เรอัล มาดริด ออกไปโดน เปแอสเช ไล่ยำ ก่อนพ่ายกลับมา 0-1 โชคดีที่สกอร์ยังไม่ขาด แต่ถ้าวัดจากรูปเกมแล้วก็ให้น่าหนักใจแทน อีก 3 สัปดาห์พวกเขาจะพลิกสถานการณ์ได้อย่างไร

เรอัล มาดริด พ่ายต่อ เปแอสเช 0-1 ในเลกแรกที่ ปาร์ก เดอ แปรงส์ ด้วยที่รูปเกมและผลการแข่งขันนั้นถือเป็นเอกฉันท์ แต่มีไม่น้อยที่ว่า ‘ราชันชุดขาว’ โชคดีพอตัวที่ไม่โดนมากกว่า 1 ลูก 


ตั้งแต่ต้นยันจบเกมนาทีที่ 94 เปแอสเช เจ้าถิ่นเป็นฝ่ายเปิดเกมรุกเข้าใส่ กดดันจน มาดริด ต้องถอยร่นไปตั้งรับอยู่ในแดนของตัวเองจนแทบโงหัวไม่ขึ้น 


ต้องชมว่าเกมเพรสซิ่งของยักษ์ใหญ่เมืองน้ำหอมทำได้เหนือความคาดหมาย ทั้งดุดันและรวดเร็ว กดจน มาดริด เองต่อบอลกันแทบไม่ได้ 2-3 จังหวะก็ต้องเสียกลับคืนไป


สถิติการเล่นของ มาดริด ออกมาน่าเกลียดอย่างไม่เคยปรากฏว่าก่อน สื่อใหญ่อย่าง มาร์ก้า บอกว่านี่คือเกมที่แย่ที่สุดของ คาร์โล อันเชล็อตติ ในรอบ 100 นัด (นับรวมช่วงแรก) 


“ไม่มีเกม ไม่มีโอกาส ไม่มีประตู” มาร์ก้า ว่าไว้ ซึ่งจริงอย่างเถียงไม่ได้ !! 



ตัวเลขออกมา เปแอสเช สร้างโอกาสยิงได้ถึง 21 ครั้ง กลายเป็นทีมแรกที่สร้างโอกาสยิงใส่ เรอัล มาดริด มากขนาดนี้ โดยจำนวนนี้เป็นการยิงเข้ากรอบ 8 ครั้ง เปลี่ยนเป็น 1 ประตู 


ส่วนเปอร์เซนต์การครองบอล มาดริด ได้ครองบอลแค่ 42.7% ถือเป็นเปอร์เซนต์ที่ต่ำที่สุดในฤดูกาลนี้และต่ำที่สุดในการเล่น แชมเปี้ยนส์ลีก นับตั้งแต่ปี 2008 


คาร์เล็ตโต้ ให้สัมภาษณ์หลังเกมว่าถ้ามองกันในพาร์ทของเกมรับทีมทำได้ดี แต่ส่วนอื่นๆเขาไม่มีอะไรแก้ตัว สิ่งที่ทีมขาดหายไปคือความเกรี้ยวกราดดุดัน


ต่อมาก็คือการพาสซิ่งที่ทำไม่ได้อย่างใจหวัง ตัวรุกข้างบนอย่าง คาริม เบนเซม่า,วินิซิอุส จูเนียร์ และ มาร์โก อาเซนซิโอ นั้นไม่ได้บอลในตำแหน่งสวยๆจากเพื่อนเลย การออกบอลไม่เคลียร์ เหตุเพราะโดนบีบจนพลาดไปหมด



ตลอดทั้งเกม บอลอยู่กับ เปแอสเช และ มาดริด ทำหน้าที่เล่นเกมรับ ซึ่งก็อย่างที่ อันเชล็อตติ ว่าไว้ หากหลับตาข้างนึงและมองแค่ในพาร์ทเกมรับนั้นทีมเล่นได้ดี 


จัดการกับเกมรุกของฝ่ายเจ้าถิ่นได้ค่อนข้างนิ่ง แต่สิ่งเดียวที่พวกเขาทำไม่ได้ตลอดรอดฝั่งก็คือการจัดการกับ คิลิยัน เอ็มบั๊บเป้ 


นาที 62 เอ็มบั๊บเป้ ใช้ความเร็วของเขากระชากหนีจน ดานี่ การ์บาฆาล ตามเกมไม่ทัน และพลาดทำฟาวล์จนเสียจุดโทษ โชคดีที่ ติโบลต์ กูร์กตัวส์ เซฟลูกยิงของ เลโอ เมสซี่ เอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม





เปแอสเช โยนโอกาสทองทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย ส่วน มาดริด รอดตัวหวุดหวิด แต่สุดท้ายพวกเขาก็ทานไม่ไหว 


คงต้องยอมรับว่า เรอัล มาดริด ได้เผชิญหน้ากับนักเตะที่กำลังก้าวสู่ตำแหน่งหมายเลขหนึ่งของโลกในเวลานี้ ด้วยความเร็ว เทคนิค ความเฉียบคม เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครหยุด เอ็มบั๊บเป้ อยู่ 



ประตูชัยก็มาจากเทคนิคและความเร็วผสมผสานกันออกมาเป็นสุดยอดลูกยิงชนิดที่ว่าแนวรับ มาดริด ไม่รู้จะป้องกันอย่างไร 


อุตส่าห์วางกำลังดักด้านหน้าไว้ 2 รอซ้อนด้านหลังอีก 1 ก่อนที่จะถึงด่านสุดท้ายที่เป็นนายทวารระดับท็อปของโลกอย่าง กูร์กตัวส์ แต่ทุกอย่างพังพาบ โดน เอ็มบั๊บเป้ ขยี้แหลกเพียงเสี้ยววินาที 



ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ ด้วยระยะห่างแค่ประตูเดียว ในทางทฤษฏี ถือว่ายังไม่เสียหายมาก ประตูเข้ารอบยังคงเปิดกว้างอยู่ หากแต่มีหลายสิ่งหลายอย่างให้ต้องขบคิด


อันดับแรกคือฟอร์มการเล่นของนักเตะทุกคน จะทำอย่างไรให้กระเตื้องขึ้น ให้กลับมาเป็น เรอัล มาดริด ที่น่าเกรงขาม ให้ดีกว่า เปแอสเช ในเลกสองที่ เบร์นาเบว เพราะขืนยังเล่นเหมือนคนเพิ่งตื่นแบบนี้ รับรองว่ายังไงก็ไม่รอด 



ตรงนี้เห็นแล้วก็น่าหนักใจ ที่ผ่านมา เรอัล มาดริด ไม่เคยโดนใครยำขนาดนี้ เปแอสเช เล่นเหมือนบอลห่างชั้นกันมาก 


นอกจากนี้แล้ว การติดโทษแบนของ กาเซมีโร่ และ แฟร์กล็อง เมนดี้ ใครจะเป็นตัวแทน ? 


จะเลือกใช้ มาร์เซโล่ หรือ นาโช่ ในตำแหน่งแบ็กซ้าย หรือจะปรับ นาโช่ เข้าไปยืนเซนเตอร์ฮาล์ฟกับ เอแดร์ มิลิเตา แล้วถ่าง ดาบิด อลาบา ไปยืนแทน 


ส่วนตรงกลาง เป็น เฟเด บัลเบร์เด้ หรือ กามาวิงก้า จะเป็นใครลงมาเล่นแทน หรือจะเปลี่ยนกลยุทธ์อัดกลาง 4 คน เล่น 4-4-2 แบบไดมอนด์


ไม่ว่าจะอย่างไร ข้อสำคัญคือ เรอัล มาดริด ต้องจะกลับครองเป็นฝ่ายครองบอลและคอนโทรลเกมให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็ยากที่จะยิงประตู ซึ่งก็น่าคิดอย่างยิ่งว่า หาก เปแอสเช ของ โปเช็ตติโน่ ยังเดินหมากเดิมเมื่อมาเยือน อะไรจะเกิดขึ้น ?!


จากนี้ยังมีเวลาอีก 3 สัปดาห์ให้คิดอ่านวางแผน ถึงเวลาที่ อันเชล็อตติ ต้องโชว์ทีเด็ดบ้างแล้ว ซึ่งหวังว่าแฟนชุดขาวจะได้เห็นเกมที่น่าดูชมขึ้นกว่าเมื่อคืนวันอังคารที่เล่นแบบไม่มีรูสู้



เจมส์ ลา ลีกา


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com