การตัดสินใจอยากอำลาทีมของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นข่าวที่สำหรับผู้เขียนไม่ใช่เรื่องแปลกใจเท่าไรนัก เมื่อนักเตะสักคนในวัยใกล้เลิกเล่นฟุตบอลอาชีพ จะมองหาความสุขในการเล่นฟุตบอลแบบที่ตนเองปรารถนา

แต่สำหรับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เขาอยากมองหาความสำเร็จอีกสักครั้ง

คำว่าตลอดไปไม่มีจริงในสารบบชีวิต ไม่มีอะไรที่ไม่เลิกรา สัจธรรมที่จริงแท้อยู่ที่ใครจะเข้าใจ และยอมรับได้มากน้อยแค่ไหน

โรนัลโด้ เคยลั่นเป้าหมายว่าเขาอยากจะเล่นในระดับสูงสุดให้ถึงอายุ 40 ปี ให้ได้ เป็นวัย 40 ปี ที่อยากจะทะยานไปให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะกลายเป็นดาวค้างฟ้าของวงการฟุตบอลตลอดไป ซึ่งแน่นอนถึงวันนี้แม้เขาจะบอกว่าเลิกเล่น เขาก็คือตำนานของยุคสมัยอยู่แล้ว เคียงข้างกับ ลิโอเนล เมสซี่ “ศัตรูที่รัก” ที่หากไม่มีอีกฝ่ายเป็นแรงกระตุ้น พวกเขาอาจจะไม่พยายามจะเก่งขึ้นเรื่อย ๆ มาจนถึงตอนนี้ก็เป็นได้

การตัดสินใจที่เลือกอยากจะไปด้วยเหตุผลที่ว่าอยากประสบความสำเร็จเป็นเหตุที่เข้าใจได้ เมื่อ ณ วันนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยุคนี้ ไม่ได้อยู่ในจุดที่จะตอบโจทย์ของเขาได้

การจากลา ยูเวนตุส มาจากความต้องการปรับโครงสร้างการเงินของทีมด้วยสถานการณ์โควิด-19 และการ กลับมาสู่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็มาจาก “หัวใจ” ล้วน ๆ เมื่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยื่นข้อเสนอเข้ามาให้รอคอยเขาอยู่แล้ว เพื่อทดแทนความผิดหวังการได้ตัว แฮร์รี่ เคน แต่สุดท้ายเมื่อ คนผู้ประหนึ่งพ่ออีกคนในชีวิต โทรมาคุยด้วยตนเอง และเมื่อได้คิดถึงความสัมพันธ์อันดีงามเมื่อเก่าก่อน ไม่อยากทำร้ายใจกัน การกลับบ้านเก่าหลังคาแดง คือทางเลือกที่อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดในแง่ของ “โอกาสประสบความสำเร็จ” แต่ก็นับว่า “ดีต่อใจ” มากกว่าการเป็นนักเตะหน้าใหม่ของทีมหลังคาฟ้าร่วมเมืองเดียวกัน

หนึ่งฤดูกาลผ่านไป โรนัลโด้ ยังคงเป็นหัวใจหลักในแนวรุก 24 ประตูในทุกรายการ (18 ประตูในพรีเมียร์ ลีก) มีหลายความทรงจำมากมาย เขายังคงรักษามาตรฐานของตนเองเอาไว้ได้ แต่กับภาพรวมของทีม มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น ผลงานล้มเหลวทั้งที่ลงทุนไปทะลุร้อยล้านปอนด์ในปีที่แล้ว ทีมต้องการความเปลี่ยนแปลง ชนิดที่ว่ายกโครงสร้างกันใหม่หมด ตั้งแต่ผู้บริหารมาจนถึงทีมงานในสนาม

“คนที่ใช่ ในเวลาที่ผิด” อาจจะพอนิยามช่วงเวลานี้ของโรนัลโด้ ได้ในระดับหนึ่ง ด้วยวัย 37 ปี เขาอยากเป็น “ส่วนหนึ่ง” ของความสำเร็จ ไม่ใช่ “ส่วนหนึ่ง” ของทีมแห่งอนาคต เพราะเวลาของเขามันคือเหลืออีกไม่มากแล้ว กอปรกับเมื่อเขาเห็นแผนงานการเสริมทีมที่ยังไม่คืบหน้าไปไหนแม้ตลาดการซื้อขายจะเหลือเวลาอีกเกือบสองเดือนก็ตาม ก็ยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดใจมากยิ่งขึ้น เมื่อทีมอยากประสบความสำเร็จแต่ยังไม่มีอะไรให้เห็นด้วยการกระทำ ข่าวการขอลาทีมจึงเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ขึ้นกับว่าสัญญาเหลือ 12 เดือนนี้ จะมีมูลค่าเท่าไรถึงให้การย้ายทีมเกิดขึ้นได้ ยังไม่รวมถึงที่ว่า เทน ฮาก จะเป็นคนที่ใช่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือไม่ที่ต้องให้เวลาในการพิสูจน์ผลงานเท่านั้น

ในทางกลับกันการที่เขาเลือกจะออกมา “กดดัน” สโมสรครั้งนี้ ก็สามารถมองเป็นแรงกระตุ้นไปยังบอร์ดบริหารได้ว่า “พวกเมิงทำอะไรกันอยู่” และชีวิตไม่ได้มีแค่นักเตะชาวดัตซ์ และหรือนักเตะจากสโมสรอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่ทีมสามารถซื้อมาเสริมทีมได้เช่นกัน ถ้ากระตุ้นแล้วได้ผลการอยู่ต่อก็ยังเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้อย่างแน่นอน

การพลาดพื้นที่แชมเปี้ยนส์ ลีก เหลือเพียง ยูโรป้า ลีก ในปีหน้า ส่งผลกับหลายส่วนในทีมทั้งรายได้ และความน่าสนใจของทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด “เคย” เป็นยอดทีมแห่งยุค ที่ซึ่งปีหน้าจะครบ 10 ปีแล้วที่พวกเขาไม่ได้แชมป์พรีเมียร์ ลีก และ ณ เวลานี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล ดีกว่าพวกเขาชัดเจน ทั้งฟอร์มการเล่น ทั้งผลลัพธ์ในสนาม ทั้งความสำเร็จ มันก็ไม่แปลกที่การดีลนักเตะจะยากเข็ญสำหรับพวกเขา ที่ต้องปรับตัวกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เช่นเดียวกับ อาร์เซนอล ทีมที่เคยแข่งขันกันชิงความเป็นหนึ่งมาก่อนเมื่อสองทศวรรษที่แล้วก็ต้องต่อสู้ เพื่อการไปสู่จุดเดิมที่เคยเป็น ท่ามกลางการแข่งขันในพรีเมียร์ ลีกที่สูงขึ้นในทุกปี

การเลือก “รั้ง” โรนัลโด้ไว้กับทีมเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยปัญหาที่ตอนนี้มีให้แก้ในทุกตำแหน่งในทีม ตั้งแต่โกลสำรองที่ต้องหาใหม่ ไล่ไปถึงแนวรับ-กองกลาง มีเพียง “หน้าเป้า” คนเดียวที่ไม่ต้องเสริมทีมอย่างน้อยก็ในตลาดรอบนี้ ถ้าเก็บเขาไว้กับทีมต่อไปได้ ที่ผ่านมา ดาร์วิน นูนเญซ คือทางเลือกที่พวกเขาหวัง แต่สุดท้ายก็ว่างเปล่าเมื่อนักเตะเลือกย้ายไปยังอริเบอร์หนึ่งตลอดกาลแล้ว ถ้ารอบนี้เสียกองหน้าหมายเลข 7 คนนี้ไป ปัญหาก็เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเรื่องทันที

หนึ่งสัปดาห์ต่อจากนี้ จะเป็นสัปดาห์สำคัญมากสำหรับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ว่าพวกเขาจะตอบสนองการกดดันครั้งนี้ของนักเตะคนสำคัญของทีมได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อปรีซีซั่นฤดูกาลใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่ทีมยังไม่มีอะไรคืบหน้าอย่างชัดเจน เป็นสถานการณ์ช่างท้าทายบอร์ดบริหาร และทีมงานแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มากเหลือเกินกับการตัดสินใจที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลานับจากนี้ ว่าการเลือกของพวกเขาจะเลือกไปในทิศทางใด และผลของการเลือกจะออกมาเป็นอย่างไร เพราะ “เวลา” เดินหน้าไม่มีหยุด เส้นทางอาชีพของโรนัลโด้ ก็นับถอยหลังไปทุกนาที และนั่นคือเหตุของการมองหา “สิ่งที่ดีที่สุด” ให้กับตนเองของเขาบนวัย 37 ปี

ขอบคุณเนื้อหาจาก 90min.com
https://www.90min.com/th/posts/cristiano-ronaldo-manchester-united-future-transfer-opinion