อันเดรส อีเนียสต้า อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติสเปนของ วิสเซล โกเบ จะโลดแล่นบนเวทีลูกหนังไปจนถึงอายุ 40 ปี แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าเขาจะเลือกทำงานฐานะโค้ชหรือไม่หลังจากยุติอาชีพค้าแข้ง

อันเดรส อีเนียสต้า อดีตมิดฟิลด์ บาร์เซโลน่า วัย 37 ปี ยังคงสนุกกับอาชีพค้าแข้งของเขาและจะโลดแล่นบนเวทีลูกหนังต่อไปจนถึงอายุ 40 หลังการทำข้อตกลงใหม่กับ วิสเซล โกเบ สโมสรดังของเมืองปลาดิบ

อีเนียสต้า ประสบความสำเร็จมาอาชีพค้าแข้งซึ่งสะท้อนถึงสถานะของเขาในฐานะหนึ่งในสุดยอดมิดฟิลด์ในยุคของเขา การคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก (2010) และ แชมป์ยุโรป 2 สมัย (2008 กับ 2012) กับทีมชาติสเปน รวมถึงแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีก 4 สมัย รวมถึงโทรฟี่รายการอื่นๆอีกมากมายกับ บาร์เซโลน่า

อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติสเปนย้ายจาก อัลบาเซเต้ เข้าสู่โรงเรียนลูกหนัง 'ลา มาเซีย' ตั้งแต่ปี 1996 ก่อนก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของ บาร์เซโลน่า อีก 6 ปีต่อมา เขาค้าแข้งกับทัพอาซูลกราน่ายาวนานจนกระทั่งจบฤดูกาล 2017-2018 ลงเล่นรวมกัน 674 เกม และทำ 57 ประตู 


จากนั้น อีเนียสต้า ย้ายมาค้าแข้งในลีกเมืองปลาดิบกับ วิสเซล โกเบ ที่เขาเรียกว่าบ้านหลังอยู่กับสโมสรมานาน 3 ปี พร้อมนำทีมคว้าแชมป์ เอ็มเพอเรอร์ คัพ และ เจแปนีส ซูเปอร์ คัพ ก่อนจะขยายสัญญาซึ่งทำให้เขาเล่นฟุตบอลไปจนกระทั่งอายุ 40 ปี

เมื่อถูกถามว่าเขายังมองเห็นการผ่านบอลที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้หรือการเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขันเล่นในพื้นที่แคบๆได้อย่างไร และเขายังจะพาคุณย้อนเวลากลับไปราว 3 ทศวรรษและระยะทางเกือบ 7,000 ไมล์ สู่สนามที่ถูกสร้างขึ้นมาชั่วคราวในฟวนเตอัลบีย่า เมืองบ้านเกิดของเขา

'ผมถือว่าตัวเองเป็นนักเตะที่เข้าใจง่ายและอ่านเกมล่วงหน้าเพียงไม่กี่สเต็ป' อีเนียสต้า กล่าวกับ บีบีซี 'ในตำแหน่งที่ผมเล่นนั่นอาจเป็นจุดแข็งของผมและผมพยายามใช้ประโยชน์จากมันให้มากสุดเท่าที่จะเป็นไปได้'

'มีบางอย่างเกิดขึ้น บางอย่างที่ผมกำลังประมวลผลอยู่ในหัว มันยากที่จะอธิบายถึงสิ่งเหล่านั้น มันเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ผมสามารถเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ตั้งแต่ผมยังหนุ่มหรือผ่านการทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า'

'ในฟุตบอล ถ้าคุณเริ่มคิด คุณอาจก้าวช้าเกินไป'


อีเนียสต้า ยังเรียกมันว่า 'แก่นแท้' หลังการทำประตูชัยนำทีมชาติสเปนคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งประวัติศาสตร์เมื่อปี 2010 ร่วมสร้างช่วงเวลาที่น่าประทับใจในการแข่งขันยิ่งใหญ่ที่สุด แต่รากฐานคือ 'สิ่งที่ผมทำมาตั้งแต่ตอนผมอายุ 10 ขวบ'

'สาระสำคัญเหล่านั้นออกมาในการฝึกซ้อมหรือการแข่งขันและผมแค่ทำตามพวกเขา' อีเนียสต้า อธิบาย 'ตอนผมยังเด็ก ผมเล่นตามท้องถนนในบ้านเกิดของผมหรือในสนามเด็กเล่นของโรงเรียน และสภาพแวดล้อมนั้นจะช่วยให้คุณมีวิวัฒนการ'

'การเชื่อมต่อกับสภาพแวดล้อมนั้นและคุณเป็นใครและเป็นคนแบบไหนที่จะนำคุณไปสู่การเป็นผู้เล่นบางประเภท'

'ทุกวันนี้ เด็กๆอาจจะฝึกฟุตบอลในสนามที่มีการเตรียมไว้อย่างดีมากขึ้น ในสภาพแวดล้อมเหล่านั้น พวกเขาต้องพยายามปรับตัวและได้รับทักษะบางอย่าง แต่ละสภาพแวดล้อมจะช่วยให้คุณดีขึ้น'


เด็กพรสวรรค์ที่มาจากชานเมืองอัลบาเซเต้ เติบโตขึ้นมาในยุคของ ไมเคิ่ล เลาดรู๊ป และ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า, อีเนียสต้า ได้รับการฝึกฝนพรสวรรค์ดิบภายใต้หลืบเงาของพวกเขา เมื่อเข้าสู่ศูนย์ฝึก 'ลา มาเซีย' ตอนอายุ 12 ปี แม้ว่าเขาจะต่อมน้ำตาแตกที่ต้องลาจากบ้านเกิดมาสู่โรงเรียนลูกหนังของ บาร์เซโลน่า

อีเนียสต้า ไม่รู้ว่าหลังจากนั้นจะมีอิทธิพลต่ออาชีพค้าแข้งของเขา 

'บาร์เซโลน่า เป็นเหมือนการทดสอบทุกเกม และคุณต้องผ่านมันไปให้ได้' อีเนียสต้า กล่าว 'นั่นคือพื้นฐาน และทุกครั้งที่คุณต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม หล่อหลอมตัวเองให้เข้ากับสไตล์ที่คุณต้องการ แต่ยังคงไว้ซึ่งสาระสำคัญเสมอ'

'ผมมีโค้ชหลายคน ผมเริ่มต้นกับ หลุยส์ ฟาน กัล และจากนั้นเป็น กวาร์ดิโอล่า, หลุยส์ เอ็นรีเก้ และ เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ โค้ชทุกคนสอนบางอย่างให้คุณ และคุณสามารถเรียนรู้บางอย่างจากโค้ชทุกคน อาจมีบางครั้งที่ผมเล่นน้อยลง แต่ประสบการณ์นั้นเสริมคุณค่าให้ผมด้วย'

'มันคงเป็นเรื่องยากที่จะชี้ให้เห็นโค้ชที่มีอิทธิพลต่อผมมากที่สุด และนั่นก็เหมือนกับนักเตะที่ผมเคยเล่นด้วยและเรียนรู้จากพวกเขา ผมเคยอยู่ใน บาร์ซ่า และทีมชาติสเปนในช่วงเวลาที่ดีมาก และผมได้อยู่กับนักเตะเก่งที่สุดในโลก และผมได้เรียนรู้จากพวกเขาทั้งหมด'


อีเนียสต้า หยุดครู่หนึ่งเพื่อพิจารณาคำตอบของเขาก่อนจะพูดต่อว่า 'ไม่ใช่แค่สิ่งที่คุณมีอยู่รอบตัวคุณในทันที แต่ยังรวมถึงคู่ต่อสู้ ระบบของฝ่ายตรงข้าม หรือรูปแบบการเล่น ผมคิดเสมอว่าแรงจูงใจในการเรียนรู้เรื่องนี้คือแรงกระตุ้นที่้ต้องเก็บไว้เพื่อปรับปรุงต่อไป'

'คุณสามารถเรียนรู้จากทุกอย่าง ไม่เพียงแต่จากสิ่งต่างๆรอบตัวคุณเท่านั้น แต่จากทุกอย่างที่อยู่รอบๆฟุตบอลของคุณด้วย'

อีเนียสต้า ยังเน้นย้ำถึงพลังงานของทีมชาติชิลียุค มาร์เซโล่ บีเอลซ่า รวมถึงความท้าทายในการทำลายล้าง เรอัล มาดริด ยุค โชเซ่ มูรินโญ่ ในเกม 'เอล กลาซิโก้'

'ผมโชคดีที่ได้ลงเล่นเกมมากมายในอาชีพค้าแข้งของผมและคุณเผชิญหน้ากับทีมมากมายและผู้เล่นจำนวนมาก'

'มันไม่เหมือนกันในการแข่งขันรายการที่แตกต่างกันที่คุณเล่นอย่าง แชมเปี้ยนส์ลีก, ลา ลีกา หรือ ทีมชาติ ทีมอังกฤษหรืออิตาลีก็แตกต่างกันมาก เมื่อคุณเล่นกับ ชิลี ของ มาร์เซโล่ บีเอลซ่า นั่นคือทีมที่มีลักษณะเฉพาะตัว'

'การเผชิญหน้ากับ เรอัล มาดริด ตอนที่ มูรินโญ่ เป็นโค้ช หรือ คาร์โล อันเชล็อตติ ต่างเป็นประสบการณ์ที่ทำให้คุณมีความสุข'


บาร์เซโลน่า กลายเป็นแรงบันดาลใจให้โค้ชทั่วโลกนำปรัชญาที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จมาใช้งานกับทีมของพวกเขา อย่างเช่น สไตล์การเล่น 'ตีกี้-ตาก้า', การเพรสซิ่งคู่แข่ง และการโฟกัสที่ไปนักเตะพรสวรรค์ทางเทคนิค ในขณะที่คนอื่นๆกำลังมองหานักกีฬาที่มีความแข็งแกร่งและทรงพลัง

'บาร์ซ่า มีลักษณะเฉพาะตัวในการเป็นทีมที่ต้องการบอลและต้องการเก็บบอลไว้กับตัว' อีเนียสต้า กล่าวถึงทีมอาซูลกราน่า 'ในช่วงเวลาของ กวาร์ดิโอล่า ตัวฟุตบอลไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง แต่มันเป็นเวลาที่ทีมต่างๆมองมาที่พวกเราและพยายามเรียนรู้จริงๆ' 

บาร์เซโลน่า คว้าแชมป์ยุโรปครั้งสุดท้ายตั้งแต่ปี 2015 เมื่อ อีเนียสต้า ทำผลงานยอดเยี่ยมจนคว้ารางวัล 'แมน ออฟ เดอะ แมตช์' ในเกมชนะ ยูเวนตุส 3-1 แต่ ณ ปัจจุบัน ทีมอาซูลกราน่ากำลังเผชิญวิกฤตทางการเงินจนกลายสภาพเป็นทีมระดับสามัญบนเวทียุโรปและยังอยู่ห่างไกลจากค่ำคืนอันรุ่งโรจน์ในกรุงเบอร์ลินเมื่อ 6 ปีก่อน


'ผมจะมอง บาร์เซโลน่า ในทางที่ดีเสมอ เพราะผมยังคงเห็นทีมที่แตกต่างไปจากเดิม' อีเนียสต้า กล่าวถึงทีมเก่า 'หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปตั้งแต่นั้นมา แน่นอนว่านักเตะแตกต่างกัน แต่ยังมีความคิดและแนวคิดคล้ายกัน'

'บางครั้งจะมีช่วงเวลาที่ดี และบางครั้งก็มีจะช่วยเวลาแย่ๆ เหมือนกับที่มันเคยเป็นมา แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ชอบการเปรียบเทียบกันมากเกินไป'

อีเนียสต้า ไม่เต็มใจที่จะวิพากษ์วิจารณ์สโมสรที่เขายังรักและเมื่ออาชีพค้าแข้งของเขาสิ้นสุดสุด 'คัมป์ นู' จะเป็นสถานที่ที่เขาปรารถนาจะกลับไป 

'ใช่ มันเป็นสิ่งที่ผมต้องการ' มิดฟิลด์วัย 37 ปี กล่าว 'ผมอยากให้มันเกิดขึ้นเพราะมากกว่าสิ่งอื่นใดคือสโมสรที่ผมใช้เวลาร่วมกันมานานหลายปี'

'คุณไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ผมไม่รู้ว่าผมจะกลับมาได้อย่างไร หรือใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในช่วงเวลานั้น'

'ดังนั้นจึงมีหลายปัจจัยที่ทำให้ยากที่จะเห็นว่าอะไรจะเกิดขึ้นจริง แต่ถ้าคุณถามผมว่าผมต้องการแบบนั้นหรือไม่ คำตอบคือ ใช่'


ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการเป็นโค้ชหรือไม่ก็ตาม มีศูนย์ฝึกสอนในประเทศญี่ปุ่นที่มีชื่อของเขาคือ 'Iniesta's Methodology' อะคาเดมี่ แต่มิดฟิลด์วัย 37 ปียอมรับว่าเขายังไม่แน่ใจว่าจะเดินไปทิศทางไหนในอนาคต

'บางครั้งผมอยากเป็นโค้ช บางครั้งผมคิดว่าความสนใจของผมไปในทิศทางอื่น' อีเนียสต้า เผย 'ผมรู้ว่าผมต้องการอยู่กับฟุตบอลและเมื่อผมยุติอาชีพค้าแข้ง ผมต้องการได้รับในอนุญาตโค้ช แต่ผมไม่รู้ว่าผมจะใช้มันในอนาคตหรือไม่'

'ไม่มีอะไรในช่วงที่ผมตื่นมาในตอนเช้าและคิดว่า 'ผมต้องการทำสิ่งนี้' ดังนั้นสำหรับตอนนี้ ผมจะสนุกกับการเล่น, ฝึกซ้อมและรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต'

อีเนียสต้า ทำข้อตกลงใหม่ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ซึ่งหมายความว่าเขาจะอยู่ในเมืองโกเบไปอย่างน้อยจนถึงปี 2023 เมืองที่ภรรยาของเขา อันนา และลูกๆ 4 คนสามารถสนุกกับการใช้ชีวิตที่ห่างไกลจากเมืองที่เต็มไปด้วยแสง, สีและเสียง


'มันยากมากในบ้านของคุณที่จะหาสถานที่ที่คุณรู้สึกสบายใจหรือเพลิดเพลินในชีวิตประจำวันทั้งในด้านอาชีพและส่วนตัว' อีเนียสต้า กล่าว 'แต่ผมคิดว่าเราพบสถานที่นั้นแล้วใน โกเบ'

'มันเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาในการออกจาก บาร์เซโลน่า แต่จากช่วงเริ่มต้น วิธีที่ผู้คนปฏิบัติต่อเรานั้นดีมากๆ'

อีเนียสต้า กลับมาลงเล่นอีกครั้งหลังการฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังที่พรากเขาไปจากสนามเป็นเวลานาน และกำลังโฟกัสในการนำความสำเร็จมาสู่ วิสเซล โกเบ พร้อมกับเพื่อนเก่าจาก บาร์เซโลน่า ทั้ง โธมัส แฟร์มาเล่น, เซร์จี้ ซามเปร์ และ โบยาน เกร์กิช


'จากส่วนของผม ตราบใดที่ร่างกายของผมสามารถทำได้ ผมต้องการจะแข่งขันต่อไป' อีเนียสต้า กล่าว 'มันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผมที่จะรักษาสภาพที่ดีนั้นไว้เพื่อที่ผมจะได้สนุกกับฟุตบอลต่อไป'

'เราคว้าแชมป์เพียงสองรายการในประวัติศาสตร์สโมสร และเราต้องการจะพยายามสร้างประวัติศาสตร์ที่่นี่ต่อไปในฤดูกาลนี้'

'เราอยู่ในตำแหน่งที่ดีและเป้าหมายคือการผ่านเข้ารอบรายการ เอเซียน แชมเปี้ยนส์ลีก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย ผมต้องการคว้าแชมป์มากกว่านี้' อีเนียสต้า กล่าว


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com