ทันทีที่ตกปากรับคำคุมบาร์เซโลน่า ชาบี เอร์นานเดซ มีข้อเรียกร้อง3 อย่าง ซี่งเขาต้องการให้ บาร์เซโลน่า ทำตาม เพื่อยกระดับทีมกลับมาอีกครั้ง และหนึ่งในนั้นคือทีมงาน

นอกจากปรับปรุงโครงสร้างทีมแพทย์ใหม่หมด (ล่าสุดยกเลิกสัญญากับ ฆวนโฆ เบรา นักกายภาพของทีมไปแล้ว) ชาบี ยังต้องการยกทีมสต๊าฟของเขาจาก อัล ซาด เข้ามาทำงานที่ บาร์เซโลน่า ทั้งหมด 

เรามาลองไล่เรียงกันดูว่ามีใครกันบ้าง ?

………………………….

ออสการ์ & เซร์คิโอ อาเลเกร

ออสการ์ เอร์นานเดซ กับ เซร์คิโอ อาเลเกร 2 คนนี้อยู่ในตำแหน่งผู้ช่วยเทรนเนอร์ 

ออสการ์ คือพี่ชายแท้ๆของ ชาบี เขาร่วมเดินทางไปกับน้องชายนับแต่ที่ ชาบี อำลา บาร์เซโลน่า ไป อัล ซาด ในปี 2015 และเริ่มเส้นทางโค้ชจากจุดนั้น 

ขณะที่ ชาบี ลงเล่นในฐานะนักเตะอัล ซาด เป็นเวลาเดียวกันที่ ออสการ์ เข้าทำงานเป็นโค้ชให้ แอสไพร์ อะคาเดมี่ (Aspire Academy) 

แอสไพร์ อะคาเดมี่ เป็นโปรเจคต์ที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกาตาร์ ขึ้นตรงกับ ชีค ทามิม บิน ฮาหมัด อัล ธานี เอมีร์แห่งกาตาร์ เจ้าของ เปแอสเช ตัวจริง 

ออสการ์ ไปทำงานให้ แอสไพร์ อะคาเดมี่ ได้ยังไง ? 

อธิบายง่ายๆ แอสไพร์ อะคาเดมี่ ก่อตั้งในปี 2004 มีวัถตุประสงค์เพื่อพัฒนากีฬาของ กาตาร์ พวกเขามี ชาบี เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์

ออสการ์ เคยเป็นนักเตะมาก่อน ค้าแข้งเป็นเวลา 12 ปี (1996-2008) แต่ไม่ได้โดดเด่นเท่าน้องชาย เขาลงเล่นให้สโมสรเล็กๆในระดับ เตเซร่า ดิบิซิออน (ด. 3) อย่าง เตร์ราสซ่า (ทีมในบ้านเกิด) ,ตาร์เรกา, บาลาเกร์, มาตาโร่ และ กาวา 


แม้จะไม่ใช่นักเตะที่เก่ง แต่ ออสการ์ มีมุมมองฟุตบอลลึกซึ้ง หนักแน่นในปรัชญาการเล่นแบบเดียวกับที่ ชาบี ยึดถือ 

เขาบูชาเกมรุก เชื่อฝังหัวว่าการครองบอลว่าคือการคอนโทรลเกม เขาเชื่อในแบบที่ ชาบี เชื่อว่าฟุตบอลเป็นเรื่องของการเล่นให้ดี ถ้าเล่นดี ผลการแข่งขันจะตามมาเอง นั่นหมายความว่าเขาเน้นรูปแบบและวิธีการก่อนผลการแข่งขัน ซึ่งเป็นปรัชญาพื้นฐานของการฝึกฟุตบอลในระดับเยาวชนของสเปน 

ออสการ์ เข้าใจพื้นฐานการฝึกนักเตะอายุน้อยเป็นอย่างดี เขามีพรสวรรค์ในการถ่ายทอดให้นักเตะเข้าใจและทำตามได้อย่างง่ายๆ  


ส่วน เซร์คิโอ อาเลเกร นั้นคือเพื่อนซี้ของ ชาบี เขาเดินทางไปกาตาร์ในปี 2017 เข้ารับงานเป็นผู้ช่วยของ เฟลิกซ์ ซานเชซ กุนซือทีมชาติกาตาร์ ระหว่างปี 2002-2006

อาเลเกร เป็นคนที่มีประสบการณ์ด้านงานโค้ชมากที่สุดในทีม เริ่มต้นงานโค้ชในปี 1996 ในฐานะเทรนเนอร์ทีมเยาวชนของสโมสรเตร์ราสซ่า ซึ่งเกิดจากการชักชวนของ ฆัวกิน เอร์นานเดซ พ่อของ ชาบี 

อาเลเกร ทำงานกับเตร์ราสซ่า 2 สมัย โดยการกลับมารอบที่ 2 เขารับหน้าที่ดูแลทีมเยาวชนรุ่นฆูเบนิล (อายุ 16,17,18 ปี) ระหว่างปี 2007-08 จากนั้นทำงานเป็นสเกาท์ให้ทีมโอล็อท ระหว่าง 2012 -2014 ก่อนที่จะไปทำงานกับอูเอ รูบิ ซึ่งเป็นงานสุดท้ายในสเปน 

อเลเกร ถูกดึงเข้ามาเป็นผู้ช่วยของ ชาบี หลังเข้ารับตำแหน่งเทรนเนอร์ชุดใหญ่ของ อัล ซาด ในปี 2019  ซึ่งเขาได้พูดถึงกุนซือคนใหม่ของ บาร์เซโลน่า ว่า “ชาบี กับผมเรามีความสัมพันธ์ที่แนบแน่น ไร้เงื่อนไข รู้จักกันและกันเป็นอย่างดี แต่ความสัมพันธ์กับความเป็นมืออาชีพนั้นเป็นคนละเรื่องกัน กระนั้นการได้ร่วมงานกับเขา ก็เป็นอะไรที่วิเศษมาก” 

ทั้งนี้หน้าที่หลักๆของ ออสการ์ กับ อาเลเกร คือช่วยเหลือ-แนะนำ ชาบี ในเรื่องระบบการเล่น,การเล่นแบบ Juego de Posición,แท็คติก และลูกเซตพีซ

………………………….


ดาบิด ปราตส์,โตนี่ โลโบ,เซร์คิโอ การ์เซีย : ตำแหน่ง  ‘scouting’ และทีมวิเคราะห์

ถัดจาก ออสการ์ กับ อเลเกร ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองหลักและมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นแล้ว ทีม‘scouting’ ก็ยังเป็นบุคคลที่ ชาบี ไว้ใจมากที่สุด

ดาบิด ปราตส์,โตนี่ โลโบ,เซร์คิโอ การ์เซีย ทั้ง 3 คนเป็นเพื่อนร่วมทีมของ ชาบี ซึ่งเล่นร่วมกันมาใน บาร์เซโลน่า ชุดอินฟานติล เบ (รุ่นอายุ 12-13) 

ทั้งหมดสนิทกันมาก โดยเฉพาะ ปราตส์ ที่เป็นรูมเมตกันเวลาเดินทางไปเล่นเกมเยือนต่างเมือง ซึ่งลงเอยด้วยการที่ทั้งคู่ตั้งแก็งค์เพื่อนสนิทขึ้นมามีทั้งสิ้น 5 คน ประกอบด้วย ชาบี, ดาบิด ปราตส์,ดาบิด เบร์มูโด้, โตนี่ โลโบ และ เซร์คิโอ การ์เซีย  


ต่อมา ฆัวกิน พ่อของ ชาบี ตั้งชื่อแก็งค์ให้ว่า ‘la quinta del troya’ (ลา กินต้า เดล โตรย่า) หรือ ‘5 สิงห์แห่งทรอย’ โดยชื่อนี้มาจากการที่มีเพื่อนร่วมทีมคนนึงของพวกเขาชื่อว่า โตนี่ อิดัลโก้ มีปากที่กว้างมากเหมือนม้าเมืองทรอย 

ที่มาของคำว่า 'ลา กินต้า เดล โตรย่า' นั้น อีกส่วนนึงสันนิษฐานว่าพ่อของ ชาบี ได้แรงบันดาลใจมาจาก 'ลา กินต้า เดล บุยเตร' หรือ '5 พญาแร้ง' กลุ่มนักเตะลูกหม้อของ เรอัล มาดริด ประกอบด้วย เอมิเลียโน่ บูตราเกนโญ่ เจ้าของฉายา 'พญาแร้ง' , มิเชล,มาร์ติน บาสเกซ,มานูเอล ซานชีส และ มิเกล ปาร์เดซ่า โดยในยุคระหว่างปี 1980-1990  ลา กินต้า เดล บุนเตร พา เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ลา ลีกา ได้ถึง 6 สมัย โดยเป็นการคว้าแชมป์ 5 สมัยติดต่อกัน 


แม้ ลา กินต้า เดล โตรย่า จะไม่ได้โด่งดังเทียบเท่า ลา กินต้า เดล บุยเตร และมีเพียง ชาบี เท่านั้นที่ทะลุขึ้นสู่ชุดใหญ่และประสบความสำเร็จกับ บาร์เซโลน่า ทว่าทั้ง 5 คนก็คบหาเป็นเพื่อนกันมาและคลุกคลีทำงานในวงการฟุตบอลโดยตลอด กระทั่ง ชาบี รับงานที่ อัล ซาด จึงไม่ลังเลที่จะดึง ดาบิด ปราตส์,โตนี่ โลโบ และ เซร์คิโอ การ์เซีย เข้ามาช่วย 

………………………….

การ์ลอส โนเกอิร่า : ตำแหน่งนักกายภาพบำบัดและหมอกระดูก

โนเกอิร่า ทำงานให้กับ แอสไพร์ อะคาเดมี่ ทำให้รู้จักกับ ออสการ์ เอร์นานเดซ ก่อนที่จะร่วมงานกันอีกครั้งในทีมสต๊าฟทีมชาติกาตาร์ และในปี 2019 ก็เข้ามาเป็นส่วนนึงของทีมงาน ชาบี 

แม้ว่าจะไม่มีภูมิหลังเป็นรู้จักกันมาก่อน แต่ โนเกอิร่า ก็ได้รับการพิสูจน์ฝีมือแล้วว่าการทำงานของเขานั้นไว้ใจได้ โดยเฉพาะความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระดูก และอวัยวะภายในหลังจบปริญญาโทด้านนี้โดยตรงมหาวิทยาลัย Universidad Camilo Jose Cela ในกรุงมาดริด 

………………………….

อีบัน ตอร์เรส : ตำแหน่งโค้ชความฟิต 

ชาบี ได้ทำการปลด อัลเบิร์ต โรก้า โค้ชความฟิตที่ทำงานในชุดของ โรนัลด์ คูมัน ออกไปอีกราย เพื่อเปิดทางให้กับ อีบัน ตอร์เรส โค้ชความฟิตจาก อัลซาด เข้ามา สำหรับ ตอร์เรส นั้นมีประสบการณ์การทำงานในอังกฤษ และ ไซปรัส มาก่อน โดยเขาร่วมงานกับ ชาบี ในปี 2019 

จากการเข้ามาของทีมสต๊าฟชุดใหม่ของ ชาบี ทำให้ทีมงานชุดเก่าจากยุค คูมัน โดนโละไปเกือบหมด เหลือแค่ โฆเซ่ รามอน เด ลา ฟวนเต้ โค้ชผู้รักษาประตู ซึ่งทำงานให้กับ บาร์เซโลน่า มาอย่างยาวนาน และเป็นโค้ชที่ มาร์ค อังเดร แทร์ ชตีเก้น ไว้ใจมากที่สุด 

…………………………………..

ทั้งนี้ หากดูจากแบ็กกราวน์ สามารถคิดในแง่ลบได้ว่า ชาบี เลือกทีมงานของเขาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นหลัก เพราะมีทั้งพี่ชาย,เพื่อนสนิทที่รู้จักกับพ่อ รวมถึงอดีตเพื่อนร่วมทีมในวัยเด็กอยู่ในทีมสต๊าฟ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ไม่มีความสัมพันธ์กับ ชาบี ก่อนร่วมงานกัน 

อย่างไรก็ตาม จุดที่เหมือนลบ อาจนับเป็นจุดแข็งได้เช่นกัน เพราะกำลังหลักแต่ละคน นอกจากความสัมพันธ์ส่วนตัวกับ ชาบี แล้ว ยังมีสายเลือดกาตาลันเต็มเปี่ยม สิ่งแวดล้อมที่พวกเขาเติบโต วิถีที่พวกเขาเรียนรู้ และฟุตบอลที่พวกเขารู้จัก ล้วนแล้วแต่มีความเป็น บาร์เซโลน่า อยู่ในนั้น 

อย่างที่ทุกคนรู้ บาร์เซโลน่า มีความเป็นปัจเจกสูง มีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ที่ผ่านมาสโมสรมักเลือกเทรนเนอร์จากคนในเป็นหลัก เพราะต้องการคนที่เข้าใจวิถี เข้าใจธรรมชาติ และที่สำคัญคือมี DNA ความเป็นบาร์เซโลนิสต้า อยู่ในตัว ซึ่งหากมองย้อนไปยังยุคทองของสโมสรช่วงระหว่าง 2008-2012 แล้ว ส่วนนึงก็เพราะสายเลือดนี้นี่เอง ที่ทำให้ บาร์เซโลน่า ผงาดขึ้นมาครองโลก 


เจมส์ ลา ลีกา 

 



ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com