บางครั้งฟุตบอลก็เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก และทำให้ต้องแอบขำในใจได้ตลอดเวลา

บางนัดเล่นดีตลอด 45 นาทีกดคู่แข่งแทบโงหัวไม่ขึ้นแถมได้สกอร์ออกนำ แฟนบอลคิดยิ้มในใจแล้วว่าลงมาต่อครึ่งหลังคงไล่กระหน่ำฝ่ายตรงข้ามแบบเดิมและเอาชนะไปได้สบายๆ

แต่แล้วทุกอย่างกลับตาลปัตรกลายเป็นคนละทีมเสียอย่างนั้น โดนคู่แข่งฉวยโอกาสเล่นงาน และหลังจากนั้นชะงักไปดื้อๆ ก่อนจะได้ผลการแข่งขันที่น่าผิดหวัง

บางนัดเล่นได้อย่างย่ำแย่ตลอดช่วง 45 นาที เล่นแบบติดๆ ขัดๆ อะไรก็ไม่เข้าทาง ขนาดเล่นในรังยังโดนฝ่ายตรงข้ามไล่กดจนเสียทรง ทำเอาแฟนบอลเป่าปากโห่ไม่พอใจเมื่อสิ้นเสียงนกหวีด 45 นาทีแรก

กระนั้นเมื่อกลับมาลงสนามต่อในครึ่งหลังทุกอย่างแปรเปลี่ยนไปในจังหวะเดียว ประตูขึ้นนำในต้นครึ่งหลังทำให้สิ่งผ่านมาก่อนหน้านี้พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงที่ผ่านมา 


อย่างที่สาวกปิศาจแดงรับรู้และทราบถึงเรื่องราวในช่วง 3-4 นัดหลังสุดว่าทีมไร้ซึ่งความต่อเนื่องหรือขาดการยืนระยะ หลายเกมที่ทำผลงานช่วง 45 นาทีแรกได้อย่างสุดยอดไล่ยำคู่แข่งอย่างเมามัน แต่ด้วยสกอร์ที่ห่างเพียงประตูเดียวทำให้เกมยังไม่ขาด

โอกาสมากมายที่เกิดขึ้น แต่กลับฉวยมาได้เพียงครั้งเดียวจึงทำให้ฝ่ายตรงข้ามยังคงอยู่ในเกมต่อไปแม้ว่าทรงจะเป็นรองก็ตาม

ที่ผ่านมาเหมือนกับว่าเมื่อหมดครึ่งแรกและกลับไปห้องแต่งตัว แข้งผีแดงดันลืมเอาผลงานช่วง 45 นาทีแรกกลับลงไปในครึ่งหลังด้วย ซึ่งผลลัพธ์ออกมาอย่างที่เห็นว่าทีมได้ผลการแข่งขันที่น่าผิดหวังอย่างต่อเนื่อง 

อย่าว่าแต่แฟนบอลเลยที่รู้สึกงงงวยหรือฉงนสงสัย ขนาด ราล์ฟ รังนิก ในฐานะนายใหญ่แห่งรั้ว โอลด์ แทรฟฟอร์ด ตอนนี้ยังมึนตึ้บและให้สัมภาษณ์แบบงงๆ ว่าไม่ทราบสาเหตุที่ทีมเป็นเช่นนี้

ทำให้เกมล่าสุดเหมือนทีมใช้วิธี 'หนามยอกเอาหนามบ่ง' ในเมื่อเล่นดีครึ่งแรกแล้วผลการแข่งขันออกมาไม่เป็นดั่งใจ เลยเล่นให้มั่นแย่ไปเสียเลย (แต่พยายามรักษาสกอร์ไม่ให้โดนนำ)

ก็ต้องขอบคุณจังหวะเซฟระดับโลกของ ดาบิด เด เคอา ที่ทำให้ผลการแข่งขันครึ่งแรกในเกมล่าสุดกับ ไบรท์ตัน ยังคงอยู่ที่ 0-0 เพราะไม่เช่นนั้นตอนจบอาจจะไม่สวยอย่างที่เห็น

สิ้นเสียงนกหวีดหมดเวลาครึ่งแรกที่มาพร้อมเสียงโห่ดังรอบ โอลด์ แทรฟฟอร์ด อย่าว่าแต่แฟนบอลในสนามเลย เชื่อว่าแฟนบอลที่ติดขอบจอยอมอดหลับอดนอนก็ต้องมีสบถไม่มากก็น้อย

เป็นผลงานที่น่าผิดหวัง และคำถามมากมายถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง แต่แล้วทุกอย่างกลับกลายเป็นว่า ยูไนเต็ด ออกนำเมื่อลงสนามครึ่งหลังได้ไม่นาน

สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้กลับตาลปัตรพลิกตลบเป็นทาง ผีแดง ทำได้ดีขึ้น และที่น่าตกใจกว่าคือประตูออกนำเกิดขึ้นจากจังหวะบีบ 'เพรสซิ่ง' ของ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ทำให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้โซโล่ลากไปสับด้วยขวา


อย่างที่เรียนไปนั่นแหละ ไบรท์ตัน ที่เล่นดีในช่วงครึ่งแรกต้องติด 'สตันท์' โดนสอยตาข่ายไม่พอแถมต้องมาเหลือ 10 คนในอีกไม่กี่นาทีต่อมา ทำให้ทุกๆ อย่างพลิกกลับไปหมด

กระนั้นรูปเกมที่น่าจะเหนือกว่าเพราะทั้งตัวผู้เล่นและสกอร์ที่ได้เปรียบ กลายเป็นว่า ไบรท์ตัน ค่อยๆ ตั้งลำและกลับมาครองเกมได้อีกครั้ง

ต้องชม แกรม พ็อตเตอร์ ที่มั่นใจลูกทีมของตนเอง โดยเฉพาะ ทาริค แลมป์ตีย์ ตัวสำรองที่ลงไปป่วนทางฝั่งขวาได้หลายดอก ทำเอา ลุค ชอว์ รวมไปถึงแนวรับคนอื่นๆ ต้องวิ่งจนลิ้นห้อยและหัวหมุนหลายครั้ง

เอาเข้าจริง หากทาง ลูอิส ดังค์ ไม่โดนไล่ออก ดีไม่ดี ผีแดง อาจจะโดนตีเสมอคาบ้านอีกครั้งก็เป็นไปได้ หรืออย่างน้อยๆ หากทาง ไบรท์ตัน เฉียบคมกว่านี้ก็น่าจะได้ประตูตีเสมอเพราะสร้างโอกาสจบแบบจะแจ้งได้หลายครั้ง แต่ขาดแค่เพียงความเด็ดขาด

สกอร์ 2-0 ที่ออกมาอาจจะดูดีสำหรับคนที่เปิดมาเห็นในตอนเช้าหลังจากแข่งจบไปแล้ว แต่ใครที่ดูจนครบ 90 นาทีต้องกุมขมับอีกครั้ง เพราะถึงจะได้ 3 คะแนนแต่รูปเกมไม่ได้ดีขึ้นมาเสียเท่าไหร่

ถ้าให้พูดจริงๆ ต้องยอมรับว่า 'โชคดี' ที่ชนะเพราะทีมฉวยโอกาสได้ดีกว่า ไบรท์ตัน ทั้งประตูแรกและประตูปิดท้ายช่วงทดเวลา แต่หากมองภาพรวมแล้วรูปเกมไม่ได้เหนือกว่าคู่แข่งเลยทั้งที่ เดอะ ซีกัลส์ เล่น 10 คนตั้งแต่ช่วงต้นครึ่งหลัง

แม้จะมองว่าท้ายที่สุดทีมได้ 3 คะแนนเสียที แต่หากผลงานยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปก็ต้องยอมรับว่าทีมจะเจองานหนักแทบทุกนัดไม่ว่าดวลกับใครที่ไหนเมื่อไหร่ เพราะตอนนี้ทีมไม่มีความคงเส้นคงวา และยังหาสมดุลในการเล่นไม่ได้เลย

บ่อยครั้งที่ต้องไปฝากความหวังในด่านสุดท้ายกับ เด เคอา เพื่อให้ทีมไม่เสียประตูซึ่งไม่ได้การันตีว่ามือกาวชาวสเปนจะรับได้ทุกลูกเสมอ (เพราะท้ายที่สุดเขาก็คือมนุษย์คนหนึ่งไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่) หรือเอาความหวังไปฝากกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ บรูโน่ แฟร์นันด์ส เพราะฝ่ายตรงข้ามก็ทราบดีแถมไล่ประกบและตามเตะสองแข้งโปรตุเกสตลอดเวลาเมื่อมีโอกาส

สิ่งที่สำคัญในตอนนี้คือทุกๆ คนในทีมต้องยกตัวเองขึ้นมาทำผลงานให้สอดประสานและผลักดันทีมให้เดินหน้า และ (ที่ย้ำมาตลอด) การจบสกอร์หรือการคว้าโอกาสเข้าทำที่ต้องเฉียบคมกว่านี้ เพราะที่ผ่านมาถึงทีมจะสร้างโอกาสมากมายแต่ต้องตกมาตายในจังหวะสุดท้ายเกือบตลอด

หลายครั้งที่เราเล่นผู้เล่นหลุดไปทางริมเส้น แต่ต้องผิดหวังเมื่อบอลถูกส่งเข้ากรอบเขตโทษ หรือบ่อยครั้งที่ทีมมีโอกาสเหน่งๆ แต่บอลกลับลอยหลุดกรอบหรือเข้ามือผู้รักษาประตูฝ่ายตรงข้ามทั้งที่มุมเปิดกว้างให้เลือกยิงตามใจชอบ

ชัยชนะล่าสุดคงจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ทีมไม่มากก็น้อย และภาวนาว่าคงไม่กลับไปวนเวียนในอ่างใบเดิมอีกครั้งเหมือนที่ผ่านมา


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com