การเปรียบเทียบ บาเยิร์น มิวนิค ยุค ยูเลียน นาเกลส์มันน์ กับ ฮันซี่ ฟลิค มีความแตกต่างกันเล็กน้อยแต่เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม

บาเยิร์น มิวนิค ยุค ฮันซี่ ฟลิค สร้างมาตรฐานใหม่สำหรับสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากสุดในเยอรมนีด้วยการคว้าแชมป์ 7 รายการภายในเวลาเพียง 18 เดือน ความรู้สึกที่ชนะนั้นยังคงดำเนินต่อไปในยุคของผู้สืบทอดอย่าง ยูเลียน นาเกลส์มันน์ แต่ทีมเสือใต้ทั้งสองยุคแตกต่างกันอย่างไรหลังผ่านมา 6 เดือนภายใต้การดูแลของเทรนเนอร์หนุ่มวัย 34 ปี 

สถานะการเล่น

บาเยิร์น มิวนิค อยู่อันดับ 4 ตอนที่ ฟลิค เข้ามารับตำแหน่งเทรนเนอร์ช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2019 และแม้ว่าจะประเดิมสังเวียนด้วยการยิงสลุต โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 4-0 ก็ตาม ทว่าทีมเสือใต้รูดมาอยู่อันดับ 7 ในเดือนธันวาคม แต่หลังจากนั้นทีมดังแคว้นบาวาเรียเดินหน้าเก็บชัยชนะ 19 จาก 20 เกมสุดท้ายของฤดูกาล (เสมอ 1) 

ทีมเสือใต้ของ ฟลิค ยังคว้าชัยชนะทุกเกมบนเวทีแชมเปี้ยนส์ลีก และ เดเอฟเบ เดินหน้าคว้า 'ทริเปิ้ลแชมป์' ครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ของสโมสร 

ฟลิค ทำงานเต็มฤดูกาลเพียงซีซั่นเดียว ซึ่งทีมเสือใต้คว้าแชมป์บุนเดสลีกาอีกหนึ่งสมัย ขณะที่ยังเหลืออีก 3 เกมก่อนจบฤดูกาล โดยหลุดวงโคจรรายการ เดเอฟเบ โพคาล เพียงรอบ 2 หลังดวลเป้าพ่าย โฮลชไตน์ คีล 


ส่วนรายการแชมเปี้ยนส์ลีก ทีมเสือใต้จอดป้ายเพียงรอบ 8 ทีม หลังการปราชัยต่อ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เนื่องจากพวกเขาไม่มีกองหน้าคนสำคัญอย่าง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ที่บาดเจ็บในช่วงเวลาดังกล่าว

สถานการณ์ของ บาเยิร์น มิวนิค มีความคล้ายคลึงกันมากในช่วง 6 เดือนแรกขณะที่ นาเกลส์มันน์ ถือหางเสือทีมดังแคว้นบาวาเรีย อดีตเทรนเนอร์ ฮอฟเฟนไฮม์ และ แอร์เบ ไลป์ซิก นำ บาเยิร์น มิวนิค นั่งแท่นจ่าฝูงบุนเดสลีกา พวกเขายังกวาดชัยชนะทั้ง 6 เกมในรอบแบ่งกลุ่มแชมเปี้ยนส์ลีก กลายเป็นคนที่สองในประวัติศาสตร์ต่อจากทีมเสือใต้ยุค นิโก้ โควาช ต่อเนื่องถึง ฮันซี่ ฟลิค 

ทว่าพวกเขาสร้างความตกตะลึงด้วยการปราชัยต่อ มึนเช่นกลัดบัค 0-5 ตกรอบ 2 ของศึก เดเอฟเบ โพคาล แบบเหนือความคาดหมาย


นาเกลส์มันน์ พลาดการบัญชาเกมข้างสนาม 4 นัด เนื่องจากเทรนเนอร์วัย 34 ปีต้องกักตัวหลังติดเชื้อ 'โควิด-19' แต่เขายังดูแลการแข่งขัน 26 เกมในฐานะเทรนเนอร์ทีมเสือใต้ สถิติของเทรนเนอร์วัย 34 ปีในการแข่งขันทั้งหมดคือชนะ 22 เสมอ 1 และแพ้ 3 ทำได้ 2.58 คะแนนต่อเกม เขาประสบความสำเร็จครั้งแรกในอาชีพของเทรนเนอร์ด้วยการคว้าแชมป์ เดเอฟแอล ซูเปอร์ คัพ 

ส่วน ฟลิค คุมทีมเสือใต้ 26 เกมแรก โดยทำผลงานเกือบเหมือนกัน สถิติชนะ 23 เสมอ 1 แพ้ 2 เก็บ 2.69 คะแนนต่อเกม เหนือกว่า นาเกลส์มันน์ เพียงเล็กน้อย 

ฟลิค คุมทีมดังแคว้นบาวาเรียลงเล่นทั้งหมด 86 เกม ทำสถิติชนะ 70 เสมอ 8 และ แพ้ 8 โดยคว้าแชมป์ 7 รายการ (บุนเดสลีกา 2 สมัย), เดเอฟเบ โพคาล, ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก, เดเอฟแอล ซูเปอร์ คัพ, ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ คัพ และ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ) ค่าเฉลี่ยโดยรวมของเขาคือ 2.53 คะแนนต่อเกม คว้าแชมป์เฉลี่ยทุก 12 เกม 


'พวกเรานำโค้ชหนุ่มเข้ามาและเราหนุนหลังเขาเต็มร้อย แนวคิดเรื่องฟุตบอลของเขาทำให้พวกเราเชื่อมั่น วิธีที่เขาทำงานที่ ไลป์ซิก นั้นน่าประทับใจ ตอนนี้เขาได้ทำตามสิ่งนั้นกับเราอย่างราบรื่น' ฮาซาน ซาลิฮามิดซิช ผู้อำนวยการกีฬาของทีมเสือใต้ประเมินผลงานในช่วง 6 เดือนแรกของ นาเกลส์มันน์ 

ซาลิฮามิดชิช ยังกล่าวถึงความแตกต่างระหว่าง นาเกลส์มันน์ กับ ฟลิค ว่า 'กับฟุตบอลในใจ ฮันซี่ รู้สึกถึงบรรยากาศในทีม ยูเลียน สามารถทำได้เช่นเดียวกัน แต่เขายังมีการนำเสนอมากขึ้นอีกเล็กน้อยทั้งในแง่ของเกมรุกและเกมรับ'

เปรียบเทียบครึ่งซีซั่นแรก

เราสามารถเปรียบเทียบผลงานของ บาเยิร์น มิวนิค ภายใต้การรับผิดชอบของเทรนเนอร์สองคน จากการลงเล่นบุนเดสลีกา 17 เกม, แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม 6 นัด, และสองรายการบอลด้วยอย่าง เดเอฟเบ โพคาล และ เดเอฟแอล ซูเปอร์ คัพ 

โฟกัสไปที่เวทีบุนเดสลีกาเป็นอันดับแรก ทีมเสือใต้ของ นาเกลส์มันน์ มาถึงครึ่งทางของซีซั่น 2021-2022 ด้วยการมี 43 คะแนน มากกว่ายุค ฟลิค ในฤดูกาลที่แล้ว 4 คะแนน ส่วน บาเยิร์น มิวนิค ทำผลงานดีสุดในครึ่งซีซั่นแรกยุค เป๊ป กวาร์ดิโอล่า หลังเก็บ 46 คะแนนในซีซั่น 2015-2016

นาเกลส์มันน์ มีค่าเฉลี่ยเก็บ 2.53 คะแนนต่อเกมในฐานะเทรนเนอร์ของทีมเสือใต้ ซึ่งเป็นสถิติสโมสร และแน่นอนมันเหนือกว่า กวาร์ดิโอล่า (2.52 คะแนนต่อเกม) ส่วน ฟลิค ตามมาเป็นอันดับ 3 (2.45 คะแนนต่อเกม) 


อัตราการชนะเกมบนเวทีบุนเดสลีกาของ นาเกลส์มันน์ อยู่ที่ 82 เปอร์เซ็นต์ เหนือกว่าเทรนเนอร์ทุกคนของทีมเสือใต้ แต่เขามีสถิติเหมือนผลงานของ ฟลิค ในช่วงการคุมทีมลงเล่น 17 เกมแรกที่ทำสถิติ ชนะ 14 เสมอ 1 และแพ้ 2

จากการลงเล่นทุกรายการ นาเกลส์มันน์ ชนะ 22 จาก 26 เกมแรกของเขา อีก 4 เกมลงเอยด้วยการเสมอ 1 และ แพ้ 3 ขณะที่ ฟลิค ชนะ 19 เสมอ 4 และ แพ้ 3 จากจำนวนการแข่งขันเท่ากันในช่วงครึ่งแรกของฤดูกาล โดย นาเกลส์มันน์ เก็บคะแนนเฉลี่ย 2.58 ต่อเกมเหนือกว่า ฟลิค (2.34)

เมื่อเปรียบเทียบผลงานของ บาเยิร์น มิวนิค คุณจะเห็นพัฒนาการของทีมเสือใต้ที่ดีขึ้นชัดเจน พวกเขาเสียแค่ 16 ประตูบนเวทีบุนเดสลีกาซีซั่น 2021-2022 เก็บคลีนชีต 6 เกม เทียบกับยุค ฟลิค ที่เสีย 25 ประตูและเก็บคลีนชีตเพียง 3 เกม 

บาเยิร์น มิวนิค ยังปล่อยให้คู่แข่งมีโอกาสทำประตูเพียง 153 ครั้ง น้อยกว่าซีซั่นก่อนที่เปิดโอกาสให้คู่แข่งล่อเป้าถึง 181 ครั้ง โอกาสที่ชัดเจนยังลดลงลง 21 ครั้งเหลือเพียง 12 ครั้ง โดยทีมยุค นาเกลส์มันน์ เสียท่าให้คู่แข่งจากเกมสวนกลับเพียงครั้งเดียว น้อยกว่าทีมเสือใต้ยุค ฟลิค ที่พลาดให้เกมโต้กลับของคู่แข่ง 4 ครั้ง 


'เราไม่ยอมให้มีการเล่นเกมสวนกลับมากมายขนาดนั้น' นาเกลส์มันน์ เคยกล่าวไว้หลังเกมเฉือนชนะ บีเลเฟลด์ 1-0 'ผมคิดว่าในครึ่งหลัง เราใช้ความกดดันอย่างมาก การครอบครองบอลจำนวนมากในพื้นที่ส่วนที่สาม ยอมให้มีการโต้กลับเพียงครั้งเดียว แต่วันนี้ผมมีความสุขมากขึ้นที่เราไม่เสียประตู ผมคิดว่ามันสำคัญมากสำหรับเรา'

นั่นเกิดขึ้นหนึ่งสัปดาห์หลังเกมพลิกพ่าย เอาก์สบวร์ก ซึ่ง นาเกลส์มันน์ เรียกร้องมากขึ้นจากลูกทีม 'เราต้องปรับปรุงเพราะมันง่ายเกินไปที่จะทำประตูในการเผชิญหน้ากับเรา เราต้องการเป็นหนึ่งในทีมดีสุดของยุโรป ดังนั้นเราต้องเล่นเกมป้องกันให้ดีขึ้น'

รูปแบบและแท็คติก

ฟลิค โปรดปรานระบบ 4-2-3-1 ที่ได้รับความนิยมในเยอรมนีมาอย่างยาวนาน มันเป็นรูปแบบที่ทีมอินทรีเหล็กเล่นในขณะที่เขาเป็นผู้ช่วยของ โยอาคิม เลิฟ อดีตเทรนเนอร์ทีมชาติเยอรมนี มันเป็นระบบที่ บาเยิร์น มิวนิค ใช้งานมาตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีเพียง 2 ครั้งจากการคุมทีมเสือใต้ลงสนาม 86 เกมที่เขาเลือกใช้ระบบ 3 เซนเตอร์แบ็ก หนึ่งในนั้นคือการเผชิญหน้ากับ แอตเลติโก มาดริด บนเวทีแชมเปี้ยนส์ลีกที่เขาหมุนเวียนนักเตะลงสนามหลายตำแหน่ง

ทีมของ ฟลิค เป็นฝ่ายครองเกมเหนือกว่าคู่แข่งชัดเจน โดยครองบอลเฉลี่ย 60.2 เปอร์เซ็นต์ในซีซั่น 2020-2021 พวกเขาผ่านบอลเฉลี่ย 570 ครั้งต่อเกมในช่วงเวลานั้น ซึ่งมีการผ่านบอลไกล 42 ครั้ง ทีมเสือใต้ยังครอสบอลเฉลี่ย 15 ครั้งต่อเกม ดังนั้นมันเป็นการควบคุม รวมถึงการส่งบอลไปข้างหน้าและเข้าไปในเขตโทษเร็วสุดเพื่อสร้างอันตรายสูงสุด


ทัพเสือใต้ของ ฟลิค ยังได้รับคำชมเรื่องความเอาจริงเอาจัง โดยวิ่งเฉลี่ย 71.2 ไมล์ต่อเกม (114.6 กิโลเมตร), สปรินต์ 248 ครั้งต่อเกมและวิ่งแบบเข้มข้นต่อเกม 728 ครั้ง 

ทว่าตัวเลขดังกล่าวได้รับการปรับปรุงดีขึ้นในซีซั่นนี้ โดยวิ่งเฉลี่ย 72.0 ไมล์ต่อเกม (115.9 กิโลเมตร), สปรินต์เฉลี่ยมากขึ้น 251 ครั้งต่อเกมและวิ่งแบบเข้มข้น 735 ครั้งต่อเกม ทีมเสือใต้ชุดปัจจุบันยังจ่ายบอลต่อเกมมากกว่า 615 ต่อ 570 ครั้ง แม้ว่าจะครองบอลน้อยกว่าเล็กน้อย 60.1 เปอร์เซ็นต์ต่อ 60.2 เปอร์เซ็นต์ 

การจ่ายบอลที่มากกว่าด้วยสัดส่วนการครองบอลที่เกือบจะเท่ากัน บ่งบอกถึงสไตล์ของ นาเกลส์มันน์ ได้เป็นอย่างดี มีความเข้มข้นสูงและเล่นอย่างรวดเร็วจากแดนหลังสู่แดนหน้า แต่ทีมของ ฟลิค เล่นบอลยาวมากกว่า 42 ครั้งต่อเกมกับ 30 ครั้งต่อเกม โดยใช้การวางบอลยาวของ ดาวิด อลาบา กับ เยโรม บัวเต็ง ซึ่งทั้งคู่ไม่ได้อยู่ในมิวนิคแล้ว

เทรนเนอร์วัย 34 ปียังมีความยืดหยุ่นทางแท็คติกเหมือนกับที่ ฮอฟเฟนไฮม์ และ แอร์เบ ไลป์ซิก เขาจัดทัพลงเล่นด้วยระบบที่หลากหลาย โดยใช้ระบบ 3 เซนเตอร์ลงเล่น 8 จาก 26 เกม โดยหมุนเวียนจาก 4 ผู้เล่นแนวรับอย่าง ดาโยต์ อูปาเมกาโน่, นิคลาส ซือเล่, ลูก้าส์ แอร์กน็องเดซ และ เบนฌาแม็ง ปาวาร์ สลับลงสนาม


ระบบดังกล่าวยังเกื้อหนุนการเล่นของ อัลฟอนโซ่ เดวิส ที่มีอิสระในการเติมเกมรุกทางฝั่งซ้ายมากขึ้น ขณะที่ ลีรอย ซาเน่ เป็นนักเตะที่อันตรายกว่าเดิม นอกจากการเล่นเป็นตัวรุกฝั่งซ้ายแล้ว อดีตปีกจาก แมนฯซิตี้ ยังสามารถขยับเข้าในมารับบทบาทผู้เล่นหมายเลข 10 คนที่สองร่วมกับ โธมัส มุลเลอร์ 

แม้ นาเกลส์มันน์ จะยอมรับว่าเขายังห่างไกลจากการสร้าง บาเยิร์น มิวนิค ประสบความสำเร็จ แต่เขาสามารถต่อยอดและอาจจะทำได้เหนือกว่าทีมยุค ฟลิค ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความท้าทายสุดในอาชีพเทรนเนอร์ 

อย่างไรก็ตามทั้งฟอร์มการเล่นและตัวเลขที่น่าประทับใจในตอนนี้จะได้รับเสียงชื่นชมมากขึ้นก็ต่อเมื่อพวกเขาประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมเท่านั้น


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com