หากจะมีนักเตะสักคนที่ชีวิตค้าแข้งเปลี่ยนไปอย่างมากในขวบปีที่ผ่านมา ชื่อของ "เอมิล สมิธ โรว์" จะเป็นต้องหนึ่งในนั้น

จากดาวรุ่งที่แทบไม่ได้โอกาสในเกมสำคัญและถูกปล่อยยืมตัวมาแล้ว 2 รอบ กลายเป็นหัวใจสำคัญและความหวังของ อาร์เซน่อล ไปแล้วในตอนนี้ นอกจากนี้ก็ก้าวขึ้นไปติดทีมชาติชุดใหญ่ได้เป็นที่เรียบร้อย 

ทุกอย่างเกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียง 12 เดือน และนี่คือ 10 เหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตของ “เอมิล สมิธ โรว์” ที่ทำให้เขาปักหมุดอาชีพค้าแข้งได้มั่นคงและรุดหน้าแบบก้าวกระโดด

1. ลงตัวจริงพรีเมียร์ลีกครั้งแรก

เอมิล สมิธ โรว์ ได้โอกาสครั้งสำคัญจาก มิเกล อาร์เตต้า ให้ลงตัวจริงพรีเมียร์ลีกครั้งแรกในวันบ็อกซิ่งเดย์ของปี 2020 หลังผลงานของทีมย่ำแย่ไม่ชนะมา 7 นัดติดในลีกและเป็นการแพ้ถึง 5 นัด ส่งผลให้เก้าอี้กุนซือของ อาร์เตต้า ร้อนระอุสุดๆ


สมิธ โรว์ ได้เล่นเกมรุกร่วมกับอีกสองดาวรุ่งอย่าง บูคาโย่ ซาก้า และ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ก่อนช่วยกันพาทีมเค้นฟอร์มเก่งออกมาได้เอาชนะ เชลซี ไปอย่างสะใจ 3-1 โดยที่ดาวรุ่งจากครอยดอนทำแอสซิสต์แรกในฤดูกาลได้ด้วย 

2. กลายเป็นแกนหลักที่ขาดไม่ได้

เกมกับ เชลซี คือจุดเปลี่ยนในชีวิตของ เอมิล สมิธ โรว์ อย่างแท้จริงเพราะจากนั้นเป็นต้นมา เขาก็กลายเป็นอีกหนึ่งแกนหลักที่ มิเกล อาร์เตต้า ใส่ชื่อเป็นตัวจริงทุกนัด 


สมิธ โรว์ ทำได้ 3 แอสซิสต์จาก 5 นัดแรกที่เป็นตัวจริงในลีก และช่วยทีมทำผลงานดีขึ้นกว่าเดิมนับตั้งแต่แจ้งเกิดในวันบ็อกซิ่งเดย์ น่าเสียดายที่ อาร์เซน่อล ทำคะแนนหล่นมากไปหน่อยในช่วงครึ่งฤดูกาลแรกทำให้พลาดตั๋วยุโรปไป 

3. “นอร์ธลอนดอน ดาร์บี้แมตช์” ครั้งแรก

หนึ่งในเกมที่เป็นทดสอบที่ยากที่สุดสำหรับนักเตะดาวรุ่งคือ “ดาร์บี้แมตช์” ซึ่ง เอมิล สมิธ โรว์ ได้สัมผัส “นอร์ธลอนดอน ดาร์บี้แมตช์” ครั้งแรกในชีวิตตอนอายุเพียง 20 ปี 


อาร์เซน่อล เปิดรังเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เฉือนชนะคู่แค้น สเปอร์ส ไปได้ 2-1 ในเกมที่ เอมิล สมิธ โรว์ ทำผลงานโดดเด่นสุดๆ จนคว้าตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์ และเกือบมีสกอร์จากลูกยิงสุดสวยหน้าเขตโทษ แต่น่าเสียดายบอลชนคานอย่างจัง  

4. ติดทีมชาติอังกฤษชุดยู-21 ครั้งแรก

หลังทำผลงานยอดเยี่ยมต่อเนื่องตลอด 3 เดือนที่ยึดตัวจริงในทีม อาร์เซน่อล ได้  เอมิล สมิธ โรว์ ก็ถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษชุดอายุไม่เกิน 21 ปี เป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคม หรือหนึ่งวันหลังเกมพาทีมหักคอไก่เดือยทอง 


ดาวรุ่งปืนโตได้เข้าร่วมศึกยู-21 ชิงแชมป์ยุโรปที่เขาออกสตาร์ทตัวจริงในเกมแรกของรอบแบ่งกลุ่มที่พ่ายต่อ สวิตเซอร์แลนด์ 0-1 และไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบน็อกเอาต์

 

5. ประตูแรกในพรีเมียร์ลีก

ประตูแรกในลีกสูงสุดมาถึงในเกมเปิดรังชนะ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 3-1 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม หลังก่อนหน้านี้เคยยิงได้ 3 ประตู แต่เป็นบอลถ้วยลีก คัพ กับยูโรปา ลีก 


อาร์เซน่อล ต่อบอลกันสวยทางฝั่งซ้ายก่อนเป็น บูคาโย่ ซาก้า ที่เติบโตขึ้นมาจากทีมเยาวชนด้วยกัน เปิดบอลให้วิ่งเข้ายิงวอลเลย์ด้วยซ้ายเน้นๆ อย่างเด็ดขาด  

6. ต่อสัญญายาวถึงปี 2026  

22 กรกฏาคม 2021 คืออีกวันสำคัญในอาชีพนักฟุตบอลของ เอมิล สมิธ โรว์ เมื่อเขาตัดสินใจต่อสัญญาฉบับใหม่กับ อาร์เซน่อล ออกไปจนถึงปี 2026 ยุติข่าวลือทุกอย่างลงในทันที


สมิธ โรว์ อยู่กับ อาร์เซน่อล มาตั้งแต่ 10 ขวบ ก่อนเติบโตจนก้าวสู่ชุดใหญ่และกลายเป็นขวัญใจของแฟนบอลอีกคน การได้ต่อสัญญายาวกับทีมรักออกไปจึงเป็นที่พิเศษและมีความหมายอย่างยิ่ง 

7. เจ้าของเสื้อหมายเลข 10 คนใหม่

นอกจากต่อสัญญาฉบับใหม่แล้ว เอมิล สมิธ โรว์ ร้องขอต่อ มิเกล อาร์เตต้า เพื่อเป็นเจ้าของเสื้อหมายเลข 10 คนใหม่ ตามรอยแข้งดังทั้ง เดนนิส เบิร์กแคมป์, โรบิน ฟาน เพอร์ซี่, แจ็ค วิลเชียร์ และ เมซุต โอซิล 


เสื้อหมายเลข 10 ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นของนักเตะที่สำคัญสุด กำลังว่างอยู่หลัง โอซิล ย้ายออกไป เด็กหนุ่มวัยย่าง 21 ปีในตอนนั้นไม่ได้สะทกสะท้านกับความกดดันใดๆ ที่รออยู่

หากไม่เพราะแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ เด็กหนุ่มวัยเพียงเท่านี้คงไม่กล้ายืดอกรับความท้าทายครั้งสำคัญนี้อย่างแน่นอน

8. ระเบิดฟอร์มถอนขนไก่อีกครั้ง

“นอร์ธลอนดอน ดาร์บี้แมตช์” กลายเป็น “ของชอบ” ของ เอมิล สมิธ โรว์ อีกครั้งเมื่อเขาทำผลงานสุดยอดทั้งยิงและจ่ายพาทีมขยี้คู่แค้น สเปอร์ส ไปได้ 3-1 ในเกมเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา


45 นาทีแรกของ อาร์เซน่อล คือฟอร์มที่ดีที่สุดในรอบหลายปีที่ลงเล่นศึกศักดิ์ศรีนี้ ลูกทีมของ อาร์เตต้า ไล่ขย่มผู้คู่ปรับร่วมเมืองจนออกนำห่าง 3-0 โดยที่ สมิธ โรว์ ทำประตูแรกให้ทีม ก่อนเล่นเกมโต้กลับสปีดตั้งแต่หน้าเขตโทษตัวเองจนเข้าเขตโทษ สเปอร์ส แล้วจ่ายให้ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ยิงประตูที่สอง 

ครั้งแรกในชีวิตของ สมิธ โรว์ ที่ทำประตูและแอสซิสต์ได้ในเกมเดียว และมันเกิดขึ้นในเกมสุดสำคัญที่แฟนบอลอยากเห็นมากที่สุด

9. ยิงในลีกได้ 3 นัดติดต่อกัน

ปลายเดือนตุลาคมต่อด้วยต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาคือช่วงที่ เอมิล สมิธ โรว์ ได้ตอกย้ำถึงฟอร์มอันยอดเยี่ยมอีกครั้งด้วยการยิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้ 3 นัดติตต่อกัน


สมิธ โรว์ ทำประตูได้ในเกมชนะ แอสตัน วิลล่า 3-1, ชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-0 และประตูชัยเฉือนชนะ วัตฟอร์ด 1-0 ก่อนเบรกทีมชาติรอบล่าสุด

เจ้าของเสื้อหมายเลข 10 คนปัจจุบันกลายเป็นนักเตะ อาร์เซน่อล ที่อายุไม่เกิน 21 ปี คนที่ 4 ที่ยิงในพรีเมียร์ลีกได้ 3 นัดติดต่อจาก นิโกล่าส์ อเนลก้า, โฆเซ่ อันโตนิโอ เรเยส และ เชส ฟาเบรกาส 

10. เปิดตัวสุดปังกับทีมชาติชุดใหญ่ 

แม้ตอนแรก แกเร็ธ เซาธ์เกต นายใหญ่ทีมชาติอังกฤษจะไม่ได้เลือก เอมิล สมิธ โรว์ ติดทีมชุดใหญ่ครั้งแรกอย่างที่หลายคนกะเก็งกันเอาไว้ แต่ทันทีที่มีผู้เล่นบาดเจ็บถอนตัว กุนซือทัพสิงโตก็ไม่อาจมองข้ามดาวรุ่งฟอร์มแรงจาก อาร์เซน่อล รายนี้ได้

สมิธ โรว์ ได้ประเดิมสนามทันทีด้วยการลงเป็นสำรอง 15 นาทีสุดท้ายในเกมที่ทัพ “สิงโตคำราม” เปิดรังเวมบลีย์ เอาชนะ แอลเบเนีย 5-0 ซึ่งเกมนี้เป็นการเล่นในบ้านนัดสุดท้ายของปีนี้ และครอบครัวของ สมิธ โรว์ ก็มาชมเกมในสนามด้วย


นัดต่อมาที่ไปเยือน ซาน มาริโน่ เป็นนัดสุดท้ายของรอบคัดเลือก ฟุตบอลโลก 2022 อังกฤษ ต้องการเพียงแค่ผลเสมอก็เข้ารอบสุดท้าย สมิธ โรว์  ได้ลงตัวจริงนัดแรกในชีวิตเคียงข้างกับเพื่อนร่วมทีม อาร์เซน่อล ทั้ง บูคาโย่ ซาก้า และ อารอน แรมส์เดล ที่ได้เฝ้าเสานัดแรกให้ทัพสิงโตคำราม

สมิธ โรว์ กล้าเล่นมากขึ้นกว่านัดแรก และโชว์ฝีเท้าออกมาแบบไม่มีกั๊ก เอาตัวรอดในพื้นที่แคบได้ดีและสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมได้ตลอดก่อนมี 1 ประตู และ 1 แอสซิสต์ ช่วยทีมปูพรมถล่มเจ้าถิ่นขาดลอย 10-0 

ทำประตูและแอสซิสต์ได้ในการเป็นตัวจริงทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรก และพาทีมคว้าตั๋วไปเล่นฟุตบอลโลก

ไม่มีอะไรงดงามไปกว่านี้อีกแล้ว


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com