ” ก้าวสู่บัลลังก์แชมป์ได้นั้น นอกจากศักยภาพบนฟลอร์หญ้าแล้ว ความคงเส้นคงวาก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทีมที่จะประสบความสำเร็จ

ต้องมารอดูกันว่าจากประสบการณ์ที่เคยผ่านมา จะทำให้พวกเขาเรียนรู้เพื่อลดข้อผิดพลาดและสามารถปิดจ๊อบในแต่ละเกมเพื่อแต้มสำคัญไปจนจบซีซั่นได้หรือไม่ 


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com