ย้อนเวลากลับไป ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2022

แอสตัน วิลล่า มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้จัดการทีม สตีเว่น เจอร์ราร์ด ถูกปลดออกไป ก่อนที่ “อูไน เอเมรี่” จะเข้ามารับหน้าที่กุมบังเหียนแทน จากนั้น เอเมรี่ พาทีมพลิกสถานการณ์ จนพาพลพรรค “สิงห์ผยอง” จบที่อันดับ 7 ในตารางพรีเมียร์ลีก 



ก่อนเริ่มฤดูกาล 2023-24 แอสตัน วิลล่า ต่อยอดผลงานที่ยอดเยี่ยม ด้วยการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งในระดับผู้อำนวยการสโมสร ด้วยการแต่งตั้ง ราม่อน โรดริเกซ เบร์เดโฆ่ “มอนชี่” เข้ามาเป็นประธานฝ่ายปฏิบัติการด้านฟุตบอล ภายใต้ระยะสัญญา 3 ปี



ถือเป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง สำหรับเอเมรี่ และมอนชี่ หลังจากที่ทั้งสองคนเคยร่วมกันสร้างความยิ่งใหญ่ สมัยอยู่กับเซบีย่า เชื่อว่าแฟนบอลหลายคน อาจยังไม่คุ้นหูกับชื่อของ “มอนชี่” มากเท่าไรนักว่าเป็นใครมาจากไหน และมีผลงานอะไรที่จับต้องได้บ้าง 



อย่างไรก็ตาม เมื่อบอกว่าเขาคือคนที่อยู่เบื้องหลังการสร้างนักเตะ และสร้างความยิ่งใหญ่ของเซบีย่า โดยเฉพาะในศึกยูโรปา ลีก นั่นอาจเป็นการขยายมุมมองที่มีต่อตัวของ “มอนชี่” ได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น และเป็นสิ่งการการันตีความสามารถได้ดีในระดับหนึ่ง 



ช่วงนี้  เราไปย้อนดูประวัติ และความเป็นมาเป็นไปของผู้บริหารวัย 54 ปีรายนี้กันหน่อยว่า อะไรที่สร้างให้เขามายืนตรงจุดนี้ 


“มอนชี่” เริ่มต้นเส้นทางลูกหนัง ด้วยการเป็นเด็กในอะคาเดมี่ของเซบีย่า ก่อนจะก้าวมาเล่นทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ในช่วงปี 1990 เขาลงเล่นฟุตบอล ในตำแหน่งของผู้รักษาประตู ซึ่งส่วนมากจะรับบทมือสอง ก่อนจะประกาศแขวนถุงมือ ในช่วงปี 1999 



ส่งผลให้เขากลายมาเป็นนักเตะที่เข้าไปอยู่ในลิสต์อย่าง “One Club Men” ที่ลงเล่นให้กับเซบีย่า เพียงสโมสรเดียว จากการเลิกเล่นฟุตบอล ด้วยวัยเพียง 30 ปี  ทำให้เขาผันตัวเองเข้าสู่ฝ่ายบริหารอย่างรวดเร็ว 



สำหรับหน้าที่แรกของเขาคือ การรับหน้าที่ผู้อำนวยการฟุตบอลของเซบีย่า ในช่วงปี 2000 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สโมสรตกชั้นลงไปเล่นระดับเซกุนด้า“มอนชี่” เข้ามารื้อระบบหลังบ้านของเซบีย่า นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม



เขามีปรัชญาบริหาร 2 อย่าง นั่นคือการพัฒนาระบบเยาวชนให้มีประสิทธิภาพ และการวางเครือข่ายแมวมอง ทั้งใน และนอกประเทศสเปน “มอนชี่” เชื่อว่า 2 อย่างนี้ ทำให้สโมสรก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง และสามารถโลดแล่นในโลกของฟุตบอลได้อย่างยั่งยืน 



สิ่งที่ยืนยันแนวความคิดของ “มอนชี่” คือการที่เซบีย่า ใช้เวลาเพียงแค่ปีเดียว เลื่อนชั้นกลับมาเล่นในศึกลาลีกา เป็นผลสำเร็จ นั่นถือเป็นใบเบิกทาง ในการที่พาเซบีย่า พุ่งชนกับความสำเร็จ ชนิดที่ใครก็ยากต่อการเลียนแบบ



เพราะหลังจากนั้น เซบีย่า ก็เข้าสู่การเป็นสโมสรที่ปลุกปั้นซูเปอร์สตาร์เข้าสู่วงการลูกหนังอย่างเต็มรูปแบบ 


“มอนชี่” เป็นนคนที่เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการผลักดันดาวรุ่งของสโมสร และผลักดันมาเล่นกับทีมชุดใหญ่  ดิเอโก้ คาเปล, อับแบร์โต้ โมเรโน่, เฆซุส นาบาส, อันโตนีโอ ปวยร์ต้า, เซร์คิโอ รามอส และโฆเซ่ อันโตนิโอ เรเยส



เหล่านี้คือตัวอย่างบางส่วนของนักเตะเยาวชนของเซบีย่า ที่ตัวของ “มอนชี่” มีส่วนสำคัญในการพัฒนา นอกจากพวกนักเตะเยาวชนแล้ว “มอนชี่” ยังมีสวยตาอันแสนจะแหลมคม ในการดึงนักเตะเข้ามาร่วมทีมในราคาถูก และปั้นขายต่อแบบฟันกำไร



ทั้ง ดานี่ อัลเวส, หลุยส์ ฟาเบียโน่, อาเดรียโน่, ฮูลิโอ บัปติสต้า, เฟเดริโก้ ฟาซิโอ, เซย์ดู เกกิต้า และอิวาน ราคิติช นี่คือตัวอย่างเหล่านั้น การประสบความสำเร็จเรื่องการปั้นนักเตะ ส่วนสำคัญเกิดจากระบบแมวมองที่แข็งแกร่งของเขา ที่กระจายไปทั่วโลกกว่า 700 คน



ช่วงเวลามากกว่า 16 ปี ในการทำงานร่วมกับเซบีย่า (ช่วงแรก) “มอนชี่” ช่วยให้สโมสรฟันกำไรจากการซื้อขายนักเตะราว 200 ล้านยูโร จนปี 2016 “มอนชี่” โยกไปรับงานกับโรม่า ก่อนกลับมาเซบีย่า ในอีก 3 ปีต่อมา แม้ได้รับความสนใจจากบาร์ซ่า, เรอัล มาดริด ก็ตาม



การร่วมงานกับเซบีย่า คำรบ 2 “มอนชี่” สั่งเพิ่มแผนกวิจัย และพัฒนาข้อมูลของนักเตะ เพื่อหานักเตะฝีเท้าดี และราคาสมเหตุสมผลเข้าสู่สโมสร ตามการเก็บข้อมูลในระบบของ “มอนชี่” ตอนนี้ เขามีข้อมูลของนักเตะอยู่ในมือกว่า 18,000 ราย ถือเป็นดาต้าที่ใหญ่มาก



นี่คือฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ที่นอกจากประเมินผลเรื่องสไตล์ และความถนัด ยังเป็นการคัดกรองว่า นักเตะเหล่านั้น เหมาะกับการเล่นให้เซบีย่า หรือไม่ 


ช่วงเวลากว่า 2 ทศวรรษของ “มอนชี่” ในการทำงานร่วมกับเซบีย่า เขาเป็นเบื้องหลังสำคัญ ในการพาทีมคว้าแชมป์อย่างมากมาย โดยรายการสำคัญคือ การคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ/ ยูโรป้า ลีก มากถึง 7 สมัย บวกกับโกปา เดล เรย์ 2 ครั้ง 



นี่คือเหตุผลสำคัญ ทำให้แอสตัน วิลล่า ดึงตัว “มอนชี่” กลับมาร่วมงานกับเอเมรี่ อีกครั้ง  แน่นอนว่า สิ่งที่แอสตัน วิลล่า จะได้จากตัวของ “มอนชี่” นั่นคือการเฟ้นหา และเซ็นสัญญากับนักเตะ ในราคาที่เหมาะสม และขายต่อได้ในราคาที่สูง



ย้อนกลับไป สมัยร่วมงานกันที่เซบีย่า ทั้งมอนชี่ และเอเมรี่ ต่างทำงานโดยเปิดอิสระให้กันและกัน กล่าวคือ ไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานมากเกินไป ซึ่งมอนชี่ รู้ไส้รู้พุงดีว่า เอเมรี่ ชื่นชอบนักเตะประเภทไหน และนักเตะเหล่านั้น จะถูกอนุมัติซื้อมาเล่นกับทีม 



นอกจากนี้ แอสตัน วิลล่า ประกอบไปด้วยนักเตะที่มีพรสวรรค​์ ผสมรวมกับบรรดาแข้งที่อยู่ในช่วงพีคของตัวเอง กระนั้น “มอนชี่” จะเข้ามาเติมเต็มในแง่มุมของการใช้กลยุทธ์, ไม้ตาย และการตัดสินใจ สำหรับการซื้อนักเตะเข้ามาร่วมทีม 



ทั้งหมดนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ลงสู้ศึกพรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ, คาราบาว คัพและยูโรป้า คอนเฟอเรนซ์​ลีก ในฤดูกาลหน้า  จากการที่เจ้าของสโมสรแอสตัน วิลล่า (NSWE) ต้องการความสำเร็จด้วยวิธีที่รวดเร็ว และราคาถูกสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 



“มอนชี่” ก็จะเข้ามาซัพพอร์ทตรงจุดนี้ อย่างที่กล่าวไป เขาถือเป็นผู้บุกเบิก และผู้เชี่ยวชาญระบบแมวมองที่ซับซ้อน และการวิเคราะห์สถิติที่ยอดเยี่ยม หากเจาะลึกลงไปท่ีการทำงานของ “มอนชี่” ฐานข้อมูลนักเตะของเขานั้น เขาต้องประเมินมากกว่า 10 หัวข้อ 



สำหรับชุดข้อมูล ต้องรวบรวมมาจากแมวมองของเขา ที่มีความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่สูง โดยตัวตนของ “มอนชี่” นี่คือคนที่มีอารมณ์ร่วมกับการทำงานฟุตบอลที่สูงมาก เขาหมกมุ่นกับความสำเร็จ และร้องไห้อย่างไม่อาย เมื่อทีมคว้าชัยชนะ



จากการมาของ “มอนชี่” ทำให้เจ้าของสโมสรแอสตัน วิลล่า พร้อมที่จะ ผ่อนปรนเรื่องเพดานค่าเหนื่อย เพื่อเป็นการสนับสนุนการทำงานให้กับเขา การมาของ “มอนชี่” ยังช่วยให้แอสตัน วิลล่า เพิ่มพลังความดึงดูดนักเตะให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย 



ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ “ยูริ เตเลมันส์” เลือกที่จะย้ายมาเล่นในถิ่นวิลล่า พาร์ค ทั้งที่ได้รับข้อเสนอจากทีมดังอย่างเอซี มิลาน และโรม่า และประการสุดท้าย แอสตัน วิลล่า มีขุมกำลังที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว พร้อมกับไม่มีความจำเป็นต้องผ่าตัดทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ 



เอเมรี่ จึงสามารถโฟกัสไปที่เรื่องของการฝึกสอน และการวางเรื่องแท็คติก โดยปล่อยหน้าที่การซื้อขายนักเตะเป็นของ “มอนชี่” ได้เลย 


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com