ทางรอดสุดท้ายของโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่จะต้องกล้า "เปลี่ยนแปลง" อะไรบางอย่าง ก่อนที่สิ่งที่ถูกเปลี่ยน อาจจะเป็น "ผู้จัดการทีม" ซะอีก และนี่คือบทวิเคราะห์หนทางรอดครั้งสุดท้ายของโซลชา ที่ถึงเวลาต้องกดอัลติปล่อยท่าไม้ตายออกมาแล้ว ไม่งั้นมีแต่ตายสถานเดียว

เชื่อว่าผู้อ่านหลายๆคนเปิดมาเห็นหน้าปกน้าโอเล่ช่วงนี้ก็ร้องยี้กันเป็นแถบๆ ไม่ต่างอะไรกับคนเขียนด้วยที่มองเห็นจุดบกพร่องและข้อผิดพลาดของแกเต็มไปหมด รวมถึงนัดล่าสุดที่บุกไปแพ้เลสเตอร์ซิตี้อย่างหมดสภาพเละเทะ 4-2 ที่ไม่ได้แพ้เพียงแค่สกอร์ แต่รูปแบบการเล่น การวางแผน การเลือกตัวลงสนาม ทุกอย่างด้อยกว่าเลสเตอร์ทั้งหมด

สถิติattempts 22 ครั้ง เข้ากรอบ 11 ของเลสเตอร์ ดูเหนือชั้นกว่า 18 ครั้ง เข้ากรอบ 6 ของแมนยูไนเต็ดเหมือน “ทีมใหญ่เล่นกับทีมเล็ก” อย่างชัดเจน

เค้าใหญ่นะ เราเล็ก..

วิธีคิดของการทำทีมโดยโซลชานั้นดูจะไร้แก่นสาร และไม่มีความเมคเซนส์ใดๆทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดคู่มิดฟิลด์ที่ไม่ใส่ผู้เล่นที่มีมิติของความเร็ว และการตัดเกมเอาไว้ในสนามสักคนเลย ของคู่double pivot ประจำวันนั้นอย่าง ป็อกบา กับ มาติช

เนมันย่า มาติช แม้ว่าจะเป็นต้นเกม และแกก็ยังวิ่งไหวอยู่ เล่นเกมปะทะได้อยู่ แต่เรื่องของสปีดต้น ความเร็วและความคล่องตัวไม่มีเลย นั่นคือปัญหาแรกที่จะเกิดขึ้นเวลาที่โดนเกมบุกสวนขึ้นมาของเลสเตอร์

ป็อกบา ไม่ต้องพูดถึงอยู่แล้ว สปีดก็ไม่มีเหมือนมาติชเช่นกัน และการเล่นเกมรับก็ไม่ใช่หน้าที่ของถนัดของเขา ซึ่งหลายๆครั้งเมื่อนำป็อกบายืนคู่กลาง มันก็ต้องมีการเติมขึ้นไปแดนหน้าบ้างเวลาที่ทีมครองบอลบุกใส่เลสเตอร์

ถึงเวลาที่processของการครองบอลแมนยูไนเต็ด ถูกdisruptedด้วยบอลเพรสซิ่งของคู่ต่อสู้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นแมนยูก็พร้อมเสียบอลทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นทีมที่เพรสธรรมดาๆทีมไหน ขอแค่มาเพรสใส่แมนยูไนเต็ดนิดเดียวก็แย่แล้ว

ไม่ต้องพูดถึงพวกโหดๆอย่าง แมนซิตี้ กับ ลิเวอร์พุล ที่เป็นบอล pressing จ๋าๆ ทีมลำบากแน่นอน

เมื่อบอลตกอยู่ในการครอบครองของคู่แข่ง แดนกลางไม่มีใครตัดเกมได้สักคน ปล่อยให้เลสเตอร์รันระบบการเล่นของพวกเขาได้อย่างอิสระมากๆอย่างที่เห็นกัน แต่ปัญหาต่อเนื่องที่ตามมาก็คือ การจัดกองหลังสาย “Ball-playing Defender” ลงมายืนคู่กันทั้งสองคน แถมเป็นตัวที่ไม่มี “สปีด” ด้วยทั้งคู่ อย่างแมกไกวร์ กับ ลินเดอเลิฟ นี่ก็คือข้อบกพร่องในการจัดทีม ที่แม้แต่แนวสุดท้าย ก็ไม่มีกองหลังสายหยุดเกมเลยสักคน

เนื่องจากความไม่เชื่อใจผู้เล่นที่มีอยู่ ทั้งๆที่แมกไกวร์เพิ่งหายมา ก็รีบเข็นลงสนาม สุดท้ายก่อความเสียหายให้ทีมทุกลูกที่โดน แต่กลับกัน นักเตะอย่าง เอริค ไบญี่ ที่น่าจะรับมือกับวาร์ดี้และอิเฮียนาโช่ได้ดี ไม่ถูกส่งลงมา ทั้งๆที่เจ้าตัวก็เตรียมพร้อมลงในนัดนี้แบบเต็มที่ ผ่านการโพสต์บนบัญชีโซเชียลมีเดีย

หากว่าวันนั้นมี “Stopper” ที่มีความเร็วอยู่ในทีมสักหนึ่งคนของคู่แผงหลัง ถ้ามีวาราน หรือ ไบญี่ ลงสักคนนึง ทีมจะไม่เละขนาดนี้ แต่โอเล่ก็เลือกส่ง แมกไกวร์ ลินเดอเลิฟลงมา สภาพก็อย่างที่เห็น

ทั้งหมดนี้คือ “ความผิดพลาดแง่ของชุดความคิดในการจัดทีม และคุมทีมให้เล่นกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ของโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่เราเห็นกันแล้วว่า เขาเริ่มที่จะไปไม่ไหวแล้ว ด้วยปัญหาเรื่องเดิมๆที่แกมี

การไม่เชื่อใจนักเตะตัวสำรอง เห็นชัดกรณีไบญี่วันนี้อีกคน ที่ไม่ต่างอะไรกับดอนนี่ ฟานเดอเบคเลย ซึ่งรายนั้นลงโหลดองไปแล้วเรียบร้อย ถ้าเกมเจออตาลันต้า ที่เหมาะสมจะส่งเขาลงมาในแง่ของแทคติก ที่เหมาะกับเกมวันนั้นที่จะเจอบอล “แมนมาร์คทั้งสนาม” (man-marking all over the pitch) ซึ่งดอนนี่เป็นตัวที่ให้บอล และหนีตัวประกบ หาพื้นที่ว่างได้ดี

ถ้าเกมเปิดบ้านพบกับอตาลันต้า ยังไม่เห็นดอนนี่ตัวจริง ก็โบกมือลากันได้เลยช่วงมกราคมแบบ100% เพราะนี่คือฟางเส้นสุดท้ายของดอนนี่แล้ว

ปัญหาการมีแผนการเล่น “หน้าเดียว” ที่แม้จะมีการปรับดีเทลรายละเอียดบ้างบางครั้ง แต่ Formation ที่ยึดแต่ “4-2-3-1” อย่างเดียว ไม่คิดจะลองปรับเป็นอย่างอื่นเลย ก็ถือเป็นปัญหาของโซลชาเช่นกัน

แม้ว่าเขาจะมีการปรับดีเทลในสนามบ้างด้วยการ เปลี่ยนตำแหน่ง โยกย้ายสลับผู้เล่นลงมา แต่สุดท้ายแล้วมันก็หนีไปจากตัวตนการเล่นเดิมๆของทีมไม่ได้อยู่ดี เพราะแทบจะไม่ต่างกันเลย

สุดท้ายแล้ว ทีมก็มีปัญหาทุกทีเวลาเจอ “เพรสซิ่ง” ไม่ว่าจะทีมไหนๆ

สุดท้ายแล้ว ทีมก็เจาะทีมที่มีแผนเน้นป้องกันตั้งรับลึก ด้วยระบบ “หลังสาม” ก็เจาะไม่เข้าอยู่ดี

สุดท้ายแล้ว เวลาครองบอล ทีมก็เซ็ตบอลเกมบุกกันอย่างฉาบฉวย ไม่มีความแน่นอนในการเข้าทำ อันจะเห็นได้จากโอกาสยิงเกือบ30ครั้งในบางเกม แต่เข้ากรอบแค่จิ๋มมดเท่านั้น

เรื่องตรงนี้คือปัญหาของ “ระบบการเล่นของทีม” ชัดเจนว่า มันมาจากผลของโซลชาคนเดียวเน้นๆ ที่ไม่สามารถทำให้นักเตะมูลค่าหลายร้อยล้านในทีมเหล่านี้ ให้เล่นกันอย่างมีประสิทธิภาพได้ เพราะทรงการเล่นของเรายังสู้เลสเตอร์ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ไม่รวมถึงเกมอื่นๆที่ผ่านมาหลายๆนัด

บางครั้งการชนะอย่างสวยหรูสุดโต่งในช่วงเฟอร์กี้ไทม์ มันก็ช่วยได้แค่บางครั้งที่ “กดสูตรติด” แค่นั้นเอง แต่ถ้าวันไหนมันไม่ติด ทีมก็จะมีสภาพอย่างที่เห็น ที่แพ้มา 4 เกมแล้วจาก 7 นัดหลังสุดในทุกๆถ้วย

ระบบการปล่อยนักเตะเล่นอย่างอิสระของโซลชา ก็อาจจะเป็นดาบสองคมที่ฆ่าตัวเขาตายเอง อย่างที่เห็นเด็กวัยรุ่นอย่างเมสัน กรีนวู้ด เล่นแบบไม่สนใจใคร และมั่นใจในตัวเองอย่างผิดๆ และทำลายเกมรุกของทีมเองไปหลายครั้งแล้ว

แม้จะยิงประตูได้ แม้จะยิงเข้า แต่การเล่นเป็นทีมเวิร์คพังทลายแบบไม่มีชิ้นดี

บรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่Visionการเล่นลดลงไป เมื่อพยายามมองหาแต่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มากเกินไปจนบางครั้งอยู่ดีๆนึกอยากจะเปิดให้พี่โด้โหม่ง ก็เปิดเข้าไป ทั้งๆที่ถูกล้อมกรอบด้วยนักเตะคู่แข่งที่เป็นเซ็นเตอร์แบ็คสามตัว ซึ่งมันยากเหลือเกินที่จะเข้าหัวโด้ได้ง่ายๆ

ที่หลายๆคนมองว่า ทีมเราไร้ระบบ ไม่มีทีมเวิร์ค นั่นก็เป็นเพราะว่า ปัจจุบันนี้เราเล่นโดยใช้ให้นักเตะแต่ละคน ใช้ความสามารถเฉพาะตัวกันมากเกินไปอย่างไร้การควบคุม และไร้systemที่จะมา “ครอบ” ให้นักเตะเหล่านี้เข้าที่เข้าทาง

เพราะถ้ามีระบบมาคุม คุณจะไม่มีทางเห็นป็อกบาเก็บบอลไว้กับตัวนาน และเขาจะต้องรีบออกบอลเร็วกว่านี้ ไม่ใช่พยายามใช้สกิลของตัวเองในทุกๆครั้งที่ได้บอล จะต้องบังบอล พลิกบอลท่าสวยๆ

ถ้ามีระบบมาคุม คุณจะไม่ได้เห็นกรีนวู้ดตะบี้ตะบันยิงขนาดนั้น เพราะน้องจะต้องหาคนจ่ายบอลก่อนอันดับแรก แต่ทุกวันนี้ กรีนวู้ดเล่นเป็น “กองหน้าด้านข้าง” อย่างเดียวจริงๆ คือได้บอลปุ๊บ จะเข้าทำเลย หาจังหวะกระชาก ยิงเอง มีแค่นี้ แต่ไม่มีการสร้างสรรค์เกมเลย

ดังนั้นฟังก์ชั่นของการเล่น มันก็เหมือนมี “กองหน้าสองตัว” อยู่ในสนาม (โด้-กรีนวู้ด) คนปั้นเกมก็จะขาดไปอีกหนึ่งคน แล้วทีมก็จะมีทีมเวิร์คที่ดรอปลงไปเพราะเรื่องนี้

นี่คือปัญหาของทีมที่ทำให้มันดูไม่มีระบบ เพราะต่างคนต่างเล่น และใช้ความสามารถเฉพาะตัวเป็นสำคัญ มากเกินกว่าที่จะพยายามทำให้ทีมเล่นกันอย่างมีระบบด้วย “ทีมเวิร์ค” มากกว่าซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ

และเป็นสิ่งที่ ปีที่แล้วเรามีทีมเวิร์ค มากกว่าปีนี้อย่างเห็นได้ชัด

ช่องว่างในลีกของเรา ห่างจากทีมผู้นำถึง 5 คะแนนเข้าไปแล้ว ซึ่งเป็นช่องว่างที่ห่างจากผู้นำมากที่สุดในฤดูกาลนี้ และเรากำลังเริ่มถูกทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ ซึ่งเราจะปล่อยให้เป็นแบบนั้นไม่ได้ ถ้ายังอยากจะลุ้นแชมป์กับเขาอยู่ในปีนี้ ดังนั้น สถานการณ์ในลีก ใครบอกว่า โอ๊ย เพิ่งต้นฤดูกาลเองพี่ ยังเหลืออีกตั้ง30นัดให้ได้แข่ง

มันก็ถูกแค่ส่วนเดียว แต่ในทางปฏิบัติจริง ถ้าถูกทิ้งห่างมากไปกว่านี้เรื่อยๆ มันจะตามยากแล้วครับ เพราะคู่แข่งก็มีมือมีเท้าเหมือนกัน และจะไปคาดหวังให้เค้าพลาดน่ะ มันยากส์มาก ยากพอๆกับการที่จะหวังให้ทีมตัวเองมีการ “เปลี่ยนแปลง” เกิดขึ้นภายในนี่แหละ

เพราะงั้นแล้วเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ แม้แต่ในลีก ผู้เขียนก็เชื่อว่า เราไม่ได้อยู่ในเซฟโซนของ “กลุ่มผู้นำ” อีกต่อไปแล้ว เพราะตอนนี้ เชลซี ลิเวอร์พูล ฉีกหนีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงตัวที่อันตรายที่สุดจริงๆอย่าง “แมนเชสเตอร์ซิตี้” ของเป๊ป กวาร์ดิโอลาด้วย นั่นน่ะของจริง และจะมาแบบเงียบๆแน่นอน เรื่องนี้ฟันธงได้เลย เพราะเราเห็นฟอร์มของซิตี้กลับมาดีเหมือนเดิมแล้ว

ดังนั้น ตอนนี้ในลีกถือว่า ไม่มีโอกาสให้คุณพลาดอีกแล้ว ถ้ายังอยากรักษาโมเมนตัมลุ้นแชมป์ไว้ให้ได้ เพราะถ้ามีทีมที่หนีเราออกไปเป็น 7-8 แต้มอีกถึงสองสามทีม ก็เตรียมตัวอยู่ในสถานะ “ลุ้นท็อปโฟร์เต็มตัว” ได้เลย

ในลีก จึงจำเป็นต้องมี “จุดเปลี่ยน” ขึ้นมาแล้ว

เช่นกัน ในUCL ตอนนี้ยูไนเต็ดก็ยังไม่ได้เป็นจ่าฝูง และกำลังจะเจอกับ อตาลันต้า จ่าฝูงตัวจริงที่มี 4 คะแนน

ถ้ายังกล้าๆที่จะไม่ชนะอตาลันต้าอีก บอกได้เลยว่า ยูโรปาลีก กวักมือเรียกหยอยๆแล้วอีกปี เพราะเกมจะเหลือแค่สามเกม แล้วโอกาสที่เราจะต้องไปเยือนทีมยากอย่าง บียาร์เรอัล และ อตาลันต้า จะมีเกมหนักๆรออยู่อีกสองเกม ซึ่งโอกาสพลาดก็มีเช่นกัน นี่ก็เป็นสถานการณ์ประเภท Must Win แล้วของโซลชา และแมนยูไนเต็ด ไม่ต่างอะไรกับพรีเมียร์ลีกเลย

นี่ขนาดยังไม่ได้พูดถึง “ลิเวอร์พูล” ที่ต้องเจอกับพวกเขาในสุดสัปดาห์นี้อีกนะว่าจะหนักหนา สาหัสสากรรจ์ขนาดไหน

ถึงเวลาแล้วที่ต้อง “เปลี่ยน” จริงๆ เพราะถ้าไม่เปลี่ยนตอนนี้ มีแต่ตายกับตายเท่านั้น ซึ่งผมหมายถึงตัว “โอเล่ กุนนาร์ โซลชา” ที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างแล้ว ไม่ใช่เอาแต่ทำอะไรแบบเดิมๆ แล้วก็ได้ผลลัพธ์แบบเดิมๆที่ผ่านมาช่วงหลายๆนัด

คนเราจะหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง จากการกระทำแบบเดิมๆไม่ได้ เช่นกัน นักกีฬาที่ซ้อมแบบเดิมๆ เล่นแบบเดิมๆทุกวัน คุณจะมาคาดหวังสถิติ PB ที่ดีขึ้น วิ่งได้เร็วขึ้นได้ยังไง ถ้าคุณยังซ้อมแพทเทิร์นเดิมๆเหมือนทุกวัน สมรรถนะของร่างกายมันก็ได้แค่นั้นแหละ เพราะไม่มีอะไรที่แตกต่าง

พูดแค่โซลชานะ และถ้าโซลชาไม่เปลี่ยน สิ่งที่ต้องเปลี่ยนมันควรจะต้องเป็น “ผู้จัดการทีม” แล้วล่ะ ซึ่งก็ดูเหมือนว่า ตอนนี้ก็ค่อนข้างชัดมากๆอีกเช่นกันว่า จะมัวมานั่งรอลุ้นให้ “โซลชาเปลี่ยนแปลงตัวเอง” นั้นมันโคตรยาก สำหรับคนที่ดื้อเงียบ และเชื่อมั่นในวิธีการของตัวเองแบบสุดโต่งแบบเขา จะให้มาเปลี่ยนอะไรปุบปับ มันหวังยากจริงๆ

เพราะงั้น ก็อย่างที่หลายๆคนคิด บางทีเปลี่ยนผู้จัดการทีม มันง่ายกว่าที่จะมานั่งเขียนวิเคราะห์อะไรแบบนี้!

ถ้าเป็นคนนี้บอกเลยว่าใช่ และเชียร์เลยนะ บารมีได้ ความเข้าใจเกมสูง และเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้ดี ไม่สร้างปัญหา loyaltyในตัวสูง

แต่ในเมื่อมันยังไม่เกิด ในฐานะผู้เขียนก็ต้องเขียนต่อไปว่า มีอะไรบ้างที่เราจะหวังให้โซลชา “เปลี่ยน” ได้ในช่วงเวลาที่เหลือนี้ ซึ่งผมมองว่า “สองนัดข้างหน้า” คือจุดสุดท้ายจริงๆที่จะตัดสินอนาคตโซลชาว่าจะรอดหรือไม่รอด

ถ้าไม่เสมออตาลันต้า โอกาสปิ๋วUCL จะยิ่งสูง และความกดดันจะถาโถมใส่ทีมมากกว่าเดิมจนทำให้ทุกอย่างแย่ลงในอีก3นัดที่เหลือ

ถ้าไม่ชนะลิเวอร์พูล หรือแม้กระทั่งโดนเพรสซิ่งสูงกดตลอดทั้งเกมจนโงหัวไม่ขึ้น สุดท้ายแพ้คาบ้านไป นอกจากจะโดนหยามศักดิ์ศรีแบบเจ็บแสบที่สุดแล้ว ในแง่ของกายภาพทางตารางคะแนน เราก็จะโดนลิเวอร์พูลหนีไปเป็น7แต้ม ส่วนเชลซีก็อาจจะทิ้งไป8แต้มได้

สองเกมข้างหน้านี้ คือ “วินาทีสุดท้าย” ของโอเล่ กุนนาร์ โซลชาแล้ว ถึงแม้จะมีข่าวที่ออกมาว่าบอร์ดยังคงสนับสนุนอยู่ก็ตามที แต่หลายๆแหล่งก็เชื่อว่า แม้บอร์ดจะยังให้เวลาเขาอยู่ แต่หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น พวกเขาก็พร้อมจะติดต่อซีเนอดีน ซีดาน หรือ อันโตนิโอ คอนเต้ เข้ามาคุมทีมอย่างแน่นอน

แล้วถ้าเราจะรอดูว่า โอเล่นั้นจะ “กล้าเปลี่ยน” อะไรบ้างในช่วงสุดท้ายนี้ เราคงลุ้นได้ยาก เพราะผมเชื่อว่า เขาก็จะยอมตายไปพร้อมกับระบบ 4-2-3-1 ที่แกยึดมั่น ถือมั่นของแกนั่นแหละว่าดีที่สุด ทั้งๆที่เห็นแล้วว่าเรามีปัญหามากจากสูตรนี้ เนื่องจากการที่ทีมยังไม่มีมิดฟิลด์ตัวรับเข้ามา

แต่.. โซลชาไม่มีสิทธิ์โทษเรื่องมิดฟิลด์ได้เลย แม้ว่าบอร์ดจะซื้อนักเตะเข้ามาไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็หน้าที่ของผู้จัดการทีมนั่นแหละที่จะต้องmanageทีม และพาทีมแก้ปัญหายามที่ไม่มีมิดฟิลด์ตัวรับให้ได้ ซึ่งเอาจริงๆแล้ว วิธีแก้ไขปัญหา มีเยอะมาก..

มันอาจมีร้อยเหตุผลที่จะแก้ปัญหา แต่โซลชามีเพียงเหตุผลเดียวที่ใช้ 4-2-3-1อยู่

นั่นก็คือความดื้อ

ผมมองเห็นว่า วิธีการแก้ปัญหาเรื่องของ “ทรงการเล่นของทีม” ในปัจจุบัน มีอยู่มากมาย และสามารถทำได้ง่ายๆด้วยการแค่เพียง “ปรับแทคติกให้เหมาะสมและสอดคล้องกับนักเตะปัจจุบัน” เพื่อที่จะ “ปกปิดจุดอ่อน” ที่มีอยู่ให้ได้

ปัจจุบันเรามีปัญหาเรื่องอะไร? ที่เห็นชัดๆคือ แอเรียแดนกลาง

ทีมเรามีการเล่นกลางสนามที่แย่มาก คุมเกมไม่ได้ทุกครั้งเวลาที่โดนเพรสซิ่งหนักๆใส่ ทั้งกลางทั้งหลัง อาการหนักหมด

และการเลือกใช้คู่กลางที่ยึดติดแต่ แม็ค-เฟร็ด เป็นหลัก ทำให้ทีมใช้ DM ถึงสองตัว ที่ทำเกมไม่ได้ทั้งคู่ ทีมก็มีปัญหาเรื่องการขึ้นเกม และมิติเกมรุกที่จะช่วยเติมมาจากกองกลางอีก

นักเตะแดนกลางแต่ละคนขาดๆเกินๆ บางคน มีแต่ความขยัน แต่ไม่มีความแน่นอน ร่างกายเสียเปรียบนักบอลทุกคนบนโลกนี้ และถูกใช้งานผิดประเภท ทั้งๆที่ควรได้ยืนเล่นในพื้นที่CM แต่กลับถูกดึงต่ำมาเล่น DM (เฟร็ด)

นักเตะบางคน มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำเกมรุกสูงมาก คุณภาพฝีเท้าระดับเวิร์ลคลาส แต่ติดนิสัยบางอย่างที่ฝืนเล่นและดึงจังหวะมากเกินไป รวมถึงเกมรับที่ช่วยทีมไม่ได้เลยเพราะขาดความขยันในการไล่บอล (ป็อกบา)

นักเตะบางคน ไม่มีจุดเด่นอะไรที่แน่นอน ให้เติมเกมรุกก็เติมขึ้นไป แต่ทำอะไรมากไม่ได้ ให้เล่นเกมรับ ก็เด่นไม่สุด ไม่สามารถยืนคนเดียวได้เพราะยืนตำแหน่งไม่ดี ครองบอล คุมบอลไม่ได้ (แม็คโทมิเนย์)

นักเตะบางคน เซนส์บอลสูง ไอคิวฟุตบอลเข้าขั้นอัจฉริยะ แต่โดนขวางหน้าในตำแหน่งถนัดด้วยนักเตะตัวหลักอย่างมิสเตอร์แฟร์นันด์ส และที่แย่ที่สุดคือ ผู้จัดการทีมอคติและมองไม่เห็นคุณค่า ทั้งๆที่กล้าเอานักเตะตำแหน่งเดียวกันอย่างป็อกบา ขึ้นมาเล่นตัวรุก LW ได้ แต่กลับกัน ไม่เคยทำสิ่งนั้นกับเขา ทั้งๆที่ฟานเดอเบคสามารถเล่นตัวรุกหุบเข้ากลาง ยืนเคียงข้างบรูโน่ได้ คล้ายๆกับที่มาต้าเล่นในปีก่อนๆ (ดอนนี่ ฟานเดอเบค)

ด้วยความสามารถของShadow Striker ดอนนี่จะยิ่งป่วนแนวรับคู่แข่งในระบบหลังสามได้ดีซะด้วยซ้ำ

ในขณะที่บางคนโฮลดิ้งดีมาก เหลี่ยมบอลชั้นเชิงสูง สวยงาม ออกบอลแม่นยำ คลาสบอลสูง แต่ว่าเกมรับไม่มีเลย สปีดไม่มี พละกำลังไม่มี และไม่สามารถยืนเป็นตัวหลักให้ทีมได้ ทั้งๆที่เป็นมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดในทีมแล้ว แต่ดันเข้าสู่ช่วงอายุเยอะและปลายอาชีพค้าแข้งพอดี ซึ่งน่าเสียดายมาก (มาติช)

มิดฟิลด์ห้าคน ขาดๆเกินๆหมด และเอามาจับคู่กันไม่ว่าจะคู่ไหนๆ ก็มีปัญหาทั้งสิ้น

ป็อกบา-มาติช เห็นแล้วว่า เกมเจอเลสเตอร์ ไม่สามารถกรองงาน ตัดเกมให้ทีมได้เลย โดนเลสเตอร์อัดพรุน เพราะไม่มีสปีดความเร็วที่จะตามผู้เล่นคู่แข่งที่ฝีเท้าเร็วกว่า สปีดต้นดีกว่ามากๆได้ แม้แต่คิดจะเข้าสกัดบอลก็ไม่ทันแล้วสำหรับคู่นี้

ส่วนแม็ค-เฟร็ด ลงสนามมาทีไร เกมรับดีก็จริงอยู่ แต่การตั้งเกม เซ็ตบอล แกะเพรส มีปัญหามาก และไม่มีใครมีมิติการโฮลดิ้งบอลไว้กับตัวสักคน เพราะเฟร็ดเอง ได้บอลทีนึงก็เก็บไว้นานไม่ได้เพราะคู่แข่งจะมาเล่นเกมphysical เข้าอัด ตั๊นเขาร่วงแบบไม่ได้ฟาล์ว ก็ต้องรีบถ่ายบอลออกไป

แม็คโทมิเนย์ แม้นานๆทีจะวางบอลยาวได้บ้าง แต่คุณภาพก็ใช่ว่าจะโดดเด่น ส่วนเรื่องเหลี่ยมบอล การครองบอล ก็คนละชั้นกันกับมาติช ป็อกบา คู่นี้ก็เล่นไม่ได้อีก

ดอนนี่-มาติช คู่นี้ก็ไม่มีบอลถ้วยเล็กให้ลงแล้ว ทั้งๆที่น่าจะเป็นอีกคู่ที่น่าสนใจ มีตัวโฮลดิ้งคนนึง มีลูกหาบคอยช่วยต่อบอล และวิ่งหาตำแหน่งอย่างดอนนี่อยู่ข้างๆ

ดอนนี่-แม็คโทมิเนย์ “คอมโบไฟน้ำแข็ง” คอมโบในฝัน วาดหวังตั้งแต่วันแรกที่VDBย้ายเข้ามา แต่สุดท้ายแล้วไม่เคยได้เห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียว จนนักเตะมันจะย้ายหนีอยู่แล้ว!

ทั้งหมดนี้คือปัญหาที่เกิดขึ้นของแดนกลางว่า นักเตะทุกคน มีปัญหากันหมด และ “โซลชา” ยังหาสูตรสำเร็จที่ดีที่สุดไม่ได้สักที ทั้งๆที่จริงๆมันน่าจะทำได้ด้วยการ ใช้ “แม็คโทมิเนย์” เป็นแกนหลักในการยืนปักหลัก เล่นกลางต่ำให้ทีมไปก่อน แล้วใช้อีกตัวเป็นตัวที่มีสกิลโฮลดิ้ง หรือเปิดเกมได้ เช่น

ป็อกบา-แม็คโทมิเนย์ / มาติช-แม็คโทมิเนย์ / ดอนนี่-แม็คโทมิเนย์

คำถามคือ ได้เห็นสิ่งเหล่านี้หรือไม่? แทบไม่ได้เห็นเลย

และหลายๆครั้ง ทีมก็ดันสั่งให้น้องแม็คเติมสูงอีก ทั้งๆที่ขึ้นไปก็ทำอะไรไม่ได้ คืออยากจะบอกว่า เราเข้าใจนะว่า น้องแม็คมันเป็นกองกลางสาย “Box-to-Box” ที่ต้องขึ้นสุดลงสุด และ Range ของระยะทางที่ต้องวิ่ง มันเยอะมากๆ ห่างมากกว่าตำแหน่งตัวกลางที่เป็นลูกหาบCarrileroแบบเฟร็ดอีก ที่วิ่งคุมพื้นที่ระหว่าง กลางรุก กับ กลางรับ

แม็คโทมิเนย์ สมควรจะปั้นเป็นมิดฟิลด์ตัวรับแบบเต็มตัวได้แล้ว ในระหว่างที่ทีมยังไม่มี กลางรับขนานแท้เข้ามา ปีนี้เราต้องเอาตัวรอดด้วยการ “ปรับวิธีการเล่น” ของทรัพยากรที่มีอยู่ในมือ นี่ต่างหาก วิธีแก้ปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่รอเข้าตลาดนักเตะอย่างเดียว นั่นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง

วันๆจะเอาแต่มานั่งรอให้สโมสรซื้อนักเตะอย่างเดแคลน ไรซ์ หรือ อูเรลียัน ชูอาเมนี่ เข้ามาอย่างเดียวมันไม่ได้

จากที่เขียนมาทั้งหมดนี้ จึงเป็นการแค่ปูพื้นให้ผู้อ่านเห็นว่า ปัญหาของทีม คือการขาดความไม่แน่นอน ในภาคการคุมเกม ครองบอล และการเซ็ตเกมของทีม ซึ่งมาจากแดนกลางเป็นสำคัญ ที่ไม่ว่าตอนนี้ ส่งคอมโบคู่ไหนลงก็ห่วยหมด ไม่ว่าจะเฟร็ดแม็ค หรือ ป็อกบามาติช

ล้วนแล้วแต่มี “จุดอ่อน” ด้วยกันทั้งนั้น

ดังนั้น วิธีเดียวที่จะแก้ไขในเรื่องนี้ได้ ในยามที่ นักเตะกองกลางของเรา ต่างก็ขาดๆเกินๆ และเล่น”ไม่สุด” กันทุกตัว ประเด็นที่สำคัญก็คือ ทีมควรที่จะ “เลิกเล่นแผนที่ใช้มิดฟิลด์เป็น doublt pivot” ได้แล้ว ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ 4-2-3-1 นั่นเอง

มันไม่ใช่ว่าแผนนี้ไม่ดี แต่มันไม่เหมาะกับสภาพนักเตะที่มีอยู่ในทีมตอนนี้

เราเจอปัญหาเรื่องแดนกลางอยู่ การใช้มิดฟิลด์สองตัวในแดนกลาง เล่นร่วมกับแผงแบ็คโฟร์ มันทำให้กลางไม่แน่น เซ็ตบอลไม่ได้ คุมเกมไม่ได้ สู้เพรสซิ่งของคู่แข่งไม่ได้ ผู้เขียนมองว่า การจะทำให้แมนยูกลับมาชนะได้นั้น เราก็ต้องแก้ปัญหาที่มีอยู่

กลางเก็บบอลไม่ได้เหรอ ปั้นเกมรุกไม่ได้เหรอ? เราก็ “เพิ่มกลางเข้าไปอีกตัว” ให้มันมีความแน่นอนในพื้นที่middle thirdมากขึ้น

หรือไม่ก็ “เพิ่มหลังเข้าไปอีกตัว” เพื่อให้หลังบ้านเสถียร แล้วค่อยๆโฟกัสกับการครองบอล และหาจังหวะยิงได้ ไม่ใช่ว่ากองหน้าอุตส่าห์ทำประตูได้แปปเดียว อีก54วินาทีต่อมากองหลังทำเสียประตูอีก แบบนี้มันก็ไม่ไหว

และเพื่อให้เป็นไปได้ถึงจุดดังกล่าว ทางรอดของโซลชามีทางเดียวเท่านั้นคือ วินาทีสุดท้ายของสองเกมข้างหน้านี้ เขาจำเป็นต้องเปลี่ยนอะไรบางอย่างแล้ว

4-2-3-1 ควรเลิกซะ แล้วใช้แผนอื่นที่มีอีกมากมายบนโลกนี้ ซึ่ง “เหมาะ” และเข้ากับนักเตะแมนยูไนเต็ดในสถานการณ์ตอนนี้

แผนที่ผู้เขียนมองว่านำมาใช้กับทีมได้ดีมากๆ แทน 4-2-3-1 ก็คือ

3-4-1-2

และ

4-3-1-2

แผนอื่นที่พอใช้ได้ (ณ ปัจจุบัน) และน่าลองเปลี่ยนมาใช้เหมือนกัน เผื่อจะได้ผลลัพธ์อะไรที่แตกต่างออกไปบ้าง

4-3-3

4-3-2-1 (Christmas Tree)

4-4-2 Diamond

4-2-2-2

4-4-2 Classic

4-1-4-1

แผนที่อย่าได้ลองใช้เด็ดขาด เพราะจะพังกว่าเดิมคือ

4-4-2 Winger

(เพราะจะรั่วกว่าเดิม ทีมมีแต่ตัวรุกเต็มไปหมด กองหน้าสอง ปีกสอง แต่กองกลางเหลือแค่สองตัว เละกว่า4-2-3-1 ซะอีก โดนเจาะเป็นลูกพรุนแน่นอน)

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนอาจจะคิดว่า ผู้เขียนมึงบ้ารึเปล่า คิดอะไรให้เยอะแยะทำไม ไม่ต้องเขียนหรอก “เปลี่ยนผู้จัดการทีมใหม่ง่ายกว่า” ซึ่งผมก็เข้าใจในประเด็นนะครับ เพราะผมก็คิดว่าคงยากที่โซลชาจะมาทำในสิ่งที่ผมวิเคราะห์

แต่ในระหว่างที่เขายังไม่โดนปลดนี้ บทความนี้ก็แค่นำเสนอข้อมูลไว้ให้เห็นกันเฉยๆว่า จริงๆแล้วโซลชาอ้างเรื่องไม่มีมิดฟิลด์ตัวรับไม่ได้ เพราะมันยังมีทางแก้ปัญหาให้ทีมอีกเยอะแยะมากมายจริงๆ

กลับมาพูดเรื่องแผนการเล่นกันก่อน สาเหตุที่ 2 แผนด้านบนที่ทำตัวหนาเอาไว้ สำหรับ 3-4-1-2 / 4-3-1-2 นั้น ผู้เขียนมองว่า จะแก้ปัญหา ณ ปัจจุบันที่เรายังไม่มี “กลางรับแท้”(ดูแลไม่ได้) เข้ามาในทีม มันก็ต้องอาศัยการปรับFormationของทีมเรา ที่ทำไงก็ได้ให้แดนกลางแมนยูไนเต็ดมีความชัวร์ขึ้น แน่นอนขึ้น และเกมรับที่ “เหนียวขึ้น”

แผน 3-4-1-2 คือแผนที่เข้าท่าที่สุด ที่ผมอยากให้ทีมเปลี่ยนมาเล่นแบบนี้ และคิดว่าคงจะได้เห็นกันแน่ๆในเกมเจอกับลิเวอร์พูล ซึ่งมันจะไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโอเล่เปลี่ยนความคิดหรอก แต่เพราะสถานการณ์มันบังคับ ที่เจอทีมที่มีไดนามิคเหนือกว่ามากๆ แผนหลังสาม ที่ใช้แม็คเฟร็ดไล่กลาง จะกลับมาอีกครั้งแน่นอนในformation 3-4-1-2 ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีกับทีมเรามากๆ

เพราะแดนหลังสุด เราจะมีเซ็นเตอร์สองคน คอยเซ็ตบอลให้ ที่เป็นCBตัวข้าง (LCB,RCB) ในขณะที่ แผงกองกลาง จะมีคู่มิดฟิลด์ไล่สกรีนงานตรงกลางเช่นเคย ยืนอยู่ใกล้ๆกับ “วิงแบ็ค” สองคน ที่รับผิดชอบเกมริมเส้น และช่วยกองกลางไล่บอลได้

ในขณะที่ ทีมจะยังเล่นด้วยการยึดโยงกับ “มิดฟิลด์ตัวรุก” 1 คนเหมือนเดิม ในแผน 3-4-1-2 จะทำให้เราใช้บรูโน่ แฟร์นันด์ส ลงสนามได้ต่อไป

และสุดท้าย “หน้าคู่” ซึ่งทุกวันนี้ก็เล่นเหมือนมีหน้าคู่อยู่แล้ว ในยามที่โด้ กับ กรีนวู้ด ลงสนาม สองคนนี้คือหัวหอกยิงประตูหลักอยู่แล้ว ในขณะที่ทางซ้าย ก่อนหน้านี้อย่างซานโช่ ลินการ์ด มาร์กซิยาล ก็ยังไม่โดดเด่นในด้านการยิงประตู เท่ากับ โรนัลโด้ กับ กรีนวู้ดทางขวา

รูปทรงก็จะออกมาประมาณนี้


การมีมาร์คัส แรชฟอร์ด กลับมา ทำให้ทีมมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นเยอะในแผนหลักอย่าง 4-2-3-1 ที่เป็นเหตุผลว่า ทำไมซานโช่ถึงมาลงฝั่งซ้าย ที่แฟนบอลบางส่วนไม่เข้าใจ แล้วพากันด่าทีม แต่ถ้าใครที่หาข้อมูลกันมาบ้างแล้วก็คงจะรู้เหตุผลกันดีว่า ซานโช่เล่นได้ทั้งสองฝั่งไม่ต่างกันเลย ผลงานแอสซิสต์ดีทั้งสองฟาก มาเล่นซ้ายจะมีมิติยิงประตูด้วยเพราะเข้าขวา ในขณะที่เล่นซ้ายก็จะแอสซิสต์เยอะหน่อย

นอกจากนี้ หน้าคู่ยังปรับคอมโบได้อีกมากมาย ดีไม่ดีจะดีกว่าตอนเล่น 4-2-3-1 ซะอีก หากโอเล่เห็นว่า กรีนวู้ด เล่นไม่เข้ากับโรนัลโด้ ไม่งั้นก็ปรับแยกคู่ไปเลย

วันไหนคาวานี่ลง จับคู่กับ กรีนวู้ดในแดนหน้า ให้ศิษย์อาจารย์คู่นี้มันเล่นด้วยกัน

โคตรคิดถึงคอมโบสามคนนี้เลยว่ะ T_T

ส่วนโรนัลโด้ ก็จับลงคู่กับ แรชฟอร์ด ลินการ์ด ซานโช่ กรีนวู้ด ใครก็ได้ที่มีสปีดความเร็วของตัวรุก คอยช่วยพี่โด้อีกคนยามเล่น counter-attack ให้กับทีม

เพราะงั้น 3-4-2-1 คือแผนที่เหมาะกับแมนยูไนเต็ดที่สุดแล้วในตอนนี้ เพราะถ้ากองกลางไม่แข็ง ก็เพิ่มแผงหลังเข้าไปอีกหนึ่งตัว เพื่อให้หลังบ้านเซฟไว้ก่อน แล้วก็ใช้ CB ตัวข้างนี่แหละขึ้นเกม ไม่ว่าจะแมกไกวร์ หรือ ลินเดอเลิฟก็ตาม แม้แต่ชอว์ ก็เอามายืน LCB ได้ ทีมเราก็จะมีคนขึ้นเกมมากขึ้นด้วย

แฟนบอลที่ชื่นชอบการดูแทคติก น่าจะเข้าใจว่า การใช้หลังสาม ไม่ได้แปลว่า “ป๊อด” แต่อย่างใด เพราะมันเป็นแผนที่ถึงเวลา เราก็จะโหลดนักเตะแดนหน้าขึ้นไปบุกได้ถึง 7 คน ในยามที่ด้านหลัง มีคนเฝ้าหลังสามคนแล้ว และหลายๆทีมที่ยิงได้เยอะ อย่างเช่นจ่าฝูงเชลซี ก็เล่นระบบหลังสามเช่นกันในสูตร 3-4-2-1 เขาก็ยังเป็นจ่าฝูงได้เลย

แผนนี้แหละคือคีย์ของทุกอย่าง โซลชาจะมองเห็นรึเปล่านี่แหละสำคัญ

หรือ ถ้าจะไม่เล่น 3-4-1-2 อีกแผนนึงที่ดีที่สุดและเป็นไปได้ก็คือ “4-3-1-2”

แผนนี้กึ่งๆเกือบจะเป็น “4-4-2 Diamond” อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าต่างกันที่ เราใช้มิดฟิลด์ตรงกลาง เล่นร่วมกันสามตัว มากกว่าที่จะใช้เป็น เหลี่ยมเพชรบน(AM) เหลี่ยมเพชรล่าง(DM) และเหลี่ยมข้างสองคน (CM x 2) เพราะตราบใดที่แมนยูยังไม่มี “DM” ที่ยืนปักหลักตัวเดียวมาได้ เราจะไม่มีทางเล่นแผน “ไดมอนด์” แบบของแท้ได้เลย

แต่ 4-3-1-2 ให้อะไรที่คล้ายๆกับสิ่งนั้นได้

เมื่อคุณมีปัญหาของแดนกลาง และแผงมิดฟิลด์อยู่ ที่ “จัดคู่ไหนลงมาก็ไม่ดี” ในระบบ double pivot ที่ผมอยากให้เลิกนั้น..

ถ้าเล่นสองคนมันไม่เวิร์ค ก็อัดกลางเพิ่มมาอีกคนสิ

ในเมื่อจะไม่ไปเพิ่มที่แผงหลังในระบบหลังสาม เพื่อให้หลังบ้านแน่น ถ้างั้นก็ เพิ่มกลางมันเข้าไป เพื่อให้กลางชัวร์ขึ้น แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งเราสามารถทำแบบนั้นได้

ระบบ 4-3-1-2 นี้ คือแผนไฮบริดอีกแผนที่เปลี่ยนแปลงจาก 4-2-3-1 ลงมา ด้วยการหักเอาตัวรุกออกจากทีมลดลงหนึ่งคน จากเดิมที่แผนนั้นใช้ 4 ตัว (กลางรุกหนึ่ง ฟร้อนท์ทรีสาม) ตัวรุกจะเหลือสามคน (กลางรุกหนึ่ง + หน้าคู่) แล้วเราจะได้มิดฟิลด์มาตรงกลางเพิ่มอีกตัวนึง

ทีนี้ อยากใช้มิดฟิลด์สามคน จะจัดยังไงก็ได้ ดีหมด เพราะการมีตัวกลางสามคน เชื่อว่าระบบการเล่นของทีมจะนิ่ง และแน่นขึ้นแน่ๆ ทั้งภาคเกมรับ ทั้งภาคการเซ็ตบอลเกมรุก รวมถึงbuild-up play ขึ้นไปแดนหน้า

อยากจะส่งใครลงก็ไม่มีปัญหาเลยในระบบกลางสาม เพราะทีมแน่นชัวร์ๆ

คอมโบที่ดีที่สุด ดูเหมือนจะเป็น “ป็อกบา-แม็คโทมิเนย์-เฟร็ด” ดูน่าสนใจสุด และ Formation กับ 11 ตัวจริงของแผนนี้ควรจะเป็นดังภาพนี้จึงจะ “ดีที่สุด” สำหรับทีม ณ ปัจจุบัน

4-3-1-2 แผนที่น่าจะช่วยแก้ปัญหาให้ทีมได้เยอะ ถ้าโอเล่คิดจะปรับแผนจริงๆ แต่คงจะหวังกับเขาได้ยากมาก

ป็อกบาเล่นกลางตัวซ้าย ในพื้นที่ถนัด และถ้าอยากจะเติมเกมรุกจริงๆ ก็เติมได้แค่ตำแหน่งของ “เบอร์8” เท่านั้น ซึ่งเป็นจุดของMezzala พอดี แต่อย่าขึ้นสูงไปเท่ากับตำแหน่งเบอร์10 ของบรูโน่

ถ้าป็อกบาเติมแค่พอประมาณ ไม่สูงมาก เกมรับจะมี ป็อกบา ลงมายืนคุมโซน ช่วยแม็ค เฟร็ด อีกสองคน เกมจะแน่นขึ้นอีก

แม็คโทมิเนย์ ควรเน้นเกมรับ และยืนปักหลักคุมด้านหลังได้แล้ว โดยมี เฟร็ด ที่มีพลังงาน และความขยันเยอะทางขวา ก็อาจจะเติมขึ้นสูงไปอีกนิดนึงในพื้นที่หัวกะโหลก และใช้ความสามารถของเฟร็ดได้เต็มที่ในตำแหน่ง CM ของทีม ไม่ใช่ DM เหมือนที่ผ่านมา

ดังนั้นลักษณะการยืน มันจึงคล้ายๆกับไดมอนด์ กลางสามตัวจะยืนกันเป็น CM—–CMกึ่งDM—-CM เกือบจะคล้ายแผนไดมอนด์ แต่เป็นแผนที่เราจะไม่ทิ้งตัวกึ่ง DM ไว้โดดเดี่ยวคนเดียว แต่จะให้เล่นกันเป็นแผงสามคนคุมพื้นที่ใกล้ๆกันเลย

เห็นชัดเจนนะครับว่าแผนนี้จะไม่ใช่ไดมอนด์ มิดฟิลด์จะยืนแพ็คสามใกล้ๆกัน และจะไม่ให้รับหน้าที่ตัวรับโดดเดี่ยว แต่ช่วยกันแพ็คไล่บอลสามคน

รับรองว่าเกมแดนกลางแน่น แน่นอน เพราะมิดฟิลด์สามคนจะช่วยปกปิดจุดอ่อนให้กันและกันได้ดี

ป็อกบาจะเป็นตัวออกบอล วางบอลยาว ทำเกมรุก ในขณะที่แม็ค เล่นเกมปะทะ / เฟร็ดเล่นเกมสนับสนุน เชื่อมบอล ตามซ้ำดาบสองเวลาป้องกัน และคัฟเวอร์พื้นที่ในสนาม

หรือนอกจากนั้นก็คือ สามารถคอมโบ “มาติช” เข้าไปได้อีกคนในแผนนี้ เราก็จะมีตัวโฮลดิ้งคลาสสูงๆ และออกบอลขึ้นหน้าได้แม่นยำเพิ่มมาอีกคนในแผง “กลางสาม” ในระบบนี้

โคตรของโคตรแน่น..แน่นอน

ส่วนแนวรุก บรูโน่ แฟร์นันด์ส จะยังอยู่กับเราในแผนนี้ในตัวบน ซึ่งเขาสามารถเติมขึ้นสูงไปเป็น Second Striker ได้ทุกเมื่อ ในยามที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ในตำแหน่งหน้าเป้า อยากจะถ่างตัวเองฉีกหนีตัวประกบมาเพื่อหาจุดเข้าทำด้านข้าง / ส่วนหน้าคู่อีกคนอย่าง กรีนวู้ด หรือ แรชฟอร์ด ก็จะเป็นกองหน้าสายสปีด ที่มีมิติความเร็ว เล่นแตกต่างจากโรนัลโด้ คอยรับบอลต่อจากบรูโน่มาอีก

ดูยังไงๆ 4-3-1-2 ก็เหมาะกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดตอนนี้ มากกว่า 4-2-3-1 อย่างเห็นได้ชัด ที่โหลดนักเตะตัวรุกขึ้นไปแบบเปล่าประโยชน์เยอะ แต่เกมกลางสนามเละเทะ จนผลที่ออกมามันเห็นชัดว่า ซานโช่ที่กำลังเรียกฟอร์มมาในช่วงนี้นั้น โอกาสได้บอลน้อยมากๆ เพราะกลางคุมเกมไม่ได้นั่นเอง..

มีแค่สองแผนนี้แหละที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องเกมการเล่นของทีมได้ ในเมื่อกลางคู่ มันคุมเกมไม่ได้ ก็อัดกลางเข้ามาหนึ่งคน ลดระบบเป็น 4-3-1-2 หรือไม่ก็ อัดหลังเข้ามาอีกหนึ่งคนแล้วปรับระบบเป็น 3-4-1-2

ผมค่อนข้างเชื่อว่า ทีมเราคุณภาพนักเตะตัวรุกอยู่ในระดับที่ “สูงกว่ามาตรฐาน” ทีมอื่นมากๆ ทั้งดาวรุ่งอย่างกรีนวู้ด ด็อกเตอร์แรชฟอร์ด ซานโช่ คาวานี่ โรนัลโด้ นี่คือนักเตะระดับท็อปคลาสทั้งนั้น

ไม่ต้องใช้ปริมาณมากเหมือนตอนนี้ที่ใช้ถึง4ตัวในแผน 4-2-3-1 ทีมก็น่าจะยิงได้

ถ้านึกไม่ออกก็นึกถึง 4-3-3 ของลิเวอร์พูลก็ได้ครับ(แหมไม่อยากอ้างอิงถึงเลย แต่ก็ยอมรับว่ะ) ลิเวอร์พูลมีระบบการเล่นที่ดีจากหลังบ้าน ทำให้ตัวรุกพวกเขาแค่สามคนอย่าง SMF สามารถทำประตูอย่างเป็นกอบเป็นกำได้ในช่วงนี้

ทั้งๆที่มีแค่สามคน

เนื่องจากการมีกองหน้าเก่งๆ เราเล่นแผนที่ใช้ตัวรุกน้อยได้ และยูไนเต็ดควรจะทำแบบนั้น ในแนวทางของ United Way ของเราเอง ดังนั้น สองแผนนี้คือทางรอดของโอเล่ในช่วงนี้ ไม่มีแผนอื่นอีกแล้วจริงๆ ซึ่งถ้าจะดันทุรังกับ 4-2-3-1 ต่อไป คุณก็เอาแผนนี้ไปใช้คุมทีมอื่น น่าจะรุ่งกว่า แต่มันไม่ใช่กับยูไนเต็ดตอนนี้

แน่นอน เกมเจออตาลันต้า ผมว่าเขาไม่เปลี่ยนแผนหรอก เขาก็จะเล่น 4-2-3-1 แผนเดิมเนี่ยแหละ เพียงแต่ว่า โอกาสในการชนะอตาลันต้าก็มีสูง เนื่องจากบอลของกาสเปเรินี่ คือบอลระบบที่ใช้man-marking แบบเดียวกับบิเอลซ่าเป๊ะๆ ซึ่งมันเข้าทางทีมที่นักเตะมีความเร็ว และยังสดอยู่อย่างทีมเรา ที่เน้นการเล่นโดยใช้ความสามารถเฉพาะตัวเอาชนะในสถานการณ์ 1 On 1 ได้

ดังนั้น ไอ้เกมแมนมารคเต็มสนามของอตาลันต้า ที่อาจจะนำมาใช้กับเรานั้น ก็น่าจะโดนยิงเละเทะ สภาพเดียวกันกับลีดส์ของบิเอลซ่านั่นแหละ ที่รวมแล้วสองนัดที่เจอกันที่โอลด์แทรฟฟอร์ด ซัดประตูรวมไป 11-3 เกมกับอตาลันต้า โอเล่ก็อาจจะเอาตัวรอดได้

เกมเปิดบ้านรับการมาเยือนของ “ลิเวอร์พูล” หากว่าโอเล่เล่น 3-4-1-2 จริงๆ วันนั้นก็จะยังมีโอกาสรอดได้อีกวันเช่นกัน แต่ถ้าหลังจากนั้น ยังคงกลับมาเล่น 4-2-3-1 ในเกมที่เจอคู่แข่งโหดๆอีก บอกเลยว่าศพไม่สวย

ดูเหมือนว่าเกมเดียวในช่วงโปรแกรมโหด ที่ยูไนเต็ดพอจะเล่น 4-2-3-1 ได้ นอกจากอตาลันต้าแล้วนั้น ก็มีเกมเจอ “วัตฟอร์ด” อีกแค่ทีมเดียวเท่านั้น

นอกนั้น การเจอลิเวอร์พูล สเปอร์ส เยือนอตาลันต้า แมนซิตี้ เยือนบียาร์เรอัล เยือนเชลซี เหย้าอาร์เซนอล เกมเหล่านี้โอเล่ไม่ควรใช้ 4-2-3-1 อีกเลย เพราะ”สภาพ”ทีมมันไม่ได้จริงๆ

นี่คือคำแนะนำที่ดีที่สุดแล้ว ซึ่งคงจะหวังได้ยาก ที่จะให้คนอย่างโอเล่เปลี่ยนแปลงตัวเอง เปลี่ยนแปลงmindset หรือชุดความคิดในการทำทีมที่เขาเชื่อเหลือเกิน

นี่ยังไม่รวมปัญหาแนวคิดต่างๆ ประเภทที่ “ไม่เชื่อใจลูกทีมคนอื่นๆ(ที่ไม่ใช่ตัวkey player)” รวมถึงเรื่องการตัดสินใจช้า แก้เกมช้า และชอบปล่อยให้เกมไหล ไม่ยอมปรับแก้แบบเรียลไทม์ แล้วไปหวังกับช่วงพักครึ่งอย่างเดียว

เป็นโอกาสสุดท้ายของโซลชาแล้วจริงๆ มันคือสองวินาทีสุดท้ายของเขา เราก็อยากรู้เหมือนกันว่า ฮีโร่ที่จะเป็นตำนานตลอดไป ในยามเป็นนักบอลของเขานั้น เขาจะทำได้ในตอนเป็นผู้จัดการทีมหรือไม่

แน่นอน ในฐานะแฟนผีวัยกลางคนคนนึง ที่โตมากับบอลยุคเซอร์อเล็กซ์ และได้เห็นทีมยุคเก่าเล่นมาตลอด ผมไม่เอาความเป็นตำนานนักเตะของโซลชา มารวมกับเรื่องผู้จัดการทีมแน่นอน

คือมันคนละประเด็นกัน ต่อให้เขาทำทีมแย่โดนปลดออกไป ก็ไม่อาจลบล้างความเป็น “ตำนาน” ที่ยิงประตูชัยในคืนที่เราได้สามแชมป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เกาะอังกฤษไปได้

ถึงแม้ผมจะเขียนตำหนิการทำทีมของแกอยู่ทุกเกม นั่งบนและเกาศีรษะเวลาเห็นแกเทคแอคชั่นอะไรแปลกๆแทบทุกนัด

แต่ผมจะไม่วันเกลียดโซลชาหรือด่าหยาบๆ แบบเสียๆหายๆเกินกว่าที่ควรจะตำหนิด้วย “เหตุผล” แน่นอน

กลับกัน อยากให้น้าแกถ้าออกจากตำแหน่ง ก็ให้อยู่กับสโมสรต่อ แล้วหาตำแหน่งDirector ดีๆให้แกสักหน้าที่นึงในการควบคุมทิศทางสโมสรของเราอยู่เบื้องหลัง จะเหมาะกว่า

มีคนเปรียบเปรยตัวอย่างที่ดีเอาไว้ว่า โซลชาเหมือนกับช่างซ่อมรถมือดี ที่ซ่อมแมนยูไนเต็ดยุคมืดที่ผุพังเละเทะ กลับมากลายเป็นรถที่แล่นได้ฉิว เป็นทีมที่มีอนาคตในระยะยาวมากที่สุดทีมหนึ่งของยุโรป

แต่เขาอาจจะไม่ใช่คน “ขับ” รถที่ซ่อมนี้ได้ดี ดังนั้นเมื่อโซลชาซ่อมเสร็จแล้ว เราก็แค่หาคนขับรถคนอื่นๆ ที่ “ขับรถเก่ง” กว่าโอเล่มาแทน แล้วให้ตัวเขาคอย “ดูแลรถ” อยู่เบื้องหลังต่อไปเรื่อยๆได้ก็คงจะดี

และถ้าน้ายังอยากเป็นคนขับรถอยู่ ผมว่าน้าแพ้มาเยอะแล้วนะปีนี้ มันถึงจุดสุดท้ายที่ต้องเรียก Turn Point ได้แล้ว เพราะโอกาสมันลดลงเรื่อยๆ

และท่าไม้ตายของน้า ที่ปีก่อนๆเคยทำได้ เวลาใกล้จะตายๆแบบนี้แล้วกลับมาใหม่เหมือนชาวไซย่านั้น มันCooldown มานานมากแล้วล่ะ มันควรจะหมดคูลดาวน์ แล้วใช้งานได้แล้วภายในสองนัดข้างหน้านี้

วินาทีสุดท้าย ถ้ายังไม่กดอัลติก็ต้องบายกันแล้วล่ะน้า..

-ศาลาผี

ป.ล. ขออภัยที่บทความนี้ไม่มี References เพราะร่ายด้วยความอัดอั้นในใจล้วนๆ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com