ประวัติแบ็คกราวน์อย่างละเอียดยิบของบอสคนใหม่อย่าง "Ralf Rangnick" ในด้านที่ไม่ใช่แทคติก กับ 10 เรื่องที่หลายๆคนอาจไม่เคยได้อ่านที่ไหนมาก่อน ความผูกพันที่มีต่อฟุตบอลอังกฤษอย่างมาก และโชคชะตาของรังนิคที่เกี่ยวพันกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ตกลงคือพรมลิขิตใช่ไหม?

ในที่สุดก็สิ้นสุดการรอคอย เมื่อข่าวยืนยันแล้วเป็นที่เรียบร้อยว่า “ราล์ฟ รังนิค” ได้ work permit เป็นที่เรียบร้อย และจะเริ่มลงคุมทีมในเกมเจอกับคริสตัล พาเลซ ทันทีในวันอาทิตย์นี้[sky] ซึ่งเขากำลังเล็งที่จะนำผู้ช่วยเข้ามาสองคน และแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดจะจัดงานแถลงข่าวกับสื่อของราล์ฟ รังนิค ที่โอลด์แทรฟฟอร์ด ในเวลา 9 โมงเช้าของวันพรุ่งนี้ หรือ บ่าย4โมงเย็นวันศุกร์ ตามเวลาในบ้านเรา

ช่วงหลายๆวันมานี้ท่านผู้อ่านก็คงจะได้ยินเรื่องของ ราล์ฟ รังนิค ผู้จัดการทีมชั่วคราวคนใหม่ กันมาบ้างแล้วจากที่ต่างๆ แต่ว่าคุณรู้แบ็คกราวน์อันน่าสนใจในช่วงเวลาการทำงานที่ผ่านมาของเขามากน้อยแค่ไหน?

เราได้ลิสต์ 10 สิ่งที่คุณอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน เจาะลึกถึงเรื่องราวของยอดคนวัย63ปีผู้ซึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างมากคนนี้ ในระหว่างที่เรากำลังรอกระบวนการอนุมัติวีซ่าทำงานของเขาให้เรียบร้อยก่อน ถึงจะเข้ามาคุมงานที่โอลด์แทรฟฟอร์ดได้อย่างเป็นทางการ

และนี่คือ10เรื่องดังกล่าวที่มีข้อมูลเพิ่มเติมขึ้นมาอีกมากมายอย่างละเอียดจากหลายๆsource เรียบเรียงมาให้อ่านเรื่องราวของ “ป๋าราล์ฟ” กันอย่างจุใจ

1. ราล์ฟ เกิดในเดือนมิถุนายน ปี 1958 ซึ่งเป็นหนึ่งเดือนหลังจากที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ลงเล่นรอบชิง FA Cup โดยแพ้ให้กับ Bolton Wanderers 2-0 ที่เวมบลีย์ โดยที่ Nat Lofthouse เป็นผู้ยิงทั้งสองประตูต่อหน้าผู้ชม 100,000 คน ซึ่งถึงแม้จะแพ้ในรอบชิงชนะเลิศ แต่ปีศาจแดงก็ทำได้ดีมากๆแล้วในการต่อสู้ และตะลุยจนคว้าโอกาสเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ทั้งๆที่เมื่อตอนต้นปีเดียวกันนั้นเอง ทีมเราเพิ่งจะเจอโศกนาฏกรรมทางอากาศที่มิวนิค เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1958

ราล์ฟ รังนิค ลืมตาขึ้นมาดูโลก 4 เดือนหลังจากวันแห่งความโศกเศร้าครั้งนั้น

2. สมัยที่ยังเรียนอยู่นั้น เขามาศึกษาระดับปริญญาทางด้าน English and Physical Education (PE degree : อังกฤษและพลศึกษา) ตอนเรียนเขามาอยู่ที่อังกฤษราว1ปีในแถบ south coast อยู่กับ University of Sussex ซึ่งนี่คือสถานที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นแรกๆของความรักต่อฟุตบอลของเขา โดยเขายังจดจำและเล่าถึงความดื่มด่ำบรรยากาศในการได้ไปเยือนสนาม Goldstone Ground ของ Brighton

(สนามเก่าไบรจ์ตัน ปัจจุบันหายไปแล้ว คือที่ตั้งของ Withdean Sports Complex ในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันตกของเมือง ส่วนสนามเหย้าย้ายไปที่ American Express Community Stadium ทางซีกตะวันออกเฉียงเหนือของ Brighton ซึ่งถ้ารังนิคมาเรียน University of Sussex ในสมัยนี้ มหาลัยก็จะอยู่ใกล้ๆสนามเหย้าของทีมนกนางนวลเลย ซึ่งเป็นทีมที่เป็นหัวเมืองทางชายฝั่งตอนใต้สุดของอังกฤษ ตัวเมืองติดริมทะเล ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมฉายา The Seagulls)

เรียน Corse Work เสร็จ ก็เดินไปดูบอลต่อได้เลย!!

นอกจานี้รังนิคยังเคยไปเยือนสนาม Highbury ของ Arsenal และ Upton Park ของ West Ham United ด้วย

“ความทรงจำเหล่านี้ยังทำให้ผมขนลุกอยู่เลย เรื่องpassionฟุตบอล อารมณ์ความรู้สึก และความรักที่มีต่อกีฬา”

อนึ่ง : เรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 31 ปีที่แล้วเมื่อตอนรังนิคอายุ 21 ปี ซึ่งเขาเรียนปริญญาด้านอังกฤษและพลศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยสตุ๊ทการ์ท ซึ่งส่วนหนึ่งของคอร์สดังกล่าว จะต้องมาเรียนที่มหาวิทยาลัยSussex เป็นเวลาหนึ่งปีที่Brighton ซึ่งเมื่อมาถึงที่นี่ได้ไม่นาน เขาก็ไปทดสอบฝีเท้ากับทีมนอกลีกอย่าง Southwick

“แกรี่ บราวน์” คืออดีตเพื่อนร่วมทีม และจดจำได้ว่า รังนิคนั้นเป็นมิดฟิลด์ที่มีพลังงานเต็มเปี่ยมมากๆ

“เขามาที่นี่ ได้ฝึกซ้อมประมาณสองสามครั้งแล้วเขาชอบ และอยู่ต่อ ซึ่งเขาเป็นไนซ์กายมากๆ แล้วก็ทำงานหนักสุดๆจริงๆ เวลาที่คุณได้ลงซ้อมประมาณสองครั้งต่อสัปดาห์ คุณต้องทุ่มเทอย่างมากในสองคืนดังกล่าว แล้วเขาก็ทุ่มสุดตัวทุกอย่างที่มีจริงๆ ในการเป็นผู้จัดการทีม ราล์ฟไม่ใช่ผู้ชายประเภทที่คุณคิดจะมาทำงานกับเขาแบบเหยาะแหยะๆได้ เขาจะใส่ใจในสิ่งที่คุณต้องการเสมอ”

มีผู้ชมประมาณ 154 คน ที่ได้ดู รังนิค ลงเดบิวต์ให้ Southwick ในเกมเจอ Steyning Town เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ปี 1979

“ผมคิดว่าเขาคงจะลำบากนิดหน่อยตอนที่ได้ลงเล่นครั้งแรกที่นี่ ในเยอรมันพวกเขาจะวอร์มอัพกันอย่างถูกต้องเหมาะสม ก่อนที่จะลงสนาม แต่ว่าที่UKไม่มีอะไรแบบนั้นเลย ห้านาทีก่อนที่ระฆัง kick-off จะดังขึ้น คุณจะมาเข้าแถวต่อจากกัปตันทีมแล้วก็เดินออกไปสู่สนาม ผมจำได้ว่าเกมแรกของเขา เขามาถึงที่นี่ก่อนใครอื่นถึงสองชั่วโมง”

การลงสนามเกมที่สามของเขาในเกม FA Vase ที่ต้องเจอกับ Eastbourne Town รังนิคได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงจากการที่เขากระดูกซี่โครงหักสองซี่และทิ่มโดนปอด ทำให้เขาต้องไม่สามารถเล่นฟุตบอลไปสามเดือน

“คู่ต่อสู้ไม่ได้ตั้งใจในลูกนั้น แต่มันทำให้เขาเตะบอลไม่ได้อยู่สี่เดือนเลย”

รังนิคทางขวา หลังกลับจากอังกฤษ ก็มีไปเป็นโค้ชให้ทีมสมัครเล่นของ VfB Stuttgart อยู่สองปี

รังนิคได้ลงสนามให้ Southvick อยู่ 11 นัด มี 2 นัดที่เป็นตัวสำรอง แต่ว่าราล์ฟ รังนิค ยังจดจำช่วงเวลาตอนอยู่แถบSussex ได้ว่าเป็น “หนึ่งในปีที่ดีที่สุดในชีวิตขอวเขา” และให้เครดิตกับ Southwick ด้วย กับการประสบความสำเร็จของเขาในภายหลัง

“สิ่งที่สำคัญมากที่สุดสำหรับผมคือปริมาณการฝึกซ้อมในสนาม แทบจะไม่มีครั้งใดที่เราจะไม่กระตุ้นซึ่งกันและกัน การช่วยฝึกสอนด้วยกันเอง ปลุกเร้ากันและกัน นั่นคือแรงบันดาลใจที่แท้จริงซึ่งหล่อหลอมผมขึ้นมาอย่างชัดเจน”

แกรี่ บราวน์ เพื่อนร่วมทีมของรังนิคไม่แปลกใจเลยกับคอมเม้นที่ว่า

“พวกเรามีอดีตตัวอาชีพ 5 คนในทีม รวมถึงผม และก็ Stan ลูกพี่ลูกน้องของผมด้วย เพราะงั้นเขาก็เลยสามารถซึมซับมันไปได้ และมันไม่ได้แบบว่าแฮปปี้เฮฮา หรือตะโกนด่ากันรุนแรง แต่มันคือการกระตุ้นและให้กำลังใจกัน เรามีส่วนผสมที่ดีของนักเตะตัวเก๋าประสบการณ์สูงที่เป็นมือโปร และนักเตะอายุน้อยๆ ที่ blend เข้าหากัน และเล่นร่วมกันได้เป็นอย่างดี

ทีมสปิริตทำให้พวกเราเอาตัวรอดมาได้จากเกมที่ต้องตะลุมบอนกันในหลายๆเกม และผมคิดว่าเขารับเอาสิ่งเหล่านั้นติดตัวไป”

มีข่าวว่ารังนิค สนใจ Tariq Lamptey จาก BHA

3. เกมหนึ่งที่เขาจำได้ดีคือการเข้าไปชมเกมเหย้าที่ Brighton เจอกับ Liverpool ในปี 1979  ดังนั้นในฐานะผู้ที่ติดตามทีมนกนางนวล(เพราะสนามอยู่แถวๆถิ่นที่เรียน) เขาจะต้องรู้จักนักเตะในทีมนั้นเป็นอย่างดี

ซึ่งอีก4ปีต่อมา ไบรจ์ตันทีมนั้นจะได้ลงแข่งนัดชิง FA Cup กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดปี 1983 ซึ่ง 5 คนของไบรจ์ตันที่รังนิคได้ชมเกมจากสนามเหย้า Goldstone Ground นั้น ก็ได้มาลงเล่นที่ Wembley ด้วย ซึ่งภายหลัง ทีมปีศาจแดงก็ชนะไบรจ์ตันไป 4-0 ในนัดรีเพลย์

ห้าคนดังกล่าวคือ Graham Moseley, Steve Foster, Gary Stevens, Gerry Ryan และ Jimmy Case (จิมมี่ เคส ย้ายจากลิเวอร์พูล ข้ามฟากจาก Merseyside มาอยู่กับไบรจ์ตันแอนด์โฮฟ อัลเบี้ยน)

John Gregory นักเตะในช่วงปลายยุค 70s ของไบรจ์ตันที่รังนิคเชียร์ ต่อมาก็ได้กลายเป็นผู้จัดการทีมแอสตัน วิลล่า ผู้เป็นคนที่ขาย “Dwight Yorke” ให้กับแมนยูไนเต็ด ในปี 1998

ข้อมูลนักเตะทำให้เราได้รู้หลายๆอย่างของพ่อนิคอีก เช่น สูง177 และแกไม่ชอบดูหนังไซ-ไฟ ใครอย่าไปทะลึ่งไปเปิด Prometheus ให้แกดูเด็ดขาด!

4. ราล์ฟ ลงเล่นฟุตบอลระดับสโมสรนอกลีกกับ Southwick ในฤดูกาล 1979/80 ลงเล่นทั้งหมด 11 เกมในดิวิชั่นหนึ่งของ มณฑลซัสเซ็กส์ โดยที่เซาธ์วิคจบซีซั่นด้วยตำแหน่งรองแชมป์ลีกในปีนั้น แต่ว่ารังนิคนั้นไม่มีโอกาสลงสนามเนื่องจากต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาลหลังจากที่กระดูกซี่โครงทิ่มปอดระหว่างลงสนาม

รังนิคสามารถเล่นได้ทั้งตำแหน่งมิดฟิลด์ และ ฟูลแบ็ค

แกรี่ เบอร์เทิลส์ : Nottingham Forest 1976–1980 1982–1987 / Man United 1980–1982

5. ขณะที่ยังลงเล่นในฐานะนักเตะอยู่ ราล์ฟ รังนิคยกย่อง “Garry Birtles” ว่าเป็นนักเตะไอดอลขวัญใจของเขา ซึ่งกองหน้ารายนี้โชว์ผลงานได้ดีเยี่ยมให้กับน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ยุคของไบรอัน คลัฟ และได้แชมป์ยูโรเปี้ยนคัพในปี 1979และ1980 ก่อนที่ Birtles จะย้ายมาอยู่กับแมนยูไนเต็ดด้วยค่าตัว 1.25 ล้านปอนด์

Birtles ต้องใช้เวลากับการเริ่มนับหนึ่งในลีกของเขากับสโมสรใหม่อย่างยูไนเต็ดอยู่พอสมควร แต่ก็ยิงให้แมนยูได้ถึง 11 ประตูตลอดการค้าแข้งที่นี่2ปี ด้วยการลงสนามในสีเสื้อแมนยูไนเต็ด 58 นัด ก่อนที่จะย้ายกลับไปอยู่กับฟอเรสต์อีกครั้งในปี 1982

6. ในฐานะโค้ช เขาเป็นที่รู้จักในนาม “เจ้าพ่อแห่งเกเก้นเพรสซิ่ง” (Godfather of the gegenpress) และได้รับเครดิตการเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานของ Jurgen Klopp, Thomas Tuchel, Julian Nagelsmann และก็ Ralph Hasenhuttl ซึ่งตัวของรังนิคนั้นได้พัฒนาแนวคิดขึ้นมาจากจอมแทคติกอย่าง วาเลรีย์ โลบานอฟสกี้ และ อาร์ริโก ซาคคี่ นำแทคติกเหล่านั้นเข้าสู่ระบบการฝึกซ้อม และได้ปล่อยของในตอนที่ได้เป็นผู้จัดการคุม Ulm ทีมที่เคยขึ้นมายังลีกสูงสุดของเยอรมันอย่างบุนเดสลีกา เพียงแค่ฤดูกาลเดียวในประวัติศาสตร์สโมสร (1999/2000)

7. วิธีการฝึกซ้อมโดยใช้นาฬิกาจับเวลาถอยหลังนั้น เขาใช้เพื่อพัฒนาความรวดเร็วในจิตใจของนักเตะ

“พวกเรามีนาฬิกานับถอยหลังที่customขึ้นมาเอง โดยผู้ช่วยโค้ชจะเป็นคนเริ่มกด แล้วมันก็จะเริ่มส่งเสียง เราใช้มันในตอนฝึกเล่นกฎ8วิ นักเตะจะได้ยินเสียงนาฬิกา แล้วพวกเขาก็จะรับรู้ว่าต้องชิงบอลคืนมาให้ได้ภายใน 8วินาที หรือไม่ก็อีกสถานการณ์หนึ่งก็คือ เมื่อเป็นฝ่ายได้บอล พวกเขาก็จะต้องทำเกมและหาทางจบสกอร์ด้วยการยิงให้ได้ภายใน 10 วินาที ช่วงแรกๆอาจจะทำให้พวกเขาหงุดหงิด แต่เราจะสังเกตได้เลยว่าการฝึกลักษณะนี้จะส่งผลอย่างชัดเจนต่อนักเตะได้ ภายในสัปดาห์พวกเขาจะปรับสไตล์การเล่นของตัวเอง และสุดท้ายมันก็จะกลายเป็นสัญชาตญาณ”

8. ราล์ฟเป็นบอสของชาลเก้ เมื่อยามที่มาเจอกับ แมนยูไนเต็ด ในแชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศปี 2011 ซึ่งเป็นครั้งแรกเลยที่ทีมจากบุนเดสลีกาทีมนี้ มาได้ไกลที่สุดในรายการดังกล่าว หลังจากที่ผ่านรอบแบ่งกลุ่มที่ประกอบไปด้วย ลียง (ลงเป็นยิง), เบนฟิก้า และ ฮาโปเอล เทล อาวีฟ มาได้ พวกเขาก็สอย บาเลนเซีย และ อินเตอร์ร่วงไปอีกสองทีมในรอบน็อคเอ้าท์ โดยที่ขยี้ทีมดังจากอิตาลีไปด้วยสกอร์รวมถึง 7-3

ทีมของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แสดงให้เห็นว่าพวกเขาหินเกินกว่าที่ชาลเก้ของรังนิคจะผ่านได้ในรอบ4ทีมสุดท้าย แม้ว่า Manuel Neuer จะโชว์ฟอร์มโคตรเทพในเลกแรกก็ตาม แต่ด้วยชัยชนะ 0-2 และ 4-1 ทั้งสองนัดในรอบรองฯของปีศาจแดง ทำให้พวกเขาได้เข้ารอบชิงที่เวมบลีย์ และเจอกับบาร์เซโลน่าในปีนั้น

Schalke 04 ของรังนิคในยุคนั้นที่มาเจอกับทีมเรา ประกอบไปด้วยนักเตะที่เราคุ้นเคยกันดีหลายคน เช่น “Joël Matip” ที่ได้ลงตัวจริงเลกแรก และเป็นสำรองลงมาแทน เจฟเฟอร์สัน ฟาร์ฟาน ในนาที75 ในเลกสอง, Raúl González ที่ย้ายออกจากมาดริดในปี 2010, Jefferson Farfán, แบ็คขวาแดนอาทิตย์อุทัย Atsuto Uchida และตัวดังๆอย่าง Julian Draxler, Klaas-Jan Huntelaar และ Christoph Metzelder กองหลังทีมชาติเยอรมัน เป็นต้น

มานูเอล นอยเออร์ ที่โชว์ฟอร์มเทพในนัดแรกที่เซฟมือเป็นระวิง จาก attempts 11 ครั้งเข้ากรอบ 6 เซฟหนักไป 4 ดอกส์ แต่เขื่อนก็แตกในที่สุด จากคิลเลอร์พาสของรูนที่ส่งให้ ไรอัน กิ๊กส์ ยิงผ่านมือนอยเออร์เข้าไป และเป็น เวย์น รูนีย์ ที่ได้แอสซิสต์จากชิชาริโต้ในนาทีที่ 67 และ 69 ตามลำดับ แพ้แมนยูไป 0-2 คาบ้านในเลกแรก

ส่วนนัดที่สอง ชาลเก้ของรังนิคก็มาโดนถล่มที่โอลด์แทรฟฟอร์ดไปอีกครั้งด้วยสกอร์รับเละ 4-1 จากการนำทีมโดย “กัปตันโอเชีย” ลงสนามอย่างองอาจมาฟัดกับลูกทีมของรังนิค ในเกมเหย้าเลกสอง ซึ่งแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดมีโอกาสยิงทั้งหมด 6 ครั้ง เข้ากรอบทั้ง 6 ครั้ง ได้ไป 4 ประตู

ประตูแรกจาก วาเลนเซีย ตามมาด้วย “กิ๊บโบ้” ดาร์รอน กิ๊บสัน บุตรแห่งเฟอร์กี้ โดยที่กิ๊บโบ้จ่าย Killer Pass ระดับเทพให้วาเลนเซียหลุดเดี่ยวไปยิงประตูแรก จากนั้น กดอัลติลูกไฟ ใช้ท่าไม้ตายก้นหีบอันเป็นลูกยิงsignatureของกิ๊บโบ้ ยิงไกลเต็มตีนด้วยความหนักหน่วง จนโกลระดับนอยเออร์ซองแตก บอลปลิ้นแฉลบเสาเข้าประตูไปเป็นลูกที่สองของทีม

อีกสองลูกในครึ่งหลังจากความยอดเยี่ยมของนานี่ที่หลบคู่แข่งและคัทแบ็คกลับมาให้อันแดร์สัน ที่โดนสกัดบอล และลุกขึ้นมาหวดด้วยซ้าย เกินกำลังนอยเออร์จะปัดความแรงของมันอยู่ ก่อนที่จะปิดฉากด้วยการหลุดขึ้นมาของ เบอร์บาตอฟ ที่ไหลนิ่มๆให้อันแดร์สันเติมขึ้นมายิงปิดกล่องชิลๆอีก 1 ประตู

และนอยเออร์ก็ไม่สามารถต้านทานนักเตะอย่าง อันแดร์สัน ในร่างเทพเจ้า โดนเพิ่มไปอีก 2 เม็ดจากเขาคนเดียวเหนาะๆ


9. รังนิคเคยไปสัมภาษณ์งานคุมทีมชาติอังกฤษ ก่อนที่ แซม อัลลาร์ไดซ์ จะได้มาคุมแทนเขาในปี 2016 ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของ FA อย่าง Dan Ashworth เล็งเขาไว้ มากกว่าที่จะอยากได้นายใหญ่เวสต์บรอมอย่างอัลลาร์ไดซ์ และยังสนใจเรียกตัวเขาอยู่

รังนิคเปิดเผยกับทาง FourFourTwo เอาไว้ดังนี้

“หลังบอลยูโร เขาโทรมาหาผมอีกครั้งแล้วสอบถามว่า ผมจะมาสัมภาษณ์เพื่อคุมทีมชาติอังกฤษไหม”

“ผมก็พูดว่า แล้วมันเป็นไปได้แค่ไหนล่ะ? เขาบอกว่า ขึ้นอยู่กับผมเลย มันใกล้ความจริงมากๆ แต่ว่ามีบางคนในบอร์ดคิดว่า ควรเป็นคนอังกฤษมากกว่า ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติน่ะนะ สามวันหลังจากที่ผมไปสัมภาษณ์มา พวกเขาก็แจ้งว่า แซม อัลลาร์ไดซ์ จะได้เป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ”

10. เมื่อถูกถามว่า การเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างที่เขาจะนำเข้ามา จอมแทคติกรายนี้เผยประเด็นที่โคตรน่าสนใจมากๆเกี่ยวกับเรื่องของ “ขนาดประตู” รวมถึงเรื่องที่ กฎการเปลี่ยนตัวได้ 5 คนควรจะถูกนำมาใช้อย่างถาวรดังนี้

“มันทำให้เกมรวดเร็วขึ้น ลดปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บได้ และทำให้ทั้งทีมมีสปิริตที่ดีกว่า ผมเชื่อว่าเราควรจะต้อง discuss กันถึงปัญหาที่ผมยกขึ้นมาตั้งแต่15ปีที่แล้ว นั่นก็คือเรื่อง ขนาดของโกลในปัจจุบัน มันสมเหตุสมผลไหม เมื่อโกลถูกกำหนดให้สูง 2.44 เมตร กว้าง 7.32 เมตร ซึ่งค่าเฉลี่ยของมนุษย์ทั่วๆไป ซึ่งรวมคนเป็นผู้รักษาประตูด้วยนั้น การเล่นกับประตู ระยะจะขาดอยู่ราวๆแค่ 10cm ถ้าคุณทำให้โกลกว้างขึ้น 30cm สูงขึ้นอีก 20cm ก็น่าจะได้ดูการทำประตูกันมากขึ้นกว่าเดิม”

และทั้งหมดนี้ คือ 10 เรื่องราวที่เป็นแบ็คกราวน์ของ “The Godfather” Ralf Rangnick ที่เข้ามาเป็นนายใหญ่แห่งโอลด์แทรฟฟอร์ดคนใหม่เป็นที่เรียบร้อย และแน่นอนว่าด้วยประวัติที่โชกโชน ผลงานที่สร้างชื่อ และการได้รับยกย่องว่าเป็นระดับปรมาจารย์ของวงการฟุตบอลเยอรมันมาอย่างยาวนาน และเครดิตการพัฒนาบอลเพรสซิ่งจากซาคคี่ให้เป็น เกเก้นเพรสซิ่ง จนกลายเป็นแรงบันดาลใจของบอลสมัยใหม่นั้น คงไม่ต้องพูดถึงฝีมืออะไรกันอีกแล้ว

แต่สิ่งสำคัญก็คือ เรื่องราวในบทความนี้ แสดงให้ได้เห็นเลยว่า ราล์ฟ รังนิค มีความผูกพันและเข้าใจฟุตบอลอังกฤษมาตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม และวนเวียนอยู่กับหลายสิ่งหลายอย่างที่เกี่ยวพันกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดด้วย

คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหม?

..ผมเชื่อ

#BELIEVE

-ศาลาผี-

References

https://www.manutd.com/en/news/detail/10-things-you-may-not-know-about-ralf-rangnick-new-man-utd-interim-manager

https://www.theguardian.com/football/2011/apr/24/ralf-rangnick-schalke

http://news.bbc.co.uk/sport2/hi/football/europe/9467349.stm

http://news.bbc.co.uk/sport2/hi/football/europe/9473853.stm

https://www.fourfourtwo.com/news/rangnick-i-interviewed-england-job-fa-were-reluctant-go-foreign-again

https://www.national-football-teams.com/country/59/2016/England.html

https://www.thesun.co.uk/sport/football/16851125/man-utd-rangnick-ribs-lung-playing-university/

https://www.theargus.co.uk/sport/19751070.ralf-rangnicks-manchester-united-interested-brighton-star/


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com