ท้ายสุดสมาคมฟุตบอลฯ และ มาดามแป้ง สามารถเคาะชื่อกุนซือที่จะมารับความกดดัน ในศึกชิงแชมป์เอเชีย U-23 ปี รอบคัดเลือก ที่ประเทศมองโกเลีย ระหว่างวันที่ 23-31 ต.ค.

วรวุธ ศรีมะฆะ กลับคืนสู่ทีมชาติอีกครั้ง พร้อมกับผู้ช่วยอย่าง โชคทวี พรหมรัตน์

ชื่ออาจเป็นที่ไม่ถูกใจแฟนบอลบางกลุ่ม แต่ด้วยปัจจัยอะไรหลายอย่าง เชื่อเถิดว่าทั้งสองคือตัวเลือกที่ “เหมาะสม” สุดเวลานี้

หลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมเราถึงไม่เฟ้นหาโค้ชต่างชาติดีดีไปเลย

คำตอบคือ ด้วยระยะเวลาเตรียมทีมที่กระชั้นชิด หากเป็นโค้ชต่างชาติ ต้องผ่านหลายขั้นตอน ทั้งมาตรการป้องกันโควิด การกักตัว หรือเรื่องอื่น ๆ กว่าจะเริ่มขั้นตอนการเตรียมทีมได้ ซึ่งอาจไม่ทันเวลา

ที่สำคัญคือ หากคุณดึงกุนซือต่างชาติที่ไม่รู้จักฟุตบอลไทยเข้ามา ตัวโค้ชที่ไม่รู้จักนักเตะเลย จะมีเวลาศึกษาเด็กไทยได้เพียงไม่กี่นัดจากฟุตบอลลีก (ยังไม่นับนักเตะที่ถูกใจ แต่สโมสรไม่ปล่อยตัวให้อีก เพราะไม่ใช่ช่วงฟีฟ่าเดย์)

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า โค้ชคนไทย ค่อนข้างมีแต้มต่อในครั้งนี้ ทั้งการรู้จักมักจี่ผู้เล่น รู้ว่าเด็กคนไหนเล่นเช่นไร แค่หยิบจับมาต้มยำทำแกงให้รสชาติกลมกล่อม

ทัวร์นาเมต์ระยะสั้นคงต้องใช้วิธีนี้ไปก่อน


ขณะบางส่วนที่ไม่โอเคกับผลงาน “โค้ชโย่ง” โดยเฉพาะยุคตกรอบแรกเอเชียนเกมส์ 2018 ตั้งคำถามว่า แล้วไม่มีโค้ชไทยรายอื่น ที่ดีกว่านี้แล้วหรือ ?

สิ่งที่ต้องชี้แจงก่อนคือ รายการนี้กฎหลักคือ เฮดโค้ชต้องมี “โปรไลเซนส์” ซึ่งในเมืองไทยเองก็ไม่ได้มีมาก และที่สำคัญ “มาดามแป้ง” ต้องการโค้ชที่ว่างงานจริง ๆ เพราะไม่ต้องการกระทบกับสโมสรอื่น

เมื่อนำมาพิจารณา โค้ชไทย > มีโปรไลเซนส์
> ว่างงาน
มีใครเหมาะสมเท่า วรวุธ อีกหรือไม่ ?

สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดแข็งของ “โค้ชโย่ง” คือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และเอาตัวรอดในทัวร์นาเมนต์ระยะสั้น อย่างเช่นยุคซีเกมส์ 2017 ที่พาทีมคว้าแชมป์มาได้ ด้วยกรอบเวลาเตรียมทีมเพียงน้อยนิด แถมยังคุมนักเตะได้อยู่ เด็กให้ความเคารพนับถือ

ซึ่งตรงกับคอนเซ็ปทัวร์นาเมนต์นี้พอดี

“โค้ชโย่ง” เป็นบอลสไตล์เน้นผลการแข่งขัน รูปแบบการเล่นอาจไม่สวยงามมาก แต่พอได้ โชคทวี ที่เด่นเรื่องเกมรุกมาช่วยจึงเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนอยากเห็นคือการให้ อิสสระ ศรีทะโร เข้ามาเป็นหนึ่งในมือขวาทีมชุดนี้ด้วย

เพราะ “โค้ชหระ” คือคนที่ตามชุดนี้มาตลอด มีข้อมูลนักเตะมากกว่าใคร รู้ว่าใครนิสัย ทัศนคติเป็นอย่างไร  


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กับการเฟ้นหาโค้ช คือการเรียกนักเตะ

การที่ไม่อยู่ในกรอบฟีฟ่าเดย์ ทำให้สโมสรต่าง ๆ เลือกที่จะไม่ปล่อยตัวนักเตะมากับทีมชาติก็ได้ เพราะต้องยอมรับว่าแข้ง U-23 รายคนเป็นกำลังหลักให้แต่ละทีม

แต่การมี มาดามแป้ง เข้ามาอาจดีตรงที่ ในแง่ของการเป็น “คนกลาง” มากคอนเนคชัน ช่วยเจรจา เป็นคนคอยรับสารจากโค้ช นักเตะ ไปถึงตัวนายกสมาคม

ว่ากันแบบไม่ตอแหล ฟุตบอลไทยมี “มุมแดง” และ “มุมน้ำเงิน” เล่นการเมืองลูกหนังใส่กันมานาน แต่มาดามแป้งอาจเป็นคนที่สามารถเข้าหาไกล่เกลี่ยทั้งสองฝ่ายได้

อีกอย่างในมุมมาดาม เป็นสไตล์ที่ลุยแหลกอยู่แล้ว เชื่อได้ว่าหากเธอจะทำทุกทางเพื่อเข้าหาทุกสโมสร ให้ปล่อยนักเตะที่ดีสุดออกมา

“เสียเงินไม่ว่า
เสียหน้าไม่ได้”

เป้าหมายคือการเข้ารอบเป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ทั้งนักเตะ สตาฟฟ์โค้ช รวมถึงสโมสรต่าง ๆ

ลืมฝันร้ายเก่า ๆ ไป รีเซ็ตกันใหม่

หาความสำเร็จที่จับต้องได้ในระยะสั้นก่อน


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com