ย้อนเวลากลับไป ช่วงเวลาที่เดวิด เบ็คแฮม ยังเป็นนักเตะของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เขาถือเป็นผู้เล่นที่เปรียบเหมือนกับซูเปอร์สตาร์ด้านลูกหนัง ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของหมายเลข 7 โด่งดังไปทั่วโลก พร้อมกันนี้ เขายังช่วยยกระดับให้กับพลพรรคปีศาจแดงกลายเป็นทีมที่มีมูลค่าทางการตลาดเพิ่มมากขึ้น แฟนบอลหลายคนกลายมาเป็นแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ส่วนสำคัญเป็นเพราะความหล่อเหลา และความมีชื่อเสียงของเขา 

อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญมาเกิดขึ้นในช่วงปี 2003 ในเกมที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านพ่ายต่ออาร์เซน่อล 0-2 ในศึกเอฟเอ คัพ รอบที่ 5 เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เกิดอาการโมโหสุดขีด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเสียประตูที่ 2 เมื่อเบ็คแฮม ไม่ยอมวิ่งตามประกบตัว ส่งผลให้ทางเฟอร์กี้ เตะรองเท้าสตั๊ดไปโดนคิ้วของเบ็คแฮม จนเกิดแผลแตก และกลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก 

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ความสัมพันธ์ของเบ็คแฮม กับกุนซือที่เปรียบเหมือนกับพ่อคนที่สอง ไม่ได้แน่นแฟ้นเหมือนเดิมอีกต่อไป หลังจบฤดูกาลนั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจปล่อยตัวเบ็คแฮม ไปให้กับเรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวราว 35 ล้านยูโร ท่ามกลางความเสียดายของสาวกปีศาจแดงทั่วโลก ที่ต้องเสียดาวดังรายนี้

เรื่องราวที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยทราบมาก่อนคือ ก่อนที่เบ็คแฮม จะกลายเป็นนักเตะของราชันชุดขาวพร้อมกับกลายส่วนหนึ่งของขุนพลกาลาติกอสเขาเคยเกือบย้ายไปเป็นผู้เล่นของบาร์เซโลน่า มาแล้วอะไรคือจุดเปลี่ยนสำคัฐ และอะไรคือสาเหตุที่ทำให้การย้ายทีมครั้งนั้น ระหว่างเบ็คแฮม กับบาร์ซ่า ไม่เกิดขึ้น เราลองไปย้อนความทรงจำกันหน่อย

เบ็คแฮม ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ ผ่านสื่อดังอย่างบีบีซี เอาไว้ว่า หลังจากเหตุการณ์สตั๊ดบินครั้งนั้น ทำให้เขาได้รับข่าวลือว่า สโมสรอยากจะปล่อยตัวเขาออกจากทีม โดยที่ข่าวนี้เริ่มจะมีมูลมากขึ้น ในระหว่างที่เขาเดินทางไปพักร้อนกับภรรยาอย่างวิคตอเรีย ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา 

หลังจากนั้น หนึ่งในเพื่อนของเขาโทรศัพท์เข้ามาหา พร้อมกับบอกว่า สื่อดังอย่างสกาย สปอร์ตส ตีข่าวแล้วว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำการตกลงเงื่อนไขกับทางบาร์เซโลน่า เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในการปล่อยตัวเขาไปร่วมทีมยักษ์ใหญ่แห่งแคว้นกาตาลัน เบ็คแฮม ออกมายอมรับตามตรงว่า เขาสับสนเป็นอย่างมาก เพราะเขาไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อนนั่นเอง

ช่วงเวลาดังกล่าว บรรดาสื่อดังต่างพากันประโคมข่าว โดยมุ่งไปยังที่ความสัมพันธ์ของเบ็คแฮม กับเฟอร์กูสัน อันนำมาซึ่งการถูกปล่อยตัวออกจากทีมในครั้งนี้ ขณะที่เบ็คแฮม เปิดเผยต่อไปว่า เขารีบนั่งเครื่องกลับไปยังกรุงลอนดอน ทันที พร้อมกับพยายามพูดคุยกับผู้บริหารของสโมสร อย่างไรก็ตาม คำตอบที่ได้กลับมาคือ มันไม่ทันเวลาแล้ว 

เบ็คแฮม ยื่นคำขาดกับสโมสรว่า เขาต้องรับรู้เหตุผลที่แท้จริงว่า เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกันแน่ และทำไมสโมสรถึงตกลงปล่อยตัวเขาให้กับบาร์เซโลน่า ซึ่งเป็นการตกลงกันแบบลับๆ โดยที่เขาไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน

แต่ทุกอย่างก็ดูเหมือนไม่มีทางออก สโมสรยืนยันเสียงแข็งว่า ตกลงปล่อยขายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเบ็คแฮม ต้องเดินออกจากโรงละครแห่งความฝันในไม่ช้านี้ นอกจากนี้ ยังมีภาพหลุดที่เป็นเสื้อของบาร์ซ่า ที่สกรีนหมายเลข 7 และชื่อของเบ็คแฮม วางในสโตร์อย่างเป็นทางการแล้ว

หลังจากนั้น เบ็คแฮม ทำการติดต่อหาเอเย่นต์ส่วนตัวทันที พร้อมกับบอกว่า เขาไม่ต้องการย้ายไปยังบาร์เซโลน่า เหมือนที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปตกลงกันไว้ พร้อมกับบอกว่า เขาอยากย้ายไปร่วมทีมเรอัล มาดริด เพียงเท่านั้น 

หลังจากนั้นเพียงวันเดียว เขาก็นัดพูดคุยกับฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรราชันชุดขาวก่อนที่จะยืนยันการย้ายทีมในท้ายที่สุด โดยเบ็คแฮม กล่าวถึงการตัดสินใจครั้งนั้นว่า เขาคงรู้สึกเสียใจอย่างแน่นอน หากเขาไม่ตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมเรอัล มาดริด 

พร้อมกับย้ำว่า การไม่ย้ายไปบาร์เซโลน่า ไม่ใช่การแก้แค้นอะไรทั้งนั้นราชันชุดขาวคือทีมที่เขาอยากเล่นด้วยจริงๆ แม้ว่าจะรู้สึกเจ็บปวด และโมโหที่ต้องย้ายออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ตามที

ขณะที่โจน ลาปอร์ต้า ที่เพิ่งก้าวมาเป็นประธานสโมสรบาร์ซ่า ในช่วงเวลานั้น ออกมาเปิดเผยในมุมของบาร์ซ่า เอาไว้อย่างน่าสนใจ

โดยบอกว่า การซื้อตัวเบ็คแฮม ถือเป็นส่วนหนึ่งของการหาเสียงในการเลือกตั้งประธานสโมสร พวกเขาตกลงกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผ่านเอกสารรับรองการซื้อขายกัน เพียงแค่ว่าอำนาจในการต่อรองมีไม่มากพอ จนต้องเสีย “DB7” ให้กับคู่ปรับตลอดกาลอย่างเรอัล มาดริด 

ผลสุดท้าย บาร์เซโลน่า ก็ต้องไปหานักเตะมาแทนที่การชวดได้ตัวเบ็คแฮม และผลสุดท้าย พวกเขาก็ได้โรนัลดินโญ่ มาร่วมทีมแทน ซึ่งเป็นการปาดหน้าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อีกหนึ่งทอด โดยที่พลพรรคปีศาจแดงจำเป็นต้องไปคว้าตัวนักเตะหมายเลข 7 คนใหม่มาร่วมทีมแทน โดยมีนามว่าคริสเตียโน่ โรนัลโด้นั่นเอง 


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com