สามแต้มที่ มัลโม่ ทำให้ เชลซี การันตีเข้าไปเล่นในยูโรปา ลีกรอบ 32 ทีมสุดท้ายเป็นอย่างน้อยแล้ว และขอแค่อีกแต้มเดียวจาก 2 เกมเพื่อที่จะเข้ารอบน็อคเอาท์ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

         เป็นอีกเกมที่ทีมของ โธมัส ทูเคิ่ล ต้องออกแรงเหนื่อยเหมือนกันกว่าจะคว้าชัยชนะมาครองได้ เรียกได้ว่าเหนื่อยกว่าที่คาดเอาไว้อยู่เหมือนกัน

         แม้ว่าจะขาดตัวหลักไปหลายรายแต่โดยรวมแล้วศักยภาพถือว่าเหนือกว่าเยอะ แม้จะเล่นเป็นทีมเยือนก็เถอะ

         ประตูเดียวของ ฮาคิม ซิเย็ค ที่ช่วยให้ทีมคว้าชัย 1-0 ในเกมนี้ถือว่ามีความพิเศษนอกเหนือจาก 3 คะแนนที่คว้ามาครอบครอง แต่มันคือประตูที่ 500 ของทีมในการเล่นฟุตบอลยุโรปพอดีเป๊ะ

         ลองไปดูหลักไมล์ที่ผ่านมาของทีมว่าแต่ละลูกเกิดขึ้นในช่วงเวลาไหนบ้าง


ประตูที่ 50 พบกับ เรอัล มาดริด, พฤษภาคม 1971

         หลังจากที่ลงเล่นฟุตบอลยุโรปครั้งแรกในรายการแฟร์ คัพเมื่อปี 1958, เชลซี ใช้เวลาถึง 13 ปีในการยิงประตูได้ถึง 50 ลูกในฟุตบอลยุโรป

         ในฟุตบอลยุโรปรายการคัพ วินเนอร์ส คัพ ที่ปัจจุบันไม่มีแล้ว เช่นเดียวกับรายการอื่นซึ่งสมัยก่อนไม่ได้มีเกมให้เล่นมากมายเหมือนสมัยนี้ เชลซี เดินทางตั้งแต่รอบแรกของรายการจนกระทั่งถึงรอบชิงชนะเลิศ

         “สิงห์บลูส์” เปิดหัวรอบแรกด้วยการถล่ม อาริส ทีมจาก กรีซ ด้วยสกอร์รวม 6-2 ตามด้วยการเอาชนะ ซีเอสเคเอ โซเฟีย ทั้งเหยา-เยือน ด้วยสกอร์ 1-0 ทั้งสองเกม กรุยทางเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ

         ในรอบนี้มี คลับ บรูช เป็นคู่แข่งและเกมเลกแรกทีมก็บุกไปแพ้ที่ เบลเยี่ยม มาก่อน 0-2 แต่ในนัดที่สองทีมรัว 4 ประตูพลิกสถานการณ์เข้ารอบด้วยสกอร์รวม 4-2 ตามด้วยรอบตัดเชือกที่ชนะคู่แข่งรวมปีะเทศอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่สกอร์รวม 2-0


         ในเกมรอบชิงชนะเลิศ ปีเตอร์ ออสกู้ด พังประตูให้ทีมขึ้นนำ เรอัล มาดริด นาทีที่ 56 ซึ่งนี่คือประตูที่ 50 ของสโมสรในบอลยุโรป แต่เกมนี้ลงเอยด้วยการเสมอกันไป 1-1 โดย “ราชันชุดขาว” ตีเสมอจาก อิ๊กนาซิโอ โซโก้ นาทีสุดท้ายของเกม

         แต่ในเกมรีเพลย์อีกสองวันถัดมาทีมก็เอาชนะได้ 2-1 คว้าแชมป์ไปครอง โดยถือเป็นแชมป์ในฟุตบอลยุโรปครั้งแรกของสโมสรด้วย

ประตูที่ 100 พบกับ เรอัล เบติส, มีนาคม 1998

         การขาดหายไปในการเล่นฟุตบอลยุโรปนานถึง 23 ปี ทำให้ตัวเลขของทีมไม่ขยับ และเมื่อกลับมาเล่นอีกครั้งในที่สุดทีมก็ทำได้ถึง 100 ประตูในบอลยุโรปจนได้ แต่ก็ต้องใช้เวลานานถึง 27 ปีจากหลัก 50 ประตู

         อีกครั้งในรายการคัพ วินเนอร์ส คัพ, เชลซี ลงเล่นรอบแรกด้วยการชนะ สโลวาน บราติสลาว่า ด้วยสกอร์รวม 4-0 ตามด้วยการถล่ม ทรอมโซ่ ด้วยสกอร์รวม 9-4 โดยเฉพาะเลกที่สองที่ทีมถล่ม 7-1 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังเกมแรกไปแพ้ที่นอร์เวย์ 2-3


         และในรอบก่อนรองชนะเลิศในการเจอกับ เรอัล เบติส นี่เองหลังเกมแรกบุกชนะที่สเปน 2-1 เกมเลกที่สองทีมเสียประตูก่อนแต่สุดท้ายรัว 3 ประตูรวดกลับมาชนะ 3-1 รวมผลสองเกมชนะไป 5-2

         ประตูที่ 3 ในเกมที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ของ จานฟรังโก้ โซล่า คือประตูที่ 100 ที่ เชลซี ทำได้ในการเล่นในฟุตบอลยุโรป ถือเป็นการฉลองที่ยอดเยี่ยมเลย

         เท่านั้นไม่พอสุดท้ายในปีนั้น เชลซี ผงาดได้แชมป์คัพ วินเนอร์ส คัพอีกครั้งโดยเกมรอบชิงชนะเลิศทีมชนะ สตุ๊ตการ์ท 1-0 จากประตูชัยของ ตานฟรังโก้ โซล่า นั่นเอง

ประตูที่ 200 พบกับ อันเดอร์เลช, พฤศจิกายน 2005

         หลังจากสองหลักไมล์แรกเกิดขึ้นในบอลยุโรปรายการรองก็มาถึงหลักไมล์ที่ 200 กับการเล่นในเวทียูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

         จากประตูที่ 100 ถึง 200 ไม่ต้องรอนานเหมือนครั้งแรกเพราะทีมแข็งแกร่งมากขึ้นและกลายเป็นขาประจำในบอลยุโรปไม่ว่าจะเป็นรายการเล็กหรือใหญ่ก็ตามที


         ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบแบ่งกลุ่มประจำปี 2005/06 ในกลุ่มที่ทีมอยู่ร่วมกับ ลิเวอร์พูล, เรอัล เบติส และ อันเดอร์เลชท์ ในเกมที่ 5 ของรอบแบ่งกลุ่มเป็นเกมที่ทีมทำประตูที่ 200 ในบอลยุโรปของสโมสร

         ประตูนี้เกิดขึ้นในเกมเยือน อันเดอร์เลชท์ ที่เบลเยี่ยมผลจบลงด้วยชัยชนะ 2-0 และประตูที่สองของเกมจากผลงานของ ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ กองหลังของทีมก็เป็นอีกหลักไมล์ของทีม

         สุดท้ายทีมผ่านรอบแบ่งกลุ่มได้สำเร็จด้วยการเป็นรองแชมป์กลุ่ม แต่ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายไปแพ้ให้กับ บาร์เซโลน่า ด้วยสกอร์รวม 2-3

ประตูที่ 300 พบกับ บาเลนเซีย, ธันวาคม 2011

         ในเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มที่ เชลซี ต้องการชัยชนะสถานเดียวเพื่อคว้าตั๋วเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ หลังทีมมีเพียง 8 คะแนนจาก 5 เกมแรก

         หลังประตูขึ้นนำเร็วตั้งแต่นาทีที่ 3 ของ ดิดิเยร์ ดร็อกบา ทำให้ทีมเล่นง่ายมากขึ้น กระทั่งประตูที่สองของ รามีเรส ในนาทีที่ 22 ที่ดูเหมือนไม่มีอะไรช่วยให้ทีมหนีห่างและเป็นประตูที่ 300 ของทีมในบอลยุโรป

         ดิดิเยร์ ดร็อกบา จ่ายบอลทะลุช่องให้ รามีเรส ที่โดน บิคตอร์ รูอิซ บังไว้มิดตอนแรกแต่กลับเสียเหลี่ยมโดนแข้งชาวบราซิลแซงไปจิ้มผ่าน ดีเอโก้ อัลเวส เข้าประตูไป


         ครึ่งหลัง ดร็อกบา มายิงประตูปิดท้ายให้ทีมชนะไปสบาย 3-0 พร้อมกับคว้าแชมป์กลุ่มไปครอง ก่อนจะค่อยเก็บชัยชนะเหนือ นาโปลี ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย, เบนฟิก้า ในรอบก่อนรองชนะเลิศ และ บาร์เซโลน่า ในรอบตัดเชือกถึงรอบชิงชนะเลิศ

         บาเยิร์น มิวนิค คือคู่แข่งซึ่งสุดท้ายผลจบที่การเสมอ 1-1 ใน 120 นาทีและตัดสินด้วยการดวลจุดโทษและเป็น เชลซี ที่แม่นกว่าชนะไป 4-3 คว้าแชมป์ถ้วยใหญ่ยุโรปหนแรกของสโมสรมาครองสำเร็จหลังจากที่ผิดหวังจากเมื่อปี 2008 ที่แพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไป

ประตูที่ 400 ปอร์โต้, ธันวาคม 2015

         4 ปีหลังผ่านหลังไมล์ก่อนหน้านี้ เชลซี ก็มาถึงประตูที่ 400 ของสโมสรในเกมยุโรปได้สำเร็จ

         มันคล้ายกับการ “เดจาวู” ซึ่งเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มทีมต้องการชัยชนะเพียงสถานเดียวเท่านั้นในการเจอกับ ปอร์โต้ ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์


         “สิงห์บลูส์” เปิดเกมด้วยการบุกเข้าใส่และก็มาได้ประตูนำหลังผ่าน 12 นาที เอแด็น อาซาร์ จ่ายบอลทะลุช่องให้ ดีเอโก้ คอสต้า ผ่านมาพุ่งเสียบสกัดของ อีบัน มาร์กาโน่ ไปยิงในเขตโทษติดเซฟ อีเกร์ กาซียาส แต่บอลเด้งมาโดน มาร์กาโน่ เข้าประตูไปแบบมีโชค นี่คือประตูที่ 400 ของทีมในบอลยุโรป

         จากนั้นในครึ่งหลังทีมมาได้ประตูย้ำชัยชนะจาก วิลเลี่ยน ให้ทีมชนะ 2-0 จบด้วยการแซงขึ้นไปคว้าตำแหน่งแชมป์กลุ่มไปครอง

         อย่างไรก็ตามบทสรุปของปีนี้จอดป้ายแค่รอบ 16 ทีมหลังแพ้ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ด้วยสกอร์รวม 2-4


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com