เป็นเวลา 2 ปีเต็มที่ มิเกล อาร์เตตต้า อดีตกองกลางกัปตันทีม อาร์เซน่อล หวนกลับมาทำงานให้สโมสรอีกครั้งในตำแหน่งใหม่ "ผู้จัดการทีม" ที่ถือว่าสำคัญและถูกจับตามองมากที่สุด

อาร์เตต้า เปิดตัวเป็นผู้จัดการทีม อาร์เซน่อล เป็นอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 ธันวาคม 2019 ด้วยสัญญาจนถึงซัมเมอร์ 2023 ก่อนคุมทีมข้างสนามนัดแรกในเกมบ็อกซิ่งเดย์ที่บุกเสมอ บอร์นมัธ 1-1 

ผ่านมาถึงตรงนี้ที่ อาร์เตต้า กำลังนำทีมลงเล่นบ็อกซิ่งเดย์อีกครั้งในวันที่ 26 ธ.ค. ที่จะถึงนี้ เขาผ่านการคุมทีมปืนใหญ่ทั้งหมด 108 นัด พาทีมชนะ 59 นัด เสมอ 20 นัด และแพ้ 20 นัด โดยมีเปอร์เซ็นต์ชนะอยู่ที่ 54.6%

2 ปีเต็มของ อาร์เตต้า ผ่านช่วงเวลาที่ดีและแย่มากมาย มีช่วงที่ได้ด่ำดื่มกับความสำเร็จ และช่วงที่ต้องเจอกับความกดดันถาโถมเข้าใส่ไม่ยั้งจากผลงานย่ำแย่จนเจียนอยู่เจียนไปในหลายครั้ง

อาร์เตต้า มองย้อนกลับไปก่อนสรุปภาพรวมคร่าวๆ ว่า “ผมอยากจะบอกว่าเราผ่านช่วงเวลาต่างๆ มากมายมาตลอดสองปี ช่วงเวลายากลำบากที่เราจำเป็นต้องคว้าผลการแข่งขันที่ดีให้ได้ในทันทีและพยายามเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น”

“จากนั้นเรามีสองโทรฟี่แชมป์ซึ่งเป็นของขวัญล้ำค่าและความทรงจำอันยอดเยี่ยม เว้นแต่เพียงการไม่มีแฟนบอลของพวกเราอยู่ร่วมฉลองไปด้วยกัน”

ผู้จัดการทีมชาวสแปนิชเข้ารับงานหลังสโมสรปลด อูไน เอเมรี่ ออกจากตำแหน่งและมี เฟร็ดดี้ ลุงเบิร์ก ขัดตาทัพช่วงสั้นๆ 

กุนซือมือใหม่เริ่มงานคุมทีมไปได้เพียง 3 เดือน พรีเมียร์ลีกรวมถึงอีกเกือบทุกลีกในยุโรปก็ต้องหยุดการแข่งขันหลังเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่ง อาร์เตต้า ก็คือคนแรกๆ ในวงการลูกหนังที่ติดเชื้อและนำไปสู่การประชุมฉุกเฉินขององค์กรที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจพักการแข่งขันเอาไว้ 

“จากนั้นก็เป็นที่เรามีทุกอย่าง เรามีโควิด มีการเปลี่ยนแปลงมากมายในสโมสรตั้งแต่ระดับบนจนถึงระดับล่างซึ่งบริหารจัดการได้ยากมากๆ และด้วยสถานการณ์ที่ยากลำบากเหล่านี้ เราจบฤดูกาลได้ดีมากๆ แล้ว” อาร์เตต้า ย้อนความหลัง 

หลังกลับมารีสตาร์ทกันอีกรอบ ผลงานในลีกของ อาร์เซน่อล ยุค อาร์เตต้า ยังไม่เปรี้ยงปร้างมากนักเมื่อชนะได้เพียง 5 นัดใน 10 นัดสุดท้ายของฤดูกาล ทำให้จบเพียงอันดับ 8 ของตาราง ไม่ติดพื้นที่ยุโรป

ทว่า อาร์เตต้า พาทีมทำผลงานได้ดีในถ้วยเอฟเอ คัพ ที่โค่น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่เคยทำงานด้วยในตำแหน่งสตาฟฟ์โค้ช ในรอบตัดเชือก ก่อนเอาชนะ เชลซี ของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ทำให้คว้าแชมป์สมัยที่ 14 ไปครอง พร้อมกับตั๋วลุยถ้วยยูโรปา ลีก 

อาร์เซน่อล เดินหน้าสู่ฤดูกาล 2020/21 ด้วยความมั่นใจหลังเอาฤกษ์เอาชัยดวลจุดโทษชนะ ลิเวอร์พูล ในถ้วยคอมมิวนิตี้ ชิลด์ และมีการเสริมผู้เล่นใหม่อย่าง โธมัส ปาร์เตย์ กองกลางจาก แอตเลติโก มาดริด, กาเบรียล มากัลเญส กองหลังอนาคตไกลจาก ลีลล์ รวมถึง วิลเลี่ยน ปีกจอมเก๋าที่ย้ายข้ามฟากมาจาก เชลซี



วันเปิดตัวกับ อาร์เซน่อล เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

ทีมเหมือนเริ่มต้นได้ดีชนะ 3 จาก 4 นัดแรกในลีก แต่จากนั้นอีก 10 นัดถัดมาแพ้ถึง 6 นัดและชนะได้เพียงนัดเดียว อาร์เตต้า เจอกระแสเรียกร้องให้ออกจากตำแหน่ง 

ในสถานการณ์ที่กดดันสุดๆ กุนซือหนุ่มเอาตัวรอดได้หวุดหวิดในเกมบ็อกซิ่งเดย์ที่ดันดาวรุ่งอย่าง เอมิล สมิธ โรว์, กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ และ บูคาโย่ ซาก้า ลงตัวจริงพร้อมกันก่อนเอาชนะ เชลซี ไปได้ 3-1

หลังจากนั้นผลงานของทีมดีขึ้นกว่าเดิมพอสสมควร มีสะดุดบ้างในบางนัด แต่ด้วยการที่ทำคะแนนหล่นไปเยอะในช่วงแรกทำให้ท้ายที่สุดจบอันดับ 8 ของตารางอีกปี ส่วนเอฟเอ คัพ ไม่สามารถป้องกันแชมป์ได้ทำให้พลาดตั๋วยุโรปเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี 

ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ความเห็นคิดเห็นของแฟนบอลแตกออกไปคนละขั้ว บางส่วนใหญ่เรียกร้องให้สโมสรปลด อาร์เตต้า ออกจากตำแหน่ง ขณะที่บางส่วนก็ยังเชื่อใจกุนซือมือใหม่

กระแส “ArtetaOut” ดังมากยิ่งขึ้นในต้นฤดูกาลที่ทีมออกสตาร์ทเลวร้ายแพ้รวด 3 นัด เสียไป 9 ประตู และยิงไม่ได้เลย ทีมจมบ๊วยของตารางอย่างน่าอนาถ 

การเสริมทัพที่ใช้เงินมากกว่าทุกทีมในลีกราว 150 ล้านปอนด์ถูกตั้งคำถามขึ้นอีกครั้งหลังผลงานในสนามออกมาตรงกันข้าม 

ดีลของ เบน ไวท์ ที่ย้ายมาด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ และ อารอน แรมส์เดล ที่มาจากทีมตกชั้น ต่างถูกมองว่าใช้เงิน “ไม่ฉลาด” แต่บอร์ดบริหารของ อาร์เซน่อล ยังใจแข็งและเลือกหนุนหลัง อาร์เตต้า ให้ทำงานต่อไป 

“มันเป็นการเดินทางที่น่าเหลือเชื่อซึ่งผมก็แฮปปี้และภูมิใจมากๆ กับผู้คนมากมายที่ได้ร่วมเดินทางมาด้วยกัน”

“ตอนนี้เป็นช่วงเวลาใหม่ที่เราเริ่มต้นในการสร้างทีม เรามีทิศทางที่ชัดเจนมากๆ ว่าเราต้องการนำสโมสรเดินหน้าไปอย่างไร มีคอนเนกชั่นจริงๆ ระหว่างทีมและแฟนบอล, เจ้าของทีม และบอร์ดบริหาร ผมคิดว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้น”

“ความตื่นเต้นคือการนำพาโปรเจคต์นี้เดินหน้าต่อไป ทำงานกับกลุ่มผู้เล่นที่ถือว่าอายุน้อยจริงๆ แต่พร้อมสำหรับการแข่งขันและพัฒนาฝีเท้าให้ดีขึ้น เพื่อนำสโมสรไปในจุดที่เคยเป็น”


“เอฟเอ คัพ” ความสำเร็จสูงสุดที่ทำได้

หลังดิ่งเหวลงไปกองอยู่ก้นตารางใน 3 นัดแรก อาร์เตต้า ค่อยๆ พาทีมกลับมาด้วยการไม่แพ้ใคร 10 นัดติดในทุกรายการ และเป็นการชนะได้ถึง 8 นัดจนอันดับขยับขึ้นตามลำดับ จากนั้นสะดุดอีกรอบแพ้นอกบ้าน 3 นัดติดที่ไปเยือน ลิเวอร์พูล, แมนฯ ยูไนเต็ด และ เอฟเวอร์ตัน 

ทว่ากราฟชีวิตก็ดีดตัวขึ้นอีกรอบด้วยการชนะในลีก 3 นัดติดต่อกันทำให้รั้งอันดับ 4 เหนียวแน่น รวมถึงผ่านเข้ารอบตัดเชือกคาราบาว คัพ ก่อนเข้าสู่บ็อกซิ่งเดย์ของปีนี้

ไล่ไทม์ไลน์อีกรอบจะเห็นความขึ้น-ลงแบบชัดเจน ไล่ตั้งแต่คุมทีมไม่ทันไรก็ต้องเจอโควิด 

ผลงานในลีกยังจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ไปถึงตำแหน่งแชมป์เอฟเอ คัพ 

กลายเป็นเต็งหนึ่งที่จะถูกปลดทั้งที่ไม่กี่เดือนก่อนเพิ่งพาทีมได้แชมป์

เสริมทัพด้วยเงินมากสุดในลีก แต่ผ่าน 3 นัดแรกด้วยการเป็นบ๊วยของตาราง 

มีเกมที่น่าจดจำได้ใจแฟนบอลมากมาย แต่ก็มีเกมที่น่าผิดหวังจนอยากเบือนหน้าหนี 

ถูกตั้งคำถามในการบริหารจัดการคนทั้งกรณีของ เมซุต โอซิล, มัตเตโอ เก็นดูซี่ และ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง แต่ก็ได้เครดิตไม่น้อยในการผลักดันดาวรุ่งหลายคนขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญ 

นี่คือช่วงเวลา 2 ปีในตำแหน่งกุนซือ อาร์เซน่อล ที่เหมือนนั่ง “รถไฟเหาะ” ที่มีเรื่องราวมากมายและหลากหลายอารมณ์จริงๆ 


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com