ถึงวันนี้ครบ 10 ปีแล้วสำหรับ อันเดรียส คริสเตนเซ่น กับการอยู่ภายใต้เสื้อสีน้ำเงินของสโมสร เชลซี

         จากเด็กผมแห้งเมื่อครั้งเซ็นสัญญากับทีมเมื่อปี 2012 ปัจจุบัน เซนเตอร์ทีมชาติเดนมาร์กค่อยพัฒนารูปร่างขึ้นมาบึกบึน แล้วด้วยหน่วยก้านที่ดีอยู่แล้วกับความสูงระดับ 6 ฟุต 2 นิ้ว ไม่แปลกที่เจ้าตัวจะยืนหยัดในพรีเมียร์ลีกได้อย่างไร้ปัญหา

         ถึงวันนี้เจ้าตัวลงสนามให้ทีมไปแล้ว 150 เกมทุกรายการ มีช่วงเวลาระหว่างปี 2015-2017 ที่ไปเล่นกับ มึนเช่นกลัดบัค ด้วยสัญญายืมตัว

         แฟนสิงห์อาจจะเซ็งกันสักหน่อยที่ผลงานกับ เชลซี นั้นทำได้แค่ 2 ประตูกับ 2 แอสซิสต์ แต่ไปเล่นในเยอรมันน้อยกว่าเกือบครึ่ง กลับทำได้ 7 ประตูกับ 1 แอสซิสต์


แต่เรื่องนั้นช่างมัน ตอนนี่เป้าหมายของทุกคนรวมถึง อันเดรียส คริสเตนเซ่น ก็คือแชมป์สโมสรโลกที่ตอนนี้ทีมอยู่ในรอบชิงชนะเลิศโดยมี พัลไมรัส เป็นคู่แข่ง

         “ผมคงจะมีความสุขมาก” คำพูดจากปากกองหลังวัย วัย 25 ปีเมื่อถูกถามถึงปฏิกิริยาของเขาจะเป็นยังไงเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หากบอกว่าจะก้าวมาถึงขั้นนี้

         การพูดคุยผ่านสื่อของสโมสรในวันครบรอบ 10 ปีในการตัดสินใจเซ็นสัญญากับ เชลซี จากแข้งทีมชาติเดนมาร์กรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี เขาเลือกที่จะทิ้ง บรอนด์บี้ ไว้เบื้องหลังเพื่อมาสู่อะคาเดมี่ของ “สิงห์บลูส์” 


         “ผมซ้อมกับ เชลซี, ผมซ้อมกับ แอสตัน วิลล่า ไปพร้อมกันด้วย และกับบางสโมสรที่ต้องการตัวผมและซ้อมร่วมกับพวกเขา” คริสเตนเซ่น เอ่ยปาก “ดังนั้นผมเลยเปรียบเทียบทีมอื่นๆกับ เชลซี อยู่เสมอ และเมื่อถึงจุดหนึ่ง ผมคิดว่าผมตระหนักดีว่าเหตุผลที่ผมเปรียบเทียบสโมสรอื่นกับ เชลซี นั้นอาจเป็นเพราะนั่นเป็นที่ที่ผมอยากร่วมทีมมากที่สุด”

         “ตั้งแต่เป็นเด็ก พรีเมียร์ลีกเป็นหนึ่งในลีกที่ผมติดตามดูมากที่สุด, ที่ เดนมาร์ก ผู้คนมีทีมเชียร์และค่อนข้างชัดเจนว่ามันเป็นหนึ่งในความฝันของผมที่จะมาเล่นที่พรีเมียร์ลีก”

         “นั่นคือตอนที่ผมรู้ว่ามันเป็นตัวเลือกที่ผมต้องการจะทำและหลังจากตัดสินใจ ผมโทรหา ไมเคิ่ล เอเมนาโล่ (ผู้อำนวยเทคนิคในเวลานั้น) หลังจากนั้นมันก็รวดเร็วมากเพื่อบอกว่าผมต้องการเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมจริงและดูว่ามันจะเป็นยังไง”

ชนะเมื่อยังเยาว์วัย


         อันเดรียส คริสเตนเซ่น ใช้เวลาไม่นานในการปรับตัวและเป็นส่วนหนึ่งของทีมอะคาเดมี่, กับการเล่นในเอฟเอ ยูธ คัพ และ ลีกยู-21 เจ้าตัวคว้าแชมป์ในปีที่สองของตัวเองกับทีมในฤดูกาล 2013/14 และในปีถัดมาก็คว้าแชมป์ยูฟ่า ยูธลีกอย่างยอดเยี่ยม

         อาร์ดี้ วีเวียช กุนซือของทีมในตอนนั้นยกย่องว่า คริสเตนเซ่น ถือเป็นกองหลังอายุน้อยที่ดีที่สุดในยุโรปเลย

        “เรามทีมที่แข็งแกร่งอย่างมาก” คริสเตนเซ่น ย้อนอดีตถึงวันเก่า “ถ้าคุณดูที่ทีม หลายคนเล่นกำลังเล่นอยู่ในพรีเมียร์ลีก, ในแชมเปี้ยนส์ ลีก หรือสักแห่งในโลกตอนนี้”


         “ตอนนี้ผมรู้สึกว่ามันเป็นเวลาที่สั้นมาก, ในขณะที่ผม, รูเบน (ลอฟตัส-ชีค) และ นาธาน (อาเก้) ได้ซ้อมอย่างรวดเร็วกับทีมขุดใหญ่ ในขณะที่ลงเล่นในทีมอะคาเดมี่และผมรู้สึกว่าเรีาชนะมาทุกอย่างที่เราทำได้ นั่นคือเหตุผลที่ผมมาที่ เชลซี ตั้งแต่แรก”

         การลงเล่นใน “เน็กซ์ เจน” และ “ยูฟ่า ยูธ ลีก” ถือเป็นการเตรียมพร้อมอย่างดีสำหรับ คริสเตนเซ่น ในการลงเล่นเกมชิงแชมป์สโมสรโลกที่มีระยะเวลาการพักที่สั้น เช่นเดียวกับในยูโร 2020 ที่เจ้าตัวได้ประสบการณ์นั้นมาปรับใช้

         “นี่คือที่ที่คุณใกล้ชิดกับทีมและคุณจะได้ปรับตัวในสภาพแวดล้อมที่ต้องแสดงซึ่งผมชอบมันนะ, ย้อนกลัยไปในตอนนั้น เพราะเรารูกสึกว่าเรามีทีมที่แข็งแกร่ง เราจึงรู้สึกว่าเรามีโอกาสที่จะชนะในทุกการแข่งขัน”

ย้ายไปเล่นแบบยืมตัว


         ประโยชน์ของฤดูกาล 2015/16 และ 2016/17 คือการที่เจ้าตัวได้ไเล่นกับ มึนเช่นกลัดบัค ในเยอรมัน ซึ่งที่นั่น อันเดรียส คริสเตนเซ่น คือตัวหลักของสโมสรที่ลงสนามอย่างต่อเนื่อง ภายในสองฤดูกาลเจ้าตัวลงเล่นถึง 82 นัด

         นั่นถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เจ้าตัวน่าจะเข้ากันได้ไม่มากก็น้อยกับ โธมัส ทูเคิ่ล เจ้านายคนปัจจุบันที่เป็นคนเยอรมันด้วย

         “วิธีการซ้อม มันคือวิธีที่เรากำลังทำอยู่ในตอนนี้ แต่ผมคิดว่าฟุตบอลเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย”

         “ผู้คนเตือนผมตอนที่ไปเยอรมันเกี่ยวกับระเบียบวินัย การทำงานตลอดเวลา แต่ผมไม่ได้รู้สึกว่าเราทำอย่างนั้นจริงๆ”

         “ผมคิดว่าผมโชคดีเหมือนกัน มันมีอิสระในการเล่นบอลคล้ายกับที่ผมทำที่อังกฤษและนั่นช่วยผมได้อย่างมาก มันไม่ได้แตกต่างกันมากขนาดนั้นในแง่ของการซ้อม เรื่องของร่างกาย ผมสามารถมองเห็นความคล้ายกันบางอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่เราอยู่ในตอนนี้ เมื่อเทียบกับสิ่งที่เราทำตอนนั้น”


         “ที่เยอรมัน มันช่วยพัฒนาตัวผมในการเล่นในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เรามีทีมที่แข็งแกร่งและแนวทางการเล่นของเรามันเป็นเกมรุกมากขึ้น ดังนั้นผมคิดว่ามันทำให้ผมมีความพร้อม”

         สรุปก็คือ เชลซี มองตัวเลือกสโมสรที่ยืมตัวมาเป็นอย่างดี และด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมนั้นทำให้เข้าตัวได้รับการเลือกเป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีประจำฤดูกาล 2015/16 ด้วย

         ปีแรกที่กลับสู่รั้วสแตมฟอร์ด บริดจ์ เจ้าลงสนามมากถึง 40 เกมรวมทุกรายการ ถือเป็นปีทองที่ คริสเตนเซ่น ลงเล่นมากที่สุดในการค้าแข้งกับ เชลซี เลย

         กับ เมาริซิโอ ซาร์รี่ เจ้าตัวโดนใช้งานในบอลถ้วยมากกว่าในพรีเมียร์ลีก โดยเฉพาะในยูโรปา ลีกที่ลงเล่นถึง 15 เกมช่วยให้ทีมคว้าแชมป์มาครองด้วย

         กระทั่งภายใต้การคุมทีมของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด และ โธมัส ทูเคิ่ล ก็มีส่วนร่วมในการลงเล่นพรีเมียร์ลีกมายิ่งขึ้น

         “มันเป็นการเข้าๆออกๆในทีม ดิ้นรนเพื่อการเล่นตลอดทั้งฤดูกาลในระดบัสูง แต่ผมรู้สคกว่ามันดีมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา”

         “ผมไม่เคยยอมแพ้และทุกสิ่งที่ผมเรียนรู้จากอะเดคามี่ ผมพยายามจะนำมันมาใช้”


ไล่ล่าแชมป์สโมสรโลก

         สิ่งที่นำเราไปสู่คำถามนั้น, 10 ปีที่แล้ว, เด็กน้อย อันเดรียส บอกว่าเขาจะได้เป็นขาประจำในทีม เชลซี, ได้โทรฟี่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และ ยูโรปา ลีก และกำลังจะลงสนามในเกมชิงชนะเลิศสโมสรโลก ถือเป็นช่วงเวลาทศวรรษที่น่าพอใจรึเปล่า?

         “ผมมีความสุขเหลือเกิน ผมมาถึง เชลซี ในปีที่ได้แชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีกครั้งแรกและนั่นคือความรู้สกที่ว่าเป้าหมายของสโมสรคือการได้มันมาครองอีกครั้ง และในวัย 25 ปี ได้การได้แชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีกเป็นเรื่องใหญ่และเป็นหนึ่งในความฝันที่ผมต้องการทำให้สำเร็จ”

         “การประสบความสำเร็จได้เร็วแบบนี้ มันเป็นความสุขจนไม่อาจจะบรรยายได้ที่สัมผัสประสบการณ์นั้นและผมกระหายที่จะได้มันมาครองอีกครั้ง”

         “กับฟุตบอลสโมสรโลก ผมรู้ว่ามันทรงเกียรติแค่ไหน, การเติบโตในเดนมาร์ก ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาพูดถึงกันมากที่สุด แต่ผมตระหนักถึงมันนับตั้งแต่ผมมาเล่นที่นี่ว่าเป็นเรื่องใหญ่และคงจะดีถ้ามีป้ายสีทองอยู่ตรงกลางเสื้อ”


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com