บนโลกนี้มีนักเตะนับไม่ถ้วยที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น 'นิว ลีโอเนล เมสซี่' หนึ่งในนั้นคือ ไก อัสซูลิน

    หากใครเป็นคอเกมฟุตบอล เมเนเจอร์ ร้อยทั้งร้อยยังไงก็ต้องรู้จักเขา และนำเขามาอยู่ในทีมเพื่อปั้นให้เป็นสตาร์คนต่อไป

    เขาได้รับการจับตามองตั้งแต่อายุยังน้อย สามารถเล่นได้ทุกพื้นที่ในแนวรุก และก็ดูอันตรายในทุกบทบาท ขณะเดียวกันเขาก็ยังผ่านลา มาเซีย อะคาเดมี่ อันเลื่องชื่อของ บาร์เซโลน่า และทะลุเข้าไปยังทีมชุดใหญ่ตั้งแต่อายุยังน้อย

    แต่เขากับ เมสซี่ มีเส้นทางที่ต่างกันอย่างชัดเจน ในขณะที่ เมสซี่ ยังอยู่บนจุดสูงสุด อัสซูลิน ที่ปัจจุบันอายุ 30 ปี กลับพาว่าตัวเองยังอยู่ในความมืดมิด โดยเล่นในเซเรีย ดี หรือลีกระดับสี่ของอิตาลี

    จุดแตกต่างสำคัญระหว่าง เมสซี่ กับ อัสซูลิน ก็คือความสัมพันธ์ที่วุ่นวายกับโค้ชบางคน

    ในขณะที่ เคราร์โด้ มาร์ติโน่, เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ และ กีเก้ เซเตียน พบว่าตัวเองต้องตกงานหลังสูญเสียความโปรดปรานจาก เมสซี่ แต่ อัสซูลิน กลับไม่ค่อยได้รับความสำคัญจากทั้ง หลุยส์ เอ็นริเก้ และ โรแบร์โต้ มันชินี่ (ที่ แมนฯ ซิตี้) จนทำให้เขาต้องกลายเป็นนักเตะจอมพเนจรในที่สุด

    ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยความหวัง เมื่อเขาอายุได้ 12 ปี โค้ชเยาวชนของเขาแนะนำให้พ่อแม่ของ อัสซูลิน พาลูกชายออกจากอิสราเอลบ้านเกิดไปลองเล่นที่ บาร์เซโลน่า

    แม้ว่าจะมีความเสี่ยงที่สูง แต่ อัสซูลิน ก็ได้รับการยอมรับในทีมลา มาเซีย และปี 2007 ตอนอายุได้ 16 ปี เขาก็ถูกดันขึ้นทีม บาร์เซโลน่า เบ ภายใต้การนำทัพของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

    ด้วยความสามารถในการเลี้ยงบอลที่ยอดเยี่ยมไม่ต่างกับ เมสซี่ เป๊ป จึงประเมิน อัสซูลิน ไว้สูงมาก โดยเขาได้รับสัญญาอาชีพ 3 ปี โดยมีค่าฉีกสัญญา 20 ล้านยูโร

    ตอนจบฤดูกาล 2007-08 กวาร์ดิโอล่า ได้รับการเลื่อนขั้นขึ้นไปคุม บาร์ซ่า ชุดใหญ่ ซึ่งก็มีรายงานว่าเขาจะหนีบเอา อัสซูลิน ขึ้นไปด้วย

    มันก็เหมือนกับหลายๆ คนก่อนหน้า อัสซูลิน ที่ยังต้องใช้เวลาเรียนรู้ แต่การกระโดดจากทีมสำรองไปยังทีมชุดใหญ่นั้นก็ถือเป็นช่องว่างที่กว้างมาก หลังอยู่ในทีมชุด เบ ในช่วงแรกของปี 2008-09 เขาก็ได้รับบาดเจ็บเอ็นหัวเข่าขั้นรุนแรงในเดือนมกราคม ปี 2009 ซึ่งทำให้ไม่สามารถขึ้นไปเล่นในทีมชุดใหญ่ได้

    แม้ปีนั้นจะผ่านไป กวาร์ดิโอล่า ก็ยังตระหนักถึงศักยภาพของ อัสซูลิน และจากการที่ บาร์ซ่า มีคิวต้องแข่งขันถึง 6 รายนี้ในซีซั่น 2009-10 หลังปีที่คว้า 3 แชมป์ ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นโอกาสที่เพิ่มมากขึ้นของนักเตะ

    เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ปี 2009 อัสซูลิน ก็ได้ประเดิมสนามให้ทีมชุดใหญ่ของ บาร์เซโลน่า ในเกมโกปา เดล เรย์ ที่พบ กูลตูราล เลโอเนซ่า โดยได้ลงตัวจริงก่อนจะโดนเปลี่ยนออกในนาทีที่ 56

    แทนที่นั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นอาชีพของเขาในถิ่นคัมป์ นู สำหรับเด็กมหัศจรรย์คนนี้ ทว่าอันที่จริงนั่นคือ 56 นาทีที่ อัสซูลิน ลงเล่นให้ บาร์ซ่า ทั้งชีวิต

    อัสซูลิน ได้ชักจูงให้ผู้คนหลงเชื่อในชื่อเสียงของเขาจนเขาได้กลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นทีมชาติอิสราเอลชุดใหญ่ โดยประเดิมในเกมอุ่นเครื่อง เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2008 หรือสองสัปดาห์ก่อนที่เขาจะอายุครบ 17 ปี

    สิ่งที่น่าหงุดหงิดเลยก็คือความสัมพันธ์ระหว่าง อัสซูลิน กับ หลุยส์ เอ็นริเก้ ซึ่งเข้ามารับงานต่อจาก เป๊ป ในฐานะนายใหญ่ของ บาร์ซ่า เบ โดยขณะที่เขามีชื่ออยู่ในทีมชุดใหญ่ แต่ อัสซูลิน กลับแทบไม่ได้วาดลวดลายในทีมสำรองเลยแบบเต็มเกมเลย ในปี 2009-19 เขาลงเล่นครบ 90 นาทีในลีกไปเพียงครั้งเดียวเท่านั้น โดยมักจะถูกถอดออกกลางคัน หรือไม่ก็ลงสำรองในครึ่งหลัง

    ตามรายงานจากหนังสือพิมพ์อิสราเอลระบุว่า บาร์ซ่า ต้องการให้ อัสซูลิน เซ็นสัญญาใหม่ แต่ก็พร้อมจะปล่อยตัวเขาออกจากทีมแบบยืมตัวในทันที สำหรับเด็กวัย 19 ปี คิดว่าตัวเขาเองพร้อมแล้วสำหรับทีมชุดใหญ่ แต่มันยังไม่ดีพอ

    “ผมไม่ได้พูดเรื่องเงินหรือตัวเลขอะไรเลย” อัสซูลิน กล่าว

    “ผมปฏิเสธข้อเสนอ ผมรู้สึกว่าผมพร้อมที่จะเริ่มต้นอาชีพ และลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่แล้ว ผมฝันที่จะอยู่ในทีมชุดใหญ่ของ บาร์เซโลน่า แต่ผมเชื่อว่าทุกอย่างเป็นเพราะเหตุผลนั้น”

    “ผมไม่ได้ลงเล่นสักเท่าไหร่จาก เอ็นริเก้ เขาไม่สนใจผม เขาไม่เชื่อมั่นในตัวผม และไม่ให้เครดิตผม และสิ่งนี้แหละที่ขัดขวางความมั่นใจในตัวผม เมื่อเขาให้ผมเล่น มันก็จะเป็นเกมที่ไม่สำคัญอะไร”

    “ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องอาชีพ สำหรับผมดูเหมือนว่ามันเป็นทั้งสองเรื่องเลย กับโอกาสที่ผมได้รับ ผมไม่สามารถทำอะไรได้มากเพื่อพิสูจน์ถึงคุณค่าในตัวผม เขาไม่ได้ทนกับผม และแทบไม่พูดกับผมเลย”

    จากนั้น บาร์ซ่า ก็กล่าวว่าพวกเขาไม่ได้เสนอสัญญาใหม่ให้กับ อัสซูลิน

    หลังไม่ได้ลงเล่นถึง 6 เดือน เขาก็ยังมีข่าวเชื่อมโยงกับหลายทีมทั่วยุโรป สุดท้าย อัสซูลิน ก็เซ็นสัญญากับ แมนฯ ซิตี้ ในเดือนธันวาคม ปี 2010 ด้วยความหวังที่จะทำได้เหมือน ยาย่า ตูเร่ อดีตเพื่อนร่วมทีม บาร์ซ่า ในการก้าวไปเป็นไอคอนของทีมชุดใหญ่

    อัสซูลิน เซ็นสัญญา 2 ปี ครึ่งกับ เรือใบ แต่ในเวลานั้น เขาได้ลงเล่นเกมลีกเพียงแค่ 7 นัด ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างที่ถูกยืมตัวไป ไบรท์ตัน ในแชมเปี้ยนชิพ

    เป็นอีกครั้งที่ อัสซูลิน พบว่าเขาไม่เหมาะกับผู้จัดการทีมคนนี้ ซึ่งคราวนี้มันก็เป็น มันชินี่ ที่ไม่เชื่อมั่นในตัวเขา และก็เป็นอีกครั้งที่เด็กหนุ่มไม่กลัวที่จะแสดงออกถึงความไม่พอใจ

    “ประเด็นมันชัดเจนมาก มันคือผู้จัดการทีม มันชินี่ ไม่ได้ให้โอกาสใคร เขาไม่สนใจนักเตะดาวรุ่งคนไหนเลย โดยเฉพาะผม” อัสซูลิน กล่าวในปี 2016

    “ผมจำได้ตอนซ้อม พวกเขา (มันชินี่ และนักเตะ) กำลังโต้เถียงกัน และปะทะกัน ผมบอกได้เลยว่าเขามีปัญหากับทุกคน และไม่มีใครที่นั่นชอบเขา ลองมองไปที่ทีมตอนนี้สิ พวกเขาดูเหมือนว่าพร้อมทุ่มสุดตัวให้กับ กวาร์ดิโอล่า”

    “ผมไม่ได้อยากจะย้ายออกจาก ซิตี้ ผมอยากอยู่ต่อ แต่ มันชินี่ จะยังคงอยู่ในขณะที่เขาพาทีมคว้าแชมป์ลีกในนาทีสุดท้ายของปีนั้น”

    “พวกเขา (บอร์ดบริหาร แมนฯ ซิตี้) บอกผมว่าไม่มีอะไรจะบอก และ มันชินี่ ก็บอกผมว่าเขาไม่ต้องการผม และไม่ได้ให้เหตุผลว่าทำไมผมถึงไม่ได้เล่น หรือไม่ได้รับโอกาสในทีมชุดใหญ่เลย ผมจึงตัดสินใจกลับมาที่สเปน”

    เขาลองเสี่ยงโชคกับทีมในลีกระดับสองของสเปน โดยเล่นให้ ราซิ่ง ซานตานเดร์, เอร์กูเลส และ ซาบาเดลล์ รวมถึงยังกลับไปอิสราเอล, ไปเล่นที่คาซัคสถาน และโรมาเนียด้วย แถมยังล้มเหลวในการทดสอบฝีเท้ากับ เรนเจอร์ส อีกต่างหาก

    ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2021 เขาตกลงเล่นให้สโมสรในเซเรีย ดี อย่าง เครม่า

    “ผมมาที่นี่เพราะต้องการที่จะลงเล่นในอิตาลี” อัสซูลิน กล่าว

    “ในที่สุดโอกาสนี้ก็เป็นจริง ผมอยู่ในช่วงชีวิต และอาชีพที่ผมรู้สึกว่าจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในสภาพแวดล้อมที่เหมือนครอบครัว”

    กับบ้านของเขา ครอบครัวของเขา และระดับฟุตบอลที่เขาพอใจ อัสซูลิน หวังว่าจะปรับตัวได้หลังจากเส้นทางอาชีพที่เหมือนรถไฟเหาะ

    จาก 'นิวเมสซี่' จากเด็กเทพ FM สุดท้ายทุกวันนี้ผู้คนแทบจะลืมชื่อ ไก อัสซูลิน กันไปหมดแล้ว

    พาสต้า


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com